Monday, December 14, 2015

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต 

ถ้าจำกันได้หลินได้เคยเขียน 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา ไปเมื่อโพสก่อนนะคะ (ติดตามอ่านคลิก  http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/12/4-blog.html ) คราวนี้สมมติว่าเราเปิด Blog เพื่อชิมลางตลาดแนวหนังสือที่เราสนใจแล้ว เราจะทำยังไงให้ Blogของเราเติบโตดีๆ มีคนเข้ามาอ่านเยอะๆ ล่ะ??

สำหรับตัวหลินเองมี Blog หลักๆ อยู่ 2 Blog ค่ะ คือ Blog นี้ (ยอดวิว 24,000+) กับ Blog เรียนจีน ให้ได้จีน http://chinesexpert.blogspot.com/ (ยอดวิวที่ประมาณ 380,000+)

คำถามคือว่าการที่มียอดวิวเยอะๆ ใน Blog หรือเทียบได้กับยอดไลค์เยอะๆ ในเฟสดียังไงนะ??

มีข้อดีเยอะเลยค่ะ แต่ข้อที่สำคัญมากๆ กับอาชีพนักเขียนคือ ถ้าเรามียอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์เยอะๆ แปลว่าเรามีฐานแฟนคลับของเราเอง แฟนคลับกลุ่มนี้พูดง่ายๆ ก็คือลูกค้าของเรา เป็นกลุ่มที่จะฟีดแบกหรือคอมเม้นท์ว่างานเขียน หรือโพสของเราดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อ่านหรือไม่อ่าน และถ้าในอนาคตเรามีหนังสือใหม่ๆ ออกมา เค้าจะสนับสนุน จะชอบ และสุดท้ายจะซื้อด้วยหรือเปล่า??




ดังนั้น การเขียน Blog จริงๆ แล้วไม่ยากนะคะ  Blogspot เปิดแป๊ปเดียวก็ได้แล้ว สำคัญคือทำยังไงให้เนื้อหาโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ให้เค้าติดตามอยากอ่าน และสุดท้ายนำมาสู่การซื้อหนังสือหรือผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคตค่ะ^^

และเมื่อ Blog เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่สำคัญอย่างนี้เองงงงง (ต้องทำเสียงลากๆ แบบทีวีแชมเปี้ยนจะได้อารมณ์มากขึ้นค่ะ อิ อิ) วันนี้หลินเลยมีแนวทางการเขียน Blog ที่จะทำให้ Blog เติบโตมาฝากกัน

ติดตามนะคะ^^


1. เขียนให้ดี 

เขียนให้ดี?? พูดง่ายแต่ทำยากเหมือนกันนะ เขียนยังไงคือเขียนให้ดี เราก็ว่าเราเขียนดีแล้วนะ ทำไมไม่โดน?

ถ้ายังติดขัดกับปัญหาข้างบน ลองเทคนิคที่หลินใช้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อย่าใช้ศัพท์แสงที่วิชาการจ๋า (ถึงแม้ว่าจะมี) ซะจนผู้อ่านของเราไม่รู้เรื่อง 
  • เรื่องที่เราเขียนต้องมีคุณค่า มีประโยชน์และผู้อ่านชอบค่ะ  จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ แนว How to เสริมสร้างความรู้ หรือแม้แต่ให้ความบันเทิงได้หมด 
วิธีการคือฝึกเขียนเยอะๆ  ดูฟีดแบกของผู้อ่านสม่ำเสมอแล้วเอามาปรับปรุงเรื่อยๆ
เมื่อเราเขียนดีมีประโยชน์ คนอ่านจะช่วยแชร์เองค่ะ ก็เพราะว่ามันมีประโยชน์ไง เค้าถึงอยากแชร์ให้เพื่อน ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง อย่างน้อยตัวคนแชร์เองก็สามารถกลับมาอ่านได้อีกรอบก่อนที่จะถูก newsfeed อื่นกลบหายไปหมด



2. สร้างทักษะที่จำเป็นต่องานเขียน

งานเขียน Blog แรกๆ เลยส่วนมากแล้วจะเริ่มจากคนๆ เดียวค่ะ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างซึ่งไม่ใช่แค่เขียนอย่างเดียว หารูปประกอบด้วย หา reference ที่มาของบทความด้วย ฯลฯ

ซึ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์ social media ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยเผยแพร่ผลงานของเราให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ทักษะที่ Blogger ควรจะมีอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี คือรู้ platform การเขียน Blog รู้วิธีการอัพโพส รู้เทคนิคการเลือกและแต่งรูปอย่างง่ายๆ เอาเป็นว่าความรู้เบื้องต้นพื้นฐานเราควรจะมีบ้าง

ถ้าเก่งขึ้นมาอีกขั้น ควรรู้จักการใช้ SEO เพื่อสร้างช่องทางให้คนเห็น Blog ของเราเยอะๆ  จากนั้นก็พัฒนาไปเป็น  HTML และ  CSS code ซึ่งจะช่วยให้เราแก่ไขปรับแต่ง Blog ของเราให้ดูดี สวยงามขึ้น มืออาชีพขึ้น

แต่นั่นควรสิ่งที่ทำหลังจากที่เนื้อหาที่เป็นเรื่องหลักของเราแน่นแล้ว ดีแล้ว จึงค่อยมาคิดถึงเรื่องแต่งหน้าทาปากให้ Blog นะคะ อีกอย่างความรู้ทางเทคนิคพวกนี้ เราสามารถจ้าง freelance ทำได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีเวลาทำเอง หรือยากเกิน แต่หลินแนะนำว่าความรู้เบื้องต้นเราต้องมีไว้ เพราะต่อให้จ้าง freelance วางระบบให้ ทำ SEO ให้แต่สุดท้ายเราก็ต้องทำเองด้วย จ้างทั้งหมดจะใช้เงินเยอะมากเกินไปค่ะ

สรุป ความสำคัญตามอันดับก่อนหลังในการทำ Blog หลินแนะนำว่าควรเป็นแบบนี้

พัฒนาเนื้อหาให้แน่นและความรู้เบื้องต้นทำ Blog >>  SEO >>> HTML หรือ CSS code



3. รู้ว่าผู้อ่านของเราคือใคร

ไม่ว่าเราจะเขียน Blog ได้ดีมากขนาดไหน เนื้อหาแน่น ข้อมูลเจ๋ง แต่มีผู้อ่านที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็เปรียบเหมือนเราสร้างฮีตเตอร์ เครื่องทำความร้อนคุณภาพดีมากๆ แต่กลับเอามาขายกรุงเทพที่ร้อนตับแลบ (แม้กระทั่งเดือนธันวา) _ _ ' ฮีตเตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจากเอาไว้รกบริษัทเท่านั้น

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขียนบทความอะไรๆ ก็ตาม ลองนึก ลองจินตนาการดูว่าคำถามที่ผู้อ่านจะถามอากู๋ google เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนคืออะไร ก็ให้เราเขียนบทความนั้นเพื่อตอบคำถามที่เรา (คิดว่า) ผู้อ่านจะถามรอก่อนไว้ได้เลย

เช่น เราเชี่ยวชาญเรื่องเลี้ยงปลาทอง เป็นที่รู้กันว่าปลาทองใจเสาะตายง่ายมากๆ  ใครๆ ที่เคยเลี้ยงปลาทองย่อมรู้ดี สุ่ยหลินเลี้ยงตายไปหลายตู้จนเลิกเลี้ยงแล้วค่ะ ดังนั้น หนึ่งในคำถามยอดฮิตเรื่องการเลี้ยงปลาทองคือ สาเหตุอะไรที่ทำให้ปลาทองตายง่ายๆ กินมากก็ตาย (มั๊ง) น้ำไม่สะอาดนิดนึงก็ตาย (มั๊ง)  หลินยังไม่รู้เลยจนถึงวันนี้ แหะๆ แล้วเขียนบทความนั้นไว้คอยท่าใน Blog ของเราเลยค่ะ เพื่อรอให้คุณผู้อ่านที่ search หาจากอากู๋แล้วติดคำตอบที่โดนใจอันนี้ของเราไว้ด้วย เค้าจะได้ตามมาอ่านใน Blog ทำให้ Blog เติบโตขึ้น หรือจะเอาไปโพสในกรุ๊ปที่เลี้้ยงปลาทองแล้วทำลิงค์มาที่ Blog ของเราก็ไม่ผิดกติกาค่ะ

ถ้าเรารู้ถึงความต้องการผู้อ่าน สื่อเรื่องราวให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้คำพื้นๆ สบายๆ จะเป็นใบเบิกทางให้เราได้รับการต้อนรับจากผู้ที่อ่านงานเขียนของเราค่ะ



4. ทำโครงก่อน แลัวค่อยเติมเนื้อลงไป

เขียนบทความ Blog ให้ใช้หลักการเหมือนการสร้างบ้าน เริ่มจากฐานราก - เค้าโครงเรื่อง,  เสา- หัวข้อ, ผนังพื้น-เนื้อหา, ทาสี - เก็บรายละเอียด



อย่าพยายามเขียนเนื้อหาในคราวเดียว เพราะอาจไม่ครอบคลุม ให้เน้นที่เค้าโครงเรื่องก่อน จากนั้นแตกเป็นหัวข้อให้ครอบคลุม ต่อจากนั้นค่อยใส่เนื้อหาลงไป ทำอย่างนี้จะเป็นระบบ เนื้อหาก็จะครอบคลุมไม่วกวน ผู้อ่านก็ชอบ เพราะไม่งงว่าคนเขียนจะเอายังไงกันแน่ ตกลงประเด็นไหนเนีย เขียนปลาทอง เขียนไปเขียนมาเล่าถึงทอดมันซะนี่ ><'


5. ทำด้วยใจรัก เขียนในเรื่องที่ชอบ

อย่าเริ่มการเขียน Blog เพราะหวังสร้างเงินแสนเงินล้าน การเขียน Blog เป็นงานที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การที่เรามีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราเบื่อและเหนื่อยเร็วมาก สุดท้ายก็จอดทุกรายไป

แน่นอนค่ะ ถ้าหากงานเขียน Blog สามารถสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อย แต่การมีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินก็ไม่เพียงพอให้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง  ให้สร้างแรงผลักดันที่มาจากส่วนอื่นด้วย เช่น มาจากความชอบที่จะเขียน ชอบที่จะแชร์ ให้เป็นความหลงไหลที่สามารถนำมาสร้างเงินได้ ทำอย่างนี้ เราจะทำได้ยั่งยืนจนถึงวันที่เราประสบความสำเร็จได้นะคะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. (เสาร์นี้แล้ววว)  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon  รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^




*************************



หนังสือ "สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle" บอกทุกสเต็ปของวิธีการเอาหนังสือที่ตัวเองเขียนและเอาผลงานคนอื่นไปขายอย่างถูกกฏที่ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ^^


ซื้อผ่าน ookbee หรือ mebmarket ทาง app store , AIS และ web ได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ
Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/JYAvLE


สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlinkhttps://goo.gl/JYAvLE แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย

หรือใครอยากอ่านบน PC หรือ Notebook จอใหญ่ๆติดต่อมาทาง inbox ได้เลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ดีใจจริงๆ ที่หนังสือมีประโยชน์และคนให้ความสนใจอย่างมากกค่าา

หลิน^^

Sunday, December 6, 2015

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา 


หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเดี๋ยวนี้ information overload ใครๆ ก็เขียน Blog เปิด Facebook Fanpage  มีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะเต็มไปหมด แถมยังหน้า Newsfeed อีกจะอ่านก็อ่านยังไม่ทัน  ดังนั้น เขียน Blog ไปจะได้อะไรบ้างเนี่ย สงสัยจะเสียเวลาเปล่า? 

ความเห็นส่วนตัวของหลินแล้ว หลินแนะนำอย่างยิ่งเลยนะคะ สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียน (ว่าที่) นักเขียน หรือสนใจอาชีพนักเขียน ว่าเราควรจะฝึกหัดงานเขียนของเรา พูดง่ายๆ หาเวทีให้งานเขียนของเรา เพราะถ้าเราเขียนไปโดยที่ไม่มีคนได้อ่าน งานมโนอาจมาว่าที่เขียนเนี่ย ดีแล้ว เจ๋งแล้ว ไม่ถามไถ่ (ว่าที่) ลูกค้าในอนาคตเลย แล้วเวลาเราออกหนังสือจริงๆ ใครจะซื้อหนังสือเราล่ะคะ?

นอกจากนี้เนี่ย การเขียน  Blog  หรือใน Facebook Fanpage  มีข้อดีตรงที่ เราสามารถหาสไตล์งานเขียนของเราที่คนอ่านชอบ โดยดูจาก feedback คนอ่านจาก Blog หรือ Fanpage ได้ ไม่ว่าจะเป็นยอด Like ยอด Engagement (คือการที่ผู้อ่านมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเรา) ไม่ใช่เขียนปุ๊ป เงียบฉี่ วังเวงใจเสียเหลือเกิน และสุดท้ายคือยอด Share สมัยนี้ถ้าคนอ่านชอบเค้าจะ Share ต่อเองค่ะ เป็นการแนะนำเราให้กับเพื่อนๆ ของเค้าด้วยนะคะ^^

แต่หลายคนอาจมองว่าการเขียน Blog ใช้เวลามาก มีความรู้สึกว่าท้อเพราะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน  สรุปแล้วเราจะทำฟรีๆ หรือเปล่าล่ะเนี่ย อยากจะเลิกเสียเหลือเกิน TT

วันนี้หลินเลยมาจะมาแนะนำวิธีสร้างเงินจากงานเขียน Blog ของเรากันค่ะ ให้สิ่งที่เราทำไม่เสียเปล่า ติดตามกันเลยนะคะ^^





1. eBooks

รายได้ที่ง่ายที่สุดจากการเขียน Blog ก็คือรวบรวมงานเขียนของเราเป็น eBook โดยการเอาประโยชน์จาก feedback จากคนอ่านมาปรับปรุงงานเขียน เพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัยและน่าสนใจ ส่วนไหนไม่ครบถ้วน ยังขาดๆ เกินๆ ก็เอามาปรับปรุง แล้วทำออกมาวางขายเป็น eBook  

สิ่งที่ไม่ควรละเลยและสำคัญมากๆ ก็คือการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้อ่านของเรา ซึ่งเราเองก็สร้างมาแล้วส่วนนึงตอนเพียรเขียน  Blog  นั่นไงคะ เห็นไหมไม่เสียหลายเลยนะ ใครที่มีผู้ติดตามหรือแฟนคลับเยอะก็จะได้เปรียบตรงนี้  ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ  ใช้ช่องทาง social media และ online marketing เข้ามาช่วยค่ะ




2. Online Courses

หากเราเริ่มเป็นที่รู้จัก บางครั้งก็จะมีผู้ให้บริการ คอร์สออนไลน์มาติดต่อให้ทำคอร์สไปลงกับเค้าเช่น
skilllane หรือ ตลาดปัญญา

แต่หากเค้าไม่ติดต่อมา เราก็ติดต่อไปสิคะ เพราะเค้าก็ต้องการคอร์สเยอะๆ ในเว็บของเค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลายขึ้น  มีทั้งอัดเองส่งให้เค้าอัพขึ้นเว็บแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน หรือเราก็จัดคอร์สสอนสดแล้วนัดให้เค้ามาอัดก็ได้ค่ะ ได้ต่อที่ 2 ล่ะ^^




3. Seminars


การเขียน Blog เนี่ย พอเราเขียนไปสักพักแล้ว มีคนติดตามสนใจในเรื่องที่เรารู้ เราเชี่ยวชาญ เรายังสามารถจัดสัมมนา หรือคอร์สสอนสดได้ด้วยนะคะ เพราะมันดีต่อผู้เรียนตรงที่ถามตอบได้ทันที และบางเรื่องก็เป็นข้อจำกัดของ Blog หรือความยาวของบทความ ที่เราไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ทั้งหมดได้

แม้กระทั่งหลินเอง บางครั้งก็ไม่เขียนโพสยาวมาก เพราะก็ไม่รู้ว่ามีคนสนใจเรื่องที่เรากำลังโพสหรือเปล่า หลินดูเอาว่าหากมีคนสนใจเราก็ค่อยเพิ่มเติมเนื้อหาในตอนต่อไป เป็นตอน 2 ตอน 3 ก็ว่าไป



การสัมมนาจึงเป็นการได้มาคุยแบบเจอหน้ากัน มีอะไรก็ถามตอบได้ทันที และที่สำคัญอีกอย่างคือ เราได้มาเจอกับกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เป็นการสร้าง connection สำหรับทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันในอนาคตด้วยค่ะ^^ 


4. Affiliate Marketing

เมื่อจำนวนคนอ่าน Blog ของเรามีเยอะทำ affiliate ผ่าน  Blog ของเราสิคะ การติด affiliate รับค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้าออนไลน์ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีนะคะ แต่หลินต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพียงอยากจะบอกว่ามีคนทำเงินจากวิธีนี้ได้จริง เลี้ยงตัวเองได้ด้วยนะ
พูดง่ายๆ คือเน้นพัฒนา content ของ  Blog ให้น่าสนใจ พอมียอด Traffic เยอะๆ แล้วก็ทำ affiliate ป้ายโฆษณาสินค้าใน Blog ของเรา เวลามีคนมาซื้อของ เราก็ได้ค่าคอมฯ ค่ะ เจ๋งไหมคะ

พูดถึงตรงนี้ หลินเลยอยากขอยก case study จากน้องที่รู้จักคนนึง ที่กำลังจะออกหนังสือโดยการเริ่มจากการสร้าง Facebook Fanpage เพื่อเข้าหากลุ่มผู้สนใจ และในเวลาเดียวกันก็สามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้อีกด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเป้าหมายของน้องคือออกหนังสือไปเรียนต่อประเทศอินเดีย  ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้หญิงกลัวกันหนักหนาว่าอันตราย อย่าว่าแต่ไปเรียนเลยค่ะ แค่ไปเที่ยวยังกลัวจะแย่ แต่น้องมะปรางเรียนปริญญาตรีจบจากประเทศอินเดีย และจะมาเล่าให้ฟังว่าประเทศอินเดียไม่ได้เป็นอย่างที่คนไทย (และคนทั้งโลก) คิด

ไปติดตามและให้กำลังใจ น้องมะปรางกันได้ที่ ลูกสาวคนเดียวก็เรียนจบอินเดียได้ (https://www.facebook.com/onlychildcansurviveinIndia/) หลินลองอ่านดูแล้ว สนุกน่าติดตามทุกตอนเลยค่ะ^^

สู้ๆ กันนะคะทุกคน หวังว่าจะได้แนวทางในการสร้างรายได้จาก Blog กันทั่วหน้าค่ะ

หลิน


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^



Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Wednesday, November 25, 2015

รวม 5 เว็บเพื่อขาย eBook ในต่างแดน (ชีวิตมีทางเลือกอีกเยอะะ!!)

หลินว่าใครที่ติดตามเพจหรือ blog นี้มาตลอดก็คงรู้จักกับ Amazon เป็นอย่างดีนะคะ ว่าเป็นตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ยังมีอีกหลายเว็บไซต์เลยนะ ที่ให้นักเขียนอิสระอย่างเราอัพโหลด eBook ไปขายฟรีๆ หรือถ้าไม่ฟรีก็มีการเก็บคำดำเนินการนิดหน่อยค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวหลินเองทุกวันนี้จะขายหนังสือเมืองนอกแค่ในตลาด  Amazon และยังไม่เคยมีประสบการณ์ไปขายที่อื่่นเหมือนกัน แต่หลินก็คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้รู้จักเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราสามารถฝากขาย eBook ของเราได้ เป็นการสร้างทางเลือกและช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นของเรา

ก่อนจะหาข้อมูลเรื่องนี้มาเขียน ตัวหลินเองก็อยากขยับขยาย อยากหาโอกาสใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกันค่ะ พอหาข้อมูลได้จึงคิดว่าเอาข้อมูลนี้มาแบ่งปันกันใน blog และเพจสร้างทางเลือกให้กับคนอื่่นดีกว่า ซึ่งการที่เราเอาหนังสือไปขายในหลายๆตลาดก็เหมือนที่คุณวอเรน บัฟเฟต์ (ตอนแรกๆ อ่านว่าบุฟเฟ่ต์ทุกทีเลย  - -') บอกว่าอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว ควรจะเก็บไว้ที่เล้าด้วย เอ้ย..ไม่ใช่ ควรจะกระจายความเสี่ยงด้วยค่ะ^^

ติดตามรวม 5 เว็บไซต์เพื่อขาย eBook ในต่างแดน สำหรับนักเขียนอิสระอย่างเรากันนะคะ^^ (สนใจรายละเอียดเว็บ คลิกที่ชื่อในแต่ละข้อนะคะ หลินทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ)


1. Lulu

เว็บ Lulu เป็นอีกเว็บที่ดังมากในอเมริกาค่ะ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นกันบ้างแล้ว นอกจากดังแล้ว เว็บนี้ยังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนสูงถึง 90% ค่ะ เราตั้งราคาหนังสือเองได้ด้วยและไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครค่ะ


2. Smashwords

เว็บ Smashwords มีจุดเด่นคือเวลาเราขาย eBook ที่นี่เราจะได้หมายเลข ISBN ฟรีและมีรูปแบบ eBook ให้ใช้ถึง 9 แบบ ขายที่นี่ที่เดียวยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple iBookstore และสำนักพิมพ์หนังสือแบบออนไลน์ดังๆ  อีกหลายแห่งค่ะ ค่าธรรมเนียมในการสมัครไม่มี แต่คิดค่าดำเนินการโดยหักให้นักเขียนเท่ากับ 60-85% ค่ะ



3. PaySpree

เว็บ PaySpree  เว็บนี้มีคนใช้เยอะมากเหมือนกันค่ะ ลูกเล่นเค้าคือขายผลิตภัณฑ์แรกได้ฟรี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียเงินเป็นแพกเกจ (29 USD)  เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียน เพิ่งเริ่มขาย ขายอันแรกไม่ต้องเสียเงินขายต่อไปค่อยเสียค่ะ  เว็บไม่เสียค่าลงทะเบียนในการสมัคร และจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 90-100%


4. eBookIt!
เว็บ eBookIt! ก็ตามชื่อเลยนะคะ เน้น eBook เป็นหลัก จุดเด่นคือสามารถช่วยให้นักเขียนแปลงต้นฉบับเป็นหนังสือ eBook อย่างมืออาชีพได้ โดยนักเขียนเป็นคนจ่ายค่าดำเนินการซึ่งหักค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้อยู่แล้ว สรุปว่านักเขียนไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนค่ะ^^

ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 149 USD ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่ 50-80%



5. E-Junkie

เว็บ E-Junkie เค้ามีลูกเด่นตรงที่เราสามารถขาย eBook ในรูปแบบ PDF ได้เลยค่ะ ซึ่งหมายถึงว่ามันง่ายมากสำหรับทุกคน นอกจากนี้เค้าออกแบบให้มีการแสตมป์ชื่อผู้ขาย อีเมล์ และรายละเอียดอื่นๆ ในหนังสือทุกเล่มแบบแก้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอาไปก๊อปปี้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ค่ะ (ฝรั่งเค้าซีเรียสดีจริงๆ หลินชอบมากค่ะ)

เว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียน 100%  นักเขียนเสียค่าสมัครอยู่ที่ 5 USD/เดือน ค่ะ


ถ้าใครลองแล้วเว็บไหนดีหรือไม่ดียังไงมั่ง แบ่งปันประสบการณ์กันบ้างนะคะ^^ ส่วนใครทีสนใจอยากเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon หลินมีคอร์สสอนวิธีเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบละเอียดยิบๆ ทุกขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่างค่ะ^^ มีโอกาสมาเจอกันนะคะ วันเสาร์นี้แล้วค่ะ^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!
มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------
สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^




Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Monday, October 26, 2015

6 เทคนิคตั้งชื่อหนังสือให้โดนนนน!!!

หลินเคยได้ยินว่ามีคนบอกว่าปกหนังสือก็เหมือนรักแรกพบของคนอ่าน เห็นครั้งแรกบอกเลยว่าชอบ ไม่ชอบ และการที่บอกว่าชอบไม่ชอบในแว๊บแรกที่เห็นนี่ล่ะค่ะ มีผลเยอะเลยต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อ หรือไม่ซื้อ ดังนั้น ประโยคข้างบนที่พูดคงจะถือว่าไม่เว่อร์เท่าไหร่นะคะ

และเพราะว่าชื่อหนังสือสำคัญซะขนาดนี้เอง วันนี้มีตำราฝรั่งเค้าแนะนำเทคนิคการตั้งชื่อหนังสือให้โดนใจคนอ่านค่ะ

มาติดตามกันนะคะ^^

ภาพจาก https://amyjarvisillustration.files.wordpress.com


ข้อ 1 รู้จักกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของเรา
ลองตั้งคำถามทำนองนี้กับตัวเองดูค่ะ

กลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของเราเป็นใคร ชอบอ่านเรื่องราวแบบไหน แล้วทำไมเค้าต้องชอบเนื้อหาแบบนี้ของเรา เราอยากให้คนอ่านหนังสือเราจบแล้วมีความรู้สึกยังไง เช่น สนุกสนาน มีแรงบันดาลใจ ฯลฯ  หนังสือของเราแตกต่างจากหนังสือของคนอื่นๆ ในหมวดเดียวกันยังไง

สำคัญคือ แล้วเราจะตั้งชื่อหนังสือยังไงให้โดนใจเค้า ถ้ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นแฟนคลับเกาหลี คำว่า "โอปป้า" ก็น่าเลือกใช้มากกว่าคำธรรมดาอย่าง "สุดหล่อเกาหลี" หรือเปล่าคะ?

ข้อ 2  ดูหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรา
วิธีการคือไปร้านหนังสือ หรือหาหนังสือออนไลน์ก็ได้ค่ะที่เกี่ยวข้องกับหนังสือของเราที่กำลังจะเขียน สมมติว่า เราอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับชีวิตหญิงสาวชาวกรุงเทพฯ เมื่อ 40 ปีก่อนเป็นตัวเอก เราก็ควรจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสวนลุมฯ (ที่ๆ คนมีตังสมัยก่อนไปเที่ยว) งานกาชาด โรงหนังสกาล่า ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา หนังสือเกี่ยวกับสาวสังคมสมัยก่อน กิน ดื่ม เที่ยวที่ไหน แต่งตัวยังไง ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้จดชื่อที่คุณชอบออกมา เพื่อที่ว่าคำไหนจะสามารถจะเอามาพัฒนาเป็นชื่อหนังสือและอธิบายเนื้อหาหนังสือในเล่มได้บ้าง

ข้อ 3 คิดชื่อให้สั้นเข้าไว้
ปกที่ดีควรจะสั้นเข้าว่า (ยกเว้นบางกรณีที่ยาวแล้วโดน แต่ปกติสั้นจะคนจะจำได้ง่ายกว่า)

ข้อ 4 คิดชื่อให้อ่านทีเดียวแล้วเห็นภาพ
ถ้าชื่อหนังสือของเราสามารถสร้างมโนภาพในใจคนอ่านได้ นั่นคือโบนัสที่ถือว่าเจ๋งสุดๆ ค่ะ ลองจินตนาการถึงหนังสือชื่อ "ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" นวนิยายรางวัลซีไรต์ 2558 อืมมม์..มันชวนให้คิดตามซะจริงๆ ว่าตาบอดยังไม่พอ ยังอยู่ในเขาวงกตซะอีก อะไรจะรันทดขนาด แล้วชีวิตนี้จะหาทางออกได้ไหมเนี่ย??

ข้อ 5 คิดชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
เรื่องสำคัญที่ควรรู้ในข้อนี้ก็คือ ชื่อหนังสือ "ไม่มีกฏหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง"  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่ชื่อหนังสือเราจะไปซ้ำกับชื่อหนังสือคนอื่น ซึ่งเอาจริงๆ ไม่มีผลดีกับใครสักฝ่าย โ้ดยเฉพาะชื่อที่เป็นชื่อทั่วไปมากๆ เช่น Feel Good หรือ Lovesick

วิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ลองลิสต์ชื่อหนังสือทั้งหมดออก อาจจะใช้วิธีดึงเอาชื่อตัวเอก คาแรกเตอร์ตัวเอง ชื่อสถานที่ หรือประโยคยอดฮิตในหนังสือมาเป็นชื่อหนังสือเพื่อหลีกเลี่ยงชื่อที่ซ้ำค่ะ

ข้อ 6 คิดชื่อให้ชัดเจน
แน่นอนที่สุดว่า ชื่อหนังสือควรจะเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือ เอาเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายเราควรอ่านทีเดียวแล้วเข้าใจว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไร แต่ผู้อ่านที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายก็ควรอ่านแล้วรู้เรื่องด้วย ระวังพวกศัพท์เทคนิค ศัพท์เฉพาะทาง ไม่เหมาะกับการตั้งชื่อเรื่อง

ถ้าเราไม่ได้เขียนนิยาย ชื่อเรื่องที่ดีควรจะบอกคนอ่านว่าอ่านจบแล้วได้อะไร เช่น  โยคะสูตรหน้าเด็ก รวยด้วยอสังหา ฯลฯ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ^^ หลินขอให้หนังสือของทุกๆ คนขายดีมากๆ เลยค่ะ เพี้ยงๆๆ

หลิน^^

#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

http://goo.gl/MQklJQ




Friday, October 16, 2015

5 วิธีที่จะทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!!!

หลินว่าโตจนป่านนี้ เราอ่านอะไรเกี่ยวกับ How to be successful กันมาเยอะนะคะ
10 วิธีถึงฝั่งฝัน, 5 วิธีรวยเงินล้าน,  8 วิธีมีประสิทธิภาพในการทำงาน 6 วิธีเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ขั้นเทพและอื่นๆ อีกเยอะเลย

พอดีได้ไปดูคลิป TedTalk มาค่ะ ชื่อ 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! เห้ยยย..น่าสนใจ นี่มันตรงกันข้ามกับที่เราอ่านกันมาเย๊อะะเลยนี่ ดั๊นมาบอกวิธีทำลายฝัน ลองคลิกดูดีกว่า..

ดูจบแล้วได้เรื่องเลยค่าาา หลินว่าเค้าพูดได้ตรงใจมากๆ มันเป็นธรรมชาติของคนเราจริงๆ กับทุกๆ เรื่องของชีวิตที่หวังความสำเร็จเร็วๆ หวังว่าต้องมีใครมาคอยช่วยเหลือ หวังว่าใครสักคนต้องมาบอกสูตรเคล็ดลับให้ประสบความสำเร็จ และอีกสารพัดที่จะหวัง 

ข่าวดีก็คือเดี๋ยวนี้มีสื่อฟรีๆ ให้เราเสพเยอะแยะเลย Role Models ก็มีเยอะแยะที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากสำเร็จมั่ง
ข่าวร้ายก็คือมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ว่าน่ะสิ ไม่ว่าคุณยอมควักเงินแพงแค่ไหนก็ตาม

ติดตาม 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! (5 Ways How Not to Follow Your Dream) จาก TedTalk ค่ะ^^




วิธีแรก เชื่อว่าความสำเร็จต้องมาชั่วข้ามคืน
หุ หุๆ คุ้นๆ หรือป่าวคะ หลินว่าตัวเองก็เคยเป็นนะ เราคงเคยเห็นใครก็ตามรวยเร็วๆ แบบว่าเทพหุ้นมาเอง รวยสิบเด้งใน 2 ปี  เรียนเก่งโคตรๆ อ่านหนังสือก่อนสอบวันเดียวได้เต็มแระ ทำธุรกิจแล้วก็ประสบความสำเร็จสุดๆ ขายดีถล่มทลาย (บางทีเราก็แอบคิดว่า ไรแว้? แค่ขายของแค่เนี้ย ทำไมขายดีนักอ่ะ! เราก็ทำได้ไม่เห็นยาก) โอ้โหห...เฮะะ! น่าอิจฉาเป็นบ้าเลยใช่ป่าวคะ

ในความเป็นจริงสิ่งที่เราเห็นคือทฤษฏีภูเขาน้ำแข็ง คือเราเห็นแค่ก้อนลอยเหนือน้ำจิ๊ดเดียวที่เค้าประสบความสำเร็จ รู้ป่าวว่ากว่าจะมาถึงวันนี้เลือดออกทางเข่ามากี่หน ร้องไห้มากี่ครั้ง พยายามมากี่รูปแบบ ล้มมากี่ครั้ง เรารู้มั่งป่าว?? (ก้อนใหญ่บะเริ่มเทิ่มอยู่ใต้น้ำ)

ดังนั้น ไม่มีความสำเร็จอะไรชั่วข้ามคืนหรอกค่าา มันแค่เพราะเราไม่เห็นเอง...ก็เท่านั้น



วิธีที่ 2 เชื่อว่ามีคนจะให้สูตรสำเร็จกับตัวเองได้แน่นอน
แน่นอนที่สุดว่าคุณเป็นที่รักของเพื่อนฝูง ครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตมีทางแยก คุณต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ทุกคนที่รักคุณและคุณรักก็จะพร้อมใจกันมาให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรืออะไรก็ตามแต่ 

แต่เชื่อไหม เราจะถามใครไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก เพราะเค้าไม่ใช่เราและเราไม่ใช่เค้า หลังจากคุณได้คำแนะนำจากเค้า ผ่านไปอีกสักพักชีวิตคุณก็จะถึงเวลาต้องตัดสินใจอีก แล้วเอาไงล่ะ?? ถามทุกคนที่รู้จัก 100 คน ได้ 100 คำตอบ แล้วคุณจะเลือกทางไหน?? หรือเอามายำรวมกันดีไหม??

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องตัดสินใจเลือกเดินด้วยตัวเอง เพราะ "ไม่มี" ใครในโลกนี้ที่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราทุกอย่างหรอกค่ะ แน่นอนว่าทางเดินที่คุณเลือกอาจจะสะดุดหกล้มบ้าง ไรบ้าง แต่บอกได้เลยว่านี่คือกระบวนของการเป็นชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ นี่ล่ะ  (ใครจะการันตีล่ะว่าถ้าทำตามคนอื่นๆ แล้วชีวิตเราจะไม่สะดุด แล้วถึงตอนนั้นจะโทษใคร??)



วิธีที่ 3 เลิกเมื่อถึงเป้าเดียวในชีวิต
แน่นอนว่าพอเราบรรลุเป้าอะไรสักอย่างที่เราวางแผนไว้ เราก็อยากจะเลิกใช่ป่าวคะ เหนื่อยเฟ้ย เสร็จซะที ><'

แต่จริงๆ ชีวิตเรามันไม่ได้มีเป้าหมายเดียว พอบรรลุแล้วเราก็ต้องพยายามๆ ต่อไปเพื่อไปถึงเป้าหมายใหม่ เป้าหมายต่อไป ถ้าเราผ่อนแรงลงมั่งมันก็อาจจะไม่ได้แย่เท่าไหร่ เพราะมีฐานเดิมคอยหนุน แต่ให้เรามองอีกอย่างดีกว่าว่าถ้าเราใส่แรงลงไปอีกหน่อย พยายามอีกนิด เราจะไปได้ไกลกว่าเดิมเพราะมีฐานเดิมมาคอยหนุนต่างหาก




วิธีที่ 4 โทษว่าความผิดพลาดทั้งหลายนั้นเป็นของคนอื่นและสิ่งอื่นๆ (ยกเว้นตัวเอง)
ได้ยินกันบ่อยๆ ป่าวคะว่า โอ้ยย!..เศรษฐกิจไม่ดีอ่ะ เลยขายของไม่ดีเลย  โอ้ยยย!..ชั้นมันไม่มี connection อ่ะ จะมีโอกาสออกหนังสือได้ไง โอ้ยยย!..หัวไม่ดีมาตั้งแต่เด็กอ่ะ เรียนไม่เก่ง โอ้ยย!...ได้ลูกน้องไม่เก่งอ่ะ ธุรกิจเลยไม่โต ฯลฯ (หลินก็เป็นแบบนี้เป๊ะๆ เลย เอาชีวิตจริงมาตีแผ่น่ะเนี่ย TT)

จริงๆ แล้วฝัน "ของเรา" เราต้องเป็นคนรับผิดชอบฝันนี้เต็มๆ รับผิดชอบให้ฝันของเราสำเร็จ ใช่แล้วล่ะค่ะเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดแย่ หาลูกน้องดีๆ ไม่ได้ ไม่มีหัวการค้า ไม่เคยทำ ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีใครอยากซื้อหนังสือที่คุณเขียน ไม่มีใครอยากซื้อของที่คุณขาย ไม่มีใครอยากทำงานกับคุณเลย แสดงว่า "ตัวเรา" ต้องมีอะไรผิดพลาดแหงๆ แน่นอน

ตัวเราต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าฝันเราไม่เป็นจริง อย่าโทษคนอื่น




วิธีที่ 5 มุ่งแต่ถึงเป้าหมาย ลืมความสวยงาม (ของชีวิต) ระหว่างทาง
เชื่อว่าชีวิตมีแต่เป้าหมายเท่านั้นอย่างอื่นไม่มี เหมือนอย่างเราไปปีนเขาที่สูงมากๆ ลูกนึง ตั้งตาตั้งตาปีนให้สำเร็จ พอไปถึงยอดแล้ว?? ดีใจกันแล้ว ?? ประมาณ 10 นาทีต่อมา เอาไงต่อฟร่ะ??  (ก็ต้องลงเขาดิ ถามได้??)

จริงๆ ชีวิตไม่มีแค่ฝัน แต่ชีวิตคือการเดินทางเพื่อไปถึงฝันต่างหาก ดังนั้น สำคัญคือเราต้อง "มีความสุข" กับทุกย่างก้าวที่เดินไปหาฝัน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำฝันให้เป็นจริง จนลืมไปเลยว่าความสวยงามข้างทางระหว่างที่เราเดินนี่เป็นไง

แน่นอนว่าบางก้าวเดินง่ายแฮะ พื้นเรียบดี บางก้าวดันล้มซะนี่ ก็ให้คิดว่าก้าวที่มันเรียบก็ควรจะดีใจว่า เห้ยย!..มันไม่ยากแฮะ ดีใจจัง ส่วนก้าวที่ล้มก็ให้คิดเป็นประสบการณ์จะได้ไม่ล้มท่าเดิมอีก (ท่าใหม่รออยู่ อิ อิ) 

ที่สำคัญ อย่าลืมเราเองจะอาจไปไม่ถึงฝันก็ได้นะคะ แต่ไม่เสียใจหากพยายามเต็มที่แล้ว


หลิน^^

Credit: https://www.ted.com/talks/bel_pesce_5_ways_to_kill_your_dreams

ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับงานเขียนอื่นๆได้ที่ Blog นี้ หรือที่ facebook fanpage ข้างล่างนะคะ
https://www.facebook.com/ebookmakerich



















Friday, October 9, 2015

10 เรื่องที่คุณยังไม่รู้กับเทคนิคการใช้โซเชี่ยล!!

เช่นเคยค่ะ กับบทความดีๆ ให้ความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ สำหรับนักเขียน บทความนี้เป็นของฝรั่งค่ะ  มีการทำสถิติสรุปในรูปแบบ infographic บอกเรื่องราวถึงวิธีการทำ marketing บนโลกโซเชี่ยล 
หลินเลยขอจัดมาให้อ่านค่าา เอาไปพลิกแพลงตะแคงหงายกันได้ตามสะดวกเลยนะคะ^^

ติดตามค่ะ

กฏข้อที่ 1 รู้หรือป่าวว่าเครื่องมือ platform ในโลกโซเชี่ยลมีกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน?  ไม่ว่าจะเป็น facebook ,Twitter, Instragram, pinterest ฯลฯ

แน่นอนว่าต้องมีอันที่ซ้ำกันมั่ง คือมีคนที่ชอบอ่าน facebook ด้วยเล่น instragram ด้วย แต่ยังไงก็ตามแต่ละ platform ก็มีลักษณะเด่นพิเศษเฉพาะ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ติดตามชอบเป็นเฉพาะๆ กลุ่มไป


กฏข้อที่ 2  เวลาที่ดีที่สุดในการเข้าโพส หรืออัพโหลด คือเวลาไหน?

แน่นอนที่สุดว่าต้องเป็นเวลาหลังเลิกงานนะคะ (เพราะในเวลางานต้องแอบๆ อิ อิ) โดยเฉพาะช่วงเวลา 4-5 ทุ่ม (ของเมืองไทย หลินว่าเริ่มได้ตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยนะ)  ฝรั่งเค้าบอกว่าวันศุกร์เหมาะกะการอัพเฟส และวันอาทิตย์เหมาะกะรีทวิต O_o


กฏข้อที่ 3 รู้ป่าวว่าคนใช้โซเชี่ยลมีเดียเป็น search engine ด้วย?  (ประหนึ่่งว่าแทน google)

facebook เป็น Platform ที่นำโด่งเลยในข้อนี้เลยนะ  (ไม่เแปลกใจคุณพี่มาร์ค รวยเอ้า รวยเอาเนอะ)


กฏข้อที่ 4 สำหรับคนที่ใช้โซเชี่ยลเพื่อการตลาด ให้โพสเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราสม่ำเสมอๆ  (อันนี้รู้อยู่แล้วเนอะ)


กฏข้อที่ 5  ในบรรดาประเภทโพสทั้งหมด โพสแบบไหนมีอิทธิพลต่อคนอ่านมากสุด??

แต่น แต้นท์... คำตอบคือโพสข้อความค่าา แต่หลินอยากเน้นว่าข้อความต้องน่าสนใจด้วยน้า ไม่งั้นคนอ่านจะใช้ดรรชนีนางเลื่อนไปอย่างไวเลย


กฏข้อที่ 6   โพสด้วยรูปภาพได้รับความสนใจในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าโพสอย่างอื่น  อันนี้เห็นด้วยป่าวคะ?


กฏข้อที่ 7  เมื่ออยู่ในโลกโซเชี่ยล ต้องยอมรับความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่างจากเราแน่ๆ อย่ารบกันหน้า wall น้าา


กฏข้อที่ 8 ใช้โซเชี่ยลให้เป็นประโยชน์ ไว้หา feedback หาข้อมูล เข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจตลาด และอื่นๆ อีกแยะ อย่า search หาเม้ามอยดาราอย่างเดียว


กฏข้อที่ 9  ข้อนี้เค้าบอกว่า 91% ของคนที่แสดงความคิดเห็น เป็นคนที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 500 คน เรื่องนี้เค้าจะบอกอะไรเรานะ??

จากสถิตินี้ ตามความเข้าใจของหลินคือ เค้าจะบอกว่า เพราะคนกลุ่มนี้มี followers ไม่มากนัก ความเป็นส่วนตัวยังสูง ยังไม่เป็นบุคคลสาธารณะทางโซเชี่ยล จึงกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องคอยแคร์หรือกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากนัก  

ดังนั้นอย่าละเลยความคิดเห็นจากคนกลุ่มนี้น้าา


กฏข้อที่ 10 จะให้คนอ่านติดตาม อย่าหวังว่าจะสำเร็จในคืนเดียว!
สร้างความน่าเชื่อถือและการติดตามต้องใช้เวลา หลินเขียนเพจมาตั้ง 5 ปีแล้วค่าาา แต่ยังคงสู้ต่อไป ไอ้มดแดง ^^ เฮ!

ลองปรับใช้กันดูนะคะ

หลิน^^


ภาพจาก http://www.bustle.com/

Thursday, October 1, 2015

วิธีโปรโมทเมพๆ สำหรับนักเขียนอิสระบนโลกโซเชี่ยล!!

สวัสดีค่ะแฟนเพจทุกคน^^ เช่นเคยนะคะ หลินอ่านเจอเทคนิคดีๆ แหล่มๆ สำหรับนักเขียนอย่างเราเมื่อไหร่เป็นต้องมาบอกต่อ วันนี้เป็นเรื่องของเทคนิคดีๆ ในการใช้โซเชี่ยลโปรโมทหนังสือหรือสินค้าของตัวเองค่าา

เดี๋ยวนี้คงต้องยอมรับกันเลยว่าคนดูมือถือบ่อยกว่าดูทีวีซะอีก อย่างตัวเองเนี่ย ทีวีที่บ้านเดี๋ยวเปิดวันละไม่ถึงหนึ่งชม. ชัวร์ ๆ แต่กะมือถือต้องชาร์ตแบตวันละสองรอบ O_o  มันคืออาไล?? ดังนั้น เลยไม่น่าแปลกนะคะ ที่เดี๋ยวนี้สื่่อโฆษณาอะไรๆ ต่างก็มุ่งกันไปที่โซเชี่ยลกันซะหมด

และเพราะสื่่อโซเชี่ยลมีข้อดีตรงฟรี !! (เฮ่) และถ้าพร้อมจะเสียเงิน ใครๆ ก็โฆษณาได้ ไม่ต้องเป็นเจ้าของสื่่ออีกต่อไป คนจึงหลั่งไหลมาโฆษณาฟรีและเสียเงินบนโลกโซเชี่ยลกันมากขึ้นๆ

งั้นเรามารู้จักทำเทคนิคสื่อโซเชี่ยลฟรีๆ ให้มีอำนาจมากกว่าเดิมดีกว่า^^

ติดตามได้เลยค่าา




1. ใช้โซเชี่ยลให้เป็นโซเชี่ยล ( Be Social)
ข้อนี้ฝรั่งเค้าเล่นคำนะคะ คือในเมื่อเราใช้ "โซเชี่ยล" อยู่แล้วก็ทำตัวให้เข้า "สังคม" กะเค้าด้วยสิ! นั่นหมายถึงว่าเริ่มพูดคุยกะคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับ แฟนเพจ แฟนบล็อก ในฐานะที่เป็นตัวเรา ให้ความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย สนิทสนม ฯลฯ

ซึ่งจะเป็นสไตล์ไหนแบบไหน ก็ต้องขึ้นกับบุคลิกลักษณะของแต่ละคนนะคะ หลายคนจะมีเส้นคั่นว่าจะแชร์มากแชร์น้อย?? แชร์เรื่องไหนดี? จุดนี้ต้องหาจุดตรงกลางของตัวเองที่ชอบ ที่โอเค แฮปปี้ที่จะทำค่า ไม่งั้นคนเก็บตัว แต่ต้องมาแชร์เรื่องส่วนตัว เดี๋ยวจะอึดอัดแย่ ว่าม่ะ?

2. หาวิธีโปรโมทแบบเนียนๆ
เดี๋ยวนี้ เวลาเราจะให้ใครซื้อของๆ เรา วิธีเดิมๆ ที่ว่าบอกให้คนอื่นซื้อของเราหน่อยจิ แล้วทิ้งโบรชัวร์ไว้ ในโบรชัวร์บอกว่าซื้อได้ทีไหน แค่เนี้ยแล้วเราก็จากไป วิธีเดิมๆ ที่ว่าตอนนี้อาจจะยากซะหน่อยที่คนจะสนใจซื้อของๆ เราว่าไหมคะ??

เค้าแนะนำว่าเราควรเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อาจจะไป join group ที่เราสนใจหลายๆ group  ซึ่งเกี่่ยว กับสินค้าของเรา ช่วยตอบคำถามที่คนอื่นถามมา (ถ้าเกี่ยวกับเรื่องที่เรารู้) และเมื่อมีโอกาสก็พูดถึงของๆ เราซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ของลูกค้าได้ นับว่าเป็นวิธีโปรโมทเนียนๆ ที่คนอ่านจะแฮปปี้มากกว่าที่เรา hard sell ตรงๆ

3. ช่วยคนอื่นเสมอ
เมื่อมีโอกาส สนับสนุนคนอื่นในโลกโซเชี่ยลเสมอๆ เช่น ช่วยแชร์ ช่วยชม ช่วยเขียนโพสสนับสนุน ช่วย Like  ฯลฯ ถ้าทำแบบนี้เรื่อยๆ ตัวเราเองก็จะได้รับการช่วยเหลือในทำนองเดียวกันเหมือนกันค่ะ ในระยะยาวจะเป็นการสร้างฐาน connection ที่ดีมีประโยชน์ต่ออาชีพของเราอย่างแน่นอน^^

หลังจากเล่าเรื่องที่ "น่าทำ" บนโลกโซเชี่ยลแล้ว ฝากท้ายอีกนิดสำหรับเรื่องที่ "ไม่น่าทำ" ค่ะ

เค้าว่าคนเรามักจะชอบลืมว่าเรากำลังหาวิธีใช้ "โซเชี่ยลมีเดีย" (Social Media) อยู่ไม่ใช่ "เซลลิ่งมีเดีย" (Selling Media) ซะหน่อย! วิธีการที่เราชอบเห็นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทยก็คือ join มันทุก group และขายๆๆๆๆๆๆ โพสๆๆๆๆ ข้อความเดิมๆ ลูกเดียว ทุกวันๆๆ โพสแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ spam หรือ junk mail นั่นเองค่ะ และแน่นอนที่สุดคนที่เห็นบ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จะกด hide, delete หรือไม่ block เราไปเรยก็ได้ ถึงแม้ว่าของๆ เราจะดี จะคุณภาพสูง หรือถ้าเป็นหนังสือก็เป็นหนังสือดี แต่ถึงตอนนั้นใครจะสนเท่าไหร่? ว่าไหมคะ??

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันนะคะ^^

หลิน


http://www.selfpublishingadvice.org/4-top-social-media-rules-for-indie-authors/?utm_campaign=shareaholic&utm_medium=facebook&utm_source=socialnetwork

Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

ทุกครั้งที่หลินไปแชร์ประสบการณ์ทำไงให้หนังสือขายดี? มักจะมีคำถามที่เกิดขึ้นในคลาสบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามที่หลายๆ คนคาใจ หนึ่งในนั้นก็คือเวลาทำหนังสือขายแค่ทำหนังสือดีๆ ออกมาวางขาย (ทั้ง Offline หรือ Online) ก็เสร็จแล้วใช่ป่าว? แค่วางไว้เฉยๆ หนังสือก็ขายเองเลยได้ใช้ไหม??

สำหรับคำถามยอดฮิตแบบนี้ หลินเองแต่ก่อนจะตอบว่าใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว  O_o'

ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ?

ตามความคิดของหลิน เดี๋ยวนี้คนเราวันๆ ได้ข้อมูลถล่มทลายมากมาย Newsfeed ใน Facebook มีไม่รู้เท่าไหร่ บางคนมี friends เยอะๆ มาก อ่านแทบไม่ทันทีเดียว แถมที่สำคัญคนเรายังมีความอดทนน้อยลงๆ ที่จะรออ่านอะไรที่คิดว่าไม่น่าสนใจไม่ได้อีกแล้ว

ผลวิจัยบอกว่า คนเราสามารถอดทนอ่านโพสโซเชี่ยลได้แค่ 8 วินาที ??!!!!

แปลว่าไรนะ?? ก็แปลว่าหลังจากนั้น ถ้าไม่โดน ก็เขี่ยหน้าจอให้ผ่านค่าาา TT เศร้าแพรบเขียนแทบตายแน่ะ!!

ถ้าอย่างงั้น วันนี้เรามารู้จักวิธีโปรโมทตัวเองแบบฉบับนักเขียนกันดีกว่าค่าา ประยุกต์ใช้ได้ทั้งตลาดไทยและตลาดนอกนะคะ ติดตามกันเรยยย^^^

ข้อ 1 เขียน Blog
พอพูดถึงเขียน Blog หลายคนอาจร้องยี้ ใครจะอ่าน? เดวนี้ Blog เยอะแยะไปหมดแล้ว!!

ตอบ ในความคิดของหลิน หลินคิดว่า Blog เหมาะมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ค่ะ เพราะได้ฝึกฝนการเขียน ลองตลาดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกๆ เรายังไม่รู้หรอกว่าตลาดเป็นไง? อยากอ่านแบบไหน? เราเขียนได้ไหม? ต้องปรับเบา หนัก อ่อน ตรงไหนอีก??

ว่ากันง่ายๆ ถ้าเขียนให้อ่านฟรี ยังไม่มีคนอยากอ่าน วันนึงเราจะออกหนังสือจะมีคนซื้อเหรอ?

แต่ถ้าเราจับทางถูก เราจะมีแฟนคลับของตัวเอง แฟนคลับกลุ่มนี้ล่ะค่าา เป็นผู้คอยสนับสนุนเรา คอยแชร์ post แชร์ผลงาน แชร์งานเขียนของเรา คนก็จะรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งมีผลอย่างมีนัยนะต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราในอนาคตค่ะ

ถ้ามี Blog ของตัวเองแล้ว ก็ต้องพยายามโพสให้สม่ำเสมอ Blog ที่หมั่นโพสจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นๆ Blog มีแห้งเหี่ยว ว่างทีโพสที จะเสียความนิยมกลายเป็นดาบสองคมซะงั้น





ข้อ 2 วางแผนโครงสร้างของ Blog เรา
ทำไมต้องวางแผน? นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนเลยไม่ได้เหรอ??

ตอบ จิงๆ แล้วได้ค่า แต่การวางแผนโครงสร้างว่า Blog เราจะพูดเรื่องอะไรมั่ง จะทำให้จับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนคลับเราได้ชัดๆ ไม่สะเปะสะปะ ไม่จับฉ่ายในหม้อ ชัดเจนในจุดยืนว่างั้น

ในทางกลับกันผู้อ่าน Blog เราก็ชัดเจนที่จะชอบเราด้วยนะ คาดว่าจะมาพัฒนางานเขียน ตาม Blog ของหลิน วันนึงหลินจู่ๆ ลุกขึ้นขายครีมหน้าขาว ผู้อ่านคง unfollow โดยไม่ต้องคิด ถูกไหม?




ข้อ 3 สร้าง connection กับคนอื่น
ทำไมต้องสร้าง? แค่เขียนหนังสือ ต้องรู้จักคนมากมายด้วยเหรอ? เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเจอใครอ่ะ


ภาพจาก kassaone.ru

ตอบ การสร้าง connection ที่ดีกับคนอื่นๆ ในธรุกิจเดียวกัน หลินว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดีอยู่แล้วนะคะ ถ้าในวงการนักเขียน ก็คงต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น สำนักพิมพ์ กราฟฟิค คนจัดหน้า บก. นักเขียน ghostwriter ฯลฯ เอาไว้

คงจะไม่มีใครเถียงว่า connection ที่ดีทำให้งานง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น ใช่ไหม?

หลินแนะนำว่าโซเชี่ยลทุกประเภทเป็นคำตอบที่ดี แล้วแต่จะเลือกใช้เพราะมันง่าาายและฟรีค่าา (เค้าชอบของฟรีๆ อิ อิ)




ข้อ 4 เป็นแขกรับเชิญใน Blog อื่น หรือมีบทสัมภาษณ์คนอื่นใน Blog เรามั่ง
ทำแล้วได้อะไรเหรอวิธีเนี้ย? กลัวจะเหนื่อยฟรีอ่ะดิ?


ตอบ วิธีนี้เหมือนช่วยให้เราได้โฆษณาตัวเองบนฐานของแฟนคลับของ Blog อื่น ในทางกลับกันเวลาเราเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญใน Blog เรา ก็เหมือนสร้างสีสันให้กับ Blog เราเองด้วย ไม่น่าเบื่อ

หลินเองก็ไปสัมภาษณ์ใน CEO Blogger ในฐานะแขกรับเชิญ ด้วยเหตุผลนี้เหมือนกันค่าา คลิกโลด
http://www.theceoblogger.com/1507006/




ข้อ 5 เวลาโปรโมททั้งที อย่าโปรโมทแต่หนังสือ ให้โปรโมทตัวเองด้วย
ทำไมต้องทำอย่างงั้นล่ะ?

ตอบ เพราะอย่างงี้ค่ะ หนังสือของเราหรือผลิตภัณฑ์จากเรา ต่อๆ ไปก็คงไม่ได้มีแค่เล่มเดียวหรืออย่างเดียว ก็คงมีหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นๆ การโปรโมทแค่หนังสือเล่มเดียวของเรา หลินว่าไม่ยั่งยืนเท่ากับโปรโมทตัวเองในฐานะนักเขียน เพราะเมื่อเรามีแฟนคลับที่ติดตามแล้ว ต่อไปเราจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อะไร  ก็จะมีคนกลุ่มนี้คอยสนับสนุน เค้าสนับสนุนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากเรา ไม่ใช่เพราะแค่เคยเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้เฉยๆ เพราะถ้าโปรโมทแต่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ต่อไปเมื่อหน้าปกเปลี่ยน เค้าก็จำไม่ได้ล่ะว่าใครเขียน??

ลองเอาไปปรับใช้ดูกันนะคะ^^

หลิน

Thursday, September 17, 2015

9 เทคนิคเขียนให้ได้ 5,000 คำใน 1 วัน!! :)

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า รักจะทำงานเขียน ต้องฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ำเสมอนะคะ^^ ที่นี้ปัญหาอยู่ที่ บางทีนึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไรดี จะทำยังไงถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ?

วันนี้หลินมีเทคนิคของฝรั่งมาแชร์ เค้าอ้างว่าด้วยวิธีนี้ทำให้เค้าเขียนได้ถึง 5,000 คำใน 1 วันเลยล่ะค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ^^  ถึงแม้อาจจะทำได้ไม่ถึง 5,000 คำอย่างเขา แต่ต้องดีกว่าเดิม ชัวร์!




1. ให้เขียนตอนเช้า
เค้าบอกตอนเช้าคนเรามักมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด แล้วค่อยถูกๆ ทำให้ไขว้เขว ถูกรบกวนด้วยนู่นนั่นนี่ ทำให้ประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ โดยเริ่มตั้งแต่เที่ยงถึง 4 โมงเย็น

ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง ถ้าเราเอาเวลานี้มาฝึกฝนการเขียนในตอนเช้าได้ ก็จะเยี่ยมฝุดๆ เลยนะคะ^^ แต่หากบางคนบอกว่า แหม!ไม่สะดวกเลยอ่ะ ตอนเช้าเนี่ย เพราะต้องทำโน่นนี่เยอะแยะ วุ่นวาย ไหนยังต้องทำงานประจำอีกด้วยด้วย ไม่ว่างมาเขียนตอนเช้าสิ

ไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องมาเขียนตอนเลิกงาน  จริงๆแล้วที่ว่า หากเลือกได้ให้เลือกตอนเช้านั้นก็คือ สมองเรายังปลอดโปร่งอยู่นั่นเอง ดังนั้นหลังจากที่เราทำภารกิจมาทั้งวัน ก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียน ให้ผ่อนคลายจิตใจก่อนค่ะ จะฟังเพลงเบาๆหรือวิธีไหนก็ได้ที่ถูกจริตเรา ทำให้เกิดสมาธิก่อนเริ่มเขียน ก็เป็นวิธีชดเชยกับการที่เราไม่สามารถเลือกช่วงเวลาเช้าได้ค่ะ

2. คอยพักเรื่อยๆ ระหว่างเขียน
การเขียนรวดเดียวจนจบโดยไม่พักเลย จะมีข้อเสียตรงที่ทำให้พลังงานของเราหมดแม็กอย่างรวดเร็วค่ะ เทคนิคก็คือควรพักอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่เขียน เช่น ทุก 25 นาที พัก 5 นาที ฝรั่งเค้าว่าวิธีนี้ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

บางคนใช้วิธีตั้งเวลาจะใช้มือถือหรือใช้ app โหลดฟรีก็ได้ พอถึงเวลาดังเตือนก็หยุดสักแป๊ป

3. เขียนให้ได้ทุกๆ วันๆ
ข้อนี้เป็นไปตามกลไกว่า ฝึกเขียนทุกๆ วันๆ ก็ช่วยให้เขียนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ลื่นไหลขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลงๆ ค่ะ


4. กำจัดสิ่งที่คอยรบกวนให้หมด
ข้อนี้หลินก็เป็นนะคะ แต่ก่อนเคยใช้เวลาอยู่กับ internet  แบบไม่รู้ตัว ท่องเว็บไปเรื่อยๆ อ่านไปเรื่อย ๆ เรื่องดารา เรื่องอะไรต่อมิอะไร เหมือนกับฆ่าเวลาไปงั้น ๆ

แต่ทำเป็นเล่นไป ในที่สุดก็ใช้เวลาบนหน้าจอ (แบบไร้สาระ ไม่ได้อะไรขึ้นมา เช่น เม้าท์มอยดารา) วันละหลายๆ ชั่่วโมงแบบไม่รู้ตัวเลย

วิธีที่หลินใช้ตอนนี้ก็คือ เขียน list ที่สำคัญและต้องทำแน่ๆ ในแต่ละวันออกมา และพยายามทำใน list ให้เสร็จก่อน ขีดฆ่าหัวข้อที่ทำเสร็จแล้ว บอกตัวเองว่าถ้าไม่เสร็จก็อดท่อง internet ด้วยวิธีนี้หลินค้นพบว่ามัน work เลยค่ะ งานก็ไม่ค้างและเป็นไปตามแผนด้วย ลองดูนะคะ^^


5. อย่าเสียเวลานั่งคอย คิดถึงไอเดียบรรเจิดเพริดแพร้ว ฝันกลางวันหรือใจลอยไปไหนถึงไหน??!?
หลายคนเวลาจะลงมือเขียนมักอ้างว่าไม่มี "ฟิลลิ่ง" (feeling)

คำถามคือฟิลลิ่งตอนนี้ไม่มีแล้วตอนไหนถึงจะมี ?

แต่หากว่าฟิลลิ่งไม่บังเกิดจริงๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานดูบ้างก็ดี อาจจะเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน เปิดเพลงเบาๆ ที่สำคัญคืออย่าเอามันมาเป็นข้ออ้างในการไม่เขียนค่ะ

ความจริงก็คือจะเขียนเก่งขึ้นได้ก็ต้องการ การฝึกฝน เหมือนจะผอมก็ต้องออกกำลังกาย มัวแต่รอฟิลลิ่ง ฝันกลางวัน ใจลอยยยไปนู่น คงไม่ได้เก่งขึ้นมาด้วยวิธีนี้เท่าไหร่

ลืมตาตื่นแล้วลงมือเขียนจะดีกว่าาาา.........เนอะ



6. เริ่มการเขียนเป็นสิ่งแรกของวัน
เค้าว่า (ซึ่งหลินว่าจริง) ถ้าเราเริ่มการทำงานด้วยการเช็ค email, website, Twitter, หรือ Facebook. เราจะไม่ได้หันมาเขียนซะที

มีงานวิจัยมาสนับสนุนด้วยว่า social media ทั้งหลายทำให้เกิดภาวะยากที่หยุด คล้ายๆ กับการติดยาหรือติดสารอะไรบางอย่าง คือเริ่มเล่นแล้วต้องเล่นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าเราเริ่มงานในแต่ละวันด้วย social media  คงยากที่งานเขียนของเราจะสำเร็จได้ค่ะ TT

7. อย่าเขียนไป edit ไป
เพราะว่าจะไม่เสร็จซักที ทำไปแก้ไป แก้ไปแก้มาไม่ถูกใจ แก้บรรทัดนี้กลับไปแก้ย่อหน้าที่แล้วอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ จะคืบหน้าได้ยังไง?

วิธีแนะนำคือจะเขียนอะไรก็เขียนให้เสร็จก่อน จะเป็นบทความ เรื่องสั้น ไดอารี่หรืออื่นๆ แล้วค่อยกลับมาแก้งานทีหลังค่ะ^^

8. ใช้จอmonitor 2 จอ
เคยเป็นไหมคะ ที่ต้องค้นคว้าข้อมูลไปแล้วก็เขียนไปด้วย หน้าต่างบนจอคอมเยอะแยะไปหมด สลับหน้าต่างไปมา อ่านหน้าต่างโน้นเขียนหน้าต่างนี้ ยุบโน่นเปิดนี่ กว่าจะเขียนเสร็จก็นาน แต่ไม่สำคัญเท่าขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ในการเขียนนี่สิ

เค้ามีวิธีค่ะ ให้เซ็ตคอมพิวเตอร์ให้ใช้ได้สองหน้าจอพร้อมกัน แล้วแยกเลยค่ะ จอนี้ไว้สำหรับงานเขียน อีกจอนึงก็ไว้สำหรับหาข้อมูล จะได้ไม่ปนกัน ดูจอโน้นพิมพ์จอนี้ งานก็เร็ว อารมณ์ก็ต่อเนื่องขึ้นด้วยล่ะ


9. กฏระเบียบทั้งหลายคือเราเป็นคนสร้าง สร้างได้ก็พังได้!
ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่เค้าก็ไม่ใช่เราอยู่ดีค่ะ ลองเอาแนวทางของคนอื่นๆ มาปรับใช้ อะไรเหมาะกะตัวเองก็จัด อะไรไม่เหมาะก็ทิ้งไป

อย่าไปเครียด กดดันตัวเองมาก ทำงานให้สุข ให้สบาย จะได้ผลงานที่ดีกว่าคะ

ลองดูกันนะคะ^^
หลิน

เรียบเรียงจาก HOW TO WRITE 5,000 WORDS A DAY โดย THERYANLANZ