Showing posts with label หนังสือขายดี. Show all posts
Showing posts with label หนังสือขายดี. Show all posts

Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



Sunday, September 6, 2015

เรื่องต้องรู้ก่อนเขียน! เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าจะให้ใครอ่าน?

หลินห่างหายจากการอัพเพจเป็น 2 วัน เพราะป่วยงอมพระรามเลยค่ะ ตื่นมาเวียนหัวไปหมดแถมนั่งแท็กซี่ไปหาหมอ ต้องแวะไปฝากรอยอาลัยเป็นระยะไว้ที่เสาไฟฟ้าอีกต่างหาก T_T หมอบอกน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดมาเพิ่งเป็นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ว่านอนรพ. ไป 8 ชม. เสียค่าหมอไปหมื่นกว่าบาท ><'

สรุปคือทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขออภัยด้วยค่าที่แวปหายจ้อยไป T_T

กลับมาเรื่องนักเขียนของเราดีกว่า...

หลินไปเจอเรื่องราวน่าสนใจจากเวบนึงค่ะ อันที่จริงเป็นเวบเกี่ยวกับเรื่องราวจีนๆ ซึ่งหลินก็ติดตามอ่านบ่อยๆ เพื่ออัพเดทข่าวหรือเรื่องราวฮิตๆในอินเตอร์เนต เผื่อว่าเจอเรื่องน่าสนใจจะได้ไปเล่าใน blog ภาษาจีนที่หลินทำอยู่

แต่อ่านไปอ่านมาเห็นว่าเรื่องนี้น่าเก็บมาฝากแฟนเพจเรียนเขียน เพื่อขายบน Amazon ด้วย เพราะเป็นเรื่องถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนึง ที่มีคนตั้งข้อสงเกตว่าแพงมากกกกกๆ เมื่อเทียบกับเนื้อหาในเล่มที่ซึ่งโคตะระง่าย ช่างไม่คุ้มค่าเงินซะเลย แล้วใครนะที่ยอมเสียตังค์ซื้อ?
"Little Blue and Little Yellow"

โฉมหน้าของหนังสือเล่มนี้ค่า 小蓝和小黄 แปลเป็นไทยว่า "เจ้าสีฟ้าน้อยและเจ้าสีเหลืองน้อย" (มุ้งมิ้งมากคร่าาา)

หนังสือเล่มนี้ขายอยู่ที่ 29.80 หยวน ก็ประมาณ 150 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงเหมือนกันเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ทั้งที่จริงแล้วหนังสือในเมืองเมืองจีนราคาไม่แพงเลย เพราะเค้าพิมพ์ทีนึงเยอะมากๆ

ประเด็นก็คือ นอกจากมันแพงแล้วยังขายดีซะด้วยสิคะ!! (ทั้งๆที่เนื้อหาก็ดูง่ายมากๆ ใครๆก็เขียนได้ ไม่เห็นต้องมีการทักษะขั้นเทพอะไรเลย!!)

เรื่องนี้ชาวเนทจีนก็ถกกันน่าดู มีบางประเด็นที่หลินเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คือ

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนอ่านค่ะ กลุ่มเป้าหมายคือเด็กอนุบาล คนเขียนเขาเขียนให้เด็กเล็กๆ อ่าน เพื่อเข้าใจหลักการผสมสี  เพราะงั้นจงอย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปตัดสินหนังสือของเด็กน้าา
  • บางคนคอนเฟิร์มว่าเด็กชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะโลกของเด็กไม่เหมือนกับโลกของผู้ใหญ่นะ ดังนั้นที่ใครบอกว่าเนื้อหาง่ายๆนั้น หากเป็นโลกของเด็กเนี่ยความยากถือว่าอยู่ในระดับที่พอดีๆ แล้ว

เล่ากันมาพอควร เดี๋ยวจะนึกภาพไม่ออกมาดูเนื้อหาส่วนนึงกันค่ะ

"This is Little Blue."
คำบรรยาย--นี่คือเจ้าสีฟ้าน้อย

"Little Blue has many friends."
คำบรรยาย--เจ้าสีฟ้าน้อยมีเพื่อนมากมาย

"But his best friend is Little Yellow."
คำบรรยาย--แต่เพื่อนที่สนิทที่สุดคือสีเหลืองน้อย

"They happily hugged each other."
คำบรรยาย--พวกเขาทั้งสองกอดกันอย่างมีความสุข

"Hugged and hugged."
คำบรรยาย--กอดกัน กอดกัน!!

"Then they became green."
คำบรรยาย--ในที่สุดพวกเขาก็กลายเป็นสีเขียว


จบล่ะสำหรับบทนี้ ส่วนบทอื่นๆ ก็ทำนองนี้เหมือนกัน

ง่ายใช่ป่าวคะ? อย่าเพิ่งทำสายตาเคลือบแคลงใจค่า หลินว่าเรื่องนึงที่เราควรเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าเขียนให้ใครอ่าน?

อันนี้สำคัญมากๆ เพราะเนื้อหาที่เราจะสื่อสารออกไปต้องตรงความต้องการ ตรงความสนใจ เหมาะกับระดับความรู้และเหมาะกับความชอบของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนอ่านของเราค่ะ

เพราะต่อให้หนังสือความรู้แน่น ทฤษฎีเป๊ะแค่ไหน แต่หากกลุ่มคนที่เราจะเขียนหนังสือให้เขาอ่านดันไม่สนใจหรือมันยากเกินระดับความรู้ เขาก็ไม่อ่านหรืออ่านหน่อยก็เลิก ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือที่เขียนแย่ๆ เล่มนึง (เพราะทั้งหมดคือขายไม่ดีหรือขายไม่ได้)

ดังนั้น จะเขียนหนังสือสักเล่ม ต้องคิดก่อนนะคะว่าเราเขียนให้ใครอ่าน? 

จากนั้น ต้องเขียนให้เหมาะกับความต้องการ ความสนใจ ความรู้และความชอบของคนอ่าน เราก็จะก้าวไปอีกขั้นในการเป็นหนังสือที่ขายดีค่ะ และจะดีกว่านั้นอีกถ้าเนื้อหาหนังสือของเราดีด้วยยย!!

สู้ๆนะคะทุกค้นนนน!!

ป.ล. ใครสนใจภาษาจีน เชิญได้ที่นี่ค่ะ 

หลิน^^










Wednesday, September 2, 2015

ขึ้นอันดับ 1 !!

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle ขึ้นอันดับ 1 ของ Ookbee ในหมวดธุรกิจและการลงทุนค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับทุกการสนับสนุนและเห็นว่าหนังสือที่หลินเขียนมีประโยชน์นะคะ^^
หลิน




Wednesday, June 10, 2015

บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี (ตอนที่ 2)


เมื่อวานนี้เราคุยกันว่า ‪‎หนังสือขายดี มีหลายปัจจัย 1 ในนั้นก็คือเทคนิคต่างๆ ที่หลินเอามาแชร์กันค่ะ โดยรวบรวมมาจากนักเขียนระดับ ‪‎bestseller ทั้งหลาย

หลายคนมีเทคนิคเฉพาะตัวมากๆ เรียกว่าไม่ใช่แฟนทำแทนบ่ได้เลยทีเดียว แต่เทคนิคที่หลินรวบรวมมานี้ ดูแล้วว่าเป็นเทคนิคที่นักเขียนหนังสือแนวไหนก็ลองเอาไปปรับใช้ได้ มาอ่านต่อกันที่ขั้น 5 จนถึงขั้น 9 เลยค่ะ

ป.ล. อ่านจบแล้ว อย่าซึมซับเฉยๆ ต้องลงมือปฏิบัติด้วยน้า ถึงจะเห็นผล หรือใครมีแนวอื่นที่ช่วยโปรโมทหนังสือตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็น ‪eBook ใน ‪Amazon เท่านั้นก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยค่ะ

แลกเปลี่ยนความรู้ เราจะได้พัฒนาตัวเองและเก่งขึ้นๆ ด้วยกันนะจ๊ะ^^




ขั้นที่ 5 หมวดหมู่ต้องถูก

ปกติเวลาหนังสือเอาไปขายตามร้าน จะต้องมีพนักงานร้านมาจัดหนังสือลงเป็นหมวดๆ ให้ลูกค้าหาเจอใช่ไหมคะ แต่เพราะว่านี่เป็น eBook เราจำเป็นต้องลงหมวดหมู่เองค่ะ การจัดหมวดนี่สำคัญมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว) หลายคนไม่ตั้งใจทำให้ดี กลับมาตกม้าตายตอนจัดหมวดซะงั้น

คิดง่ายๆ จัดหมวดผิดลูกค้าหาไม่เจอ หนังสือดียังไงแต่คนซื้อหาไม่เจอก็จบห่านค่ะ ประหนึ่งว่าหนังสือเราขายวิธีการ DIY จัดสวนแต่เอาไปไว้หมวดวรรณกรรมเยาวชนแฮรี่ พอตเตอร์ยังไงยังงั้น (คนอ่านแฮรี่คงมีน้อยคนที่คิดอยากจัดสวนหลังบ้านอ่ะ)

ขั้นที่ 6 รายละเอียดหนังสือต้องเยี่ยม

หนังสือทั่วไปจะมีปกหลัง หรือคำนิยมข้างหน้าสรุปสั้นๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร eBook ก็เหมือนกันค่ะ จะมีช่องเรียกว่า description ให้เขียนบรรยายหนังสือตัวเอง พูดง่ายๆ description คือใบปิดโฆษณาอย่างย่อของหนังสือนั่นเองค่ะ

วิธีการคือเขียนให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย (ถึงแม้ว่าหนังสือคุณจะเป็นหนังสือเฉพาะทางมากกๆๆ แต่พยายามเขียนให้อ่านง่ายเข้าไว้ เค้าจะได้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย) บอกคนอ่านว่าจะได้อะไร และอย่าลืม (ถ้ามีโอกาส) แทรก ‪‎keyword ไว้บ้าง (ตามแผนบันไดขั้นที่ 1อิ อิ)

ขั้นที่ 7 หาคนมาเชียร์ของ

สำหรับ eBook ใน Amazon จะมีช่องให้ customer review ค่ะ เค้าแนะนำว่าเราสามารถให้เพื่อน ญาติ คนรู้จักมาช่วยเขียนรีวิวในหน้านี้ได้ วิธีนี้จะช่วยสร้าง traffic และความคึกคักของหนังสือเราให้มากขึ้น จนส่งผลให้ผ่านสายตาลูกค้าตัวจริงในที่สุด เย้!

ขั้นที่ 8 อย่าลืมโปรโมทหนังสือตัวเอง

ในร้านหนังสือทั่วไป บางทีเราจะเห็นซุ้มโปรโมทหนังสือเล่มนู้นนี้ ติดป้าย “แนะนำ” ติดป้าย “ออกใหม่” และติดป้าย “ขายดี” ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีโปรโมทหนังสือในร้านหนังสือค่ะ

ใน Amazon ก็วิธีโปรโมทหนังสือแบบนี้เหมือนกัน แต่คนเขียนต้องเข้าไปทำเองเพราะเป็น self-publishing 100% วิธีที่ว่าได้แก่ แจกให้โหลดฟรีในระยะเวลาที่กำหนด ลดราคาภายในวันเวลาที่กำหนด ให้คนอื่นเป็นของขวัญ ทำโฆษณาแบบเสียตังค์ (คล้ายๆ facebook ad) ฯลฯ ขึ้นอยู่กับงบของนักเขียนและวิธีการค่ะ

ขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 9 ใช้ social media ช่วยกระตุ้นยอด

ทั้ง blog, Fanpage ไปแปะลิงค์ตาม group ที่เนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือเรา ว่ากันง่ายๆ วิธีไหนก็ตามให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดก็จัดไปค่ะ

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าค่า^^


หลิน