Showing posts with label เกร็ดน่ารู้. Show all posts
Showing posts with label เกร็ดน่ารู้. Show all posts

Sunday, December 6, 2015

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา 


หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเดี๋ยวนี้ information overload ใครๆ ก็เขียน Blog เปิด Facebook Fanpage  มีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะเต็มไปหมด แถมยังหน้า Newsfeed อีกจะอ่านก็อ่านยังไม่ทัน  ดังนั้น เขียน Blog ไปจะได้อะไรบ้างเนี่ย สงสัยจะเสียเวลาเปล่า? 

ความเห็นส่วนตัวของหลินแล้ว หลินแนะนำอย่างยิ่งเลยนะคะ สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียน (ว่าที่) นักเขียน หรือสนใจอาชีพนักเขียน ว่าเราควรจะฝึกหัดงานเขียนของเรา พูดง่ายๆ หาเวทีให้งานเขียนของเรา เพราะถ้าเราเขียนไปโดยที่ไม่มีคนได้อ่าน งานมโนอาจมาว่าที่เขียนเนี่ย ดีแล้ว เจ๋งแล้ว ไม่ถามไถ่ (ว่าที่) ลูกค้าในอนาคตเลย แล้วเวลาเราออกหนังสือจริงๆ ใครจะซื้อหนังสือเราล่ะคะ?

นอกจากนี้เนี่ย การเขียน  Blog  หรือใน Facebook Fanpage  มีข้อดีตรงที่ เราสามารถหาสไตล์งานเขียนของเราที่คนอ่านชอบ โดยดูจาก feedback คนอ่านจาก Blog หรือ Fanpage ได้ ไม่ว่าจะเป็นยอด Like ยอด Engagement (คือการที่ผู้อ่านมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเรา) ไม่ใช่เขียนปุ๊ป เงียบฉี่ วังเวงใจเสียเหลือเกิน และสุดท้ายคือยอด Share สมัยนี้ถ้าคนอ่านชอบเค้าจะ Share ต่อเองค่ะ เป็นการแนะนำเราให้กับเพื่อนๆ ของเค้าด้วยนะคะ^^

แต่หลายคนอาจมองว่าการเขียน Blog ใช้เวลามาก มีความรู้สึกว่าท้อเพราะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน  สรุปแล้วเราจะทำฟรีๆ หรือเปล่าล่ะเนี่ย อยากจะเลิกเสียเหลือเกิน TT

วันนี้หลินเลยมาจะมาแนะนำวิธีสร้างเงินจากงานเขียน Blog ของเรากันค่ะ ให้สิ่งที่เราทำไม่เสียเปล่า ติดตามกันเลยนะคะ^^





1. eBooks

รายได้ที่ง่ายที่สุดจากการเขียน Blog ก็คือรวบรวมงานเขียนของเราเป็น eBook โดยการเอาประโยชน์จาก feedback จากคนอ่านมาปรับปรุงงานเขียน เพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัยและน่าสนใจ ส่วนไหนไม่ครบถ้วน ยังขาดๆ เกินๆ ก็เอามาปรับปรุง แล้วทำออกมาวางขายเป็น eBook  

สิ่งที่ไม่ควรละเลยและสำคัญมากๆ ก็คือการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้อ่านของเรา ซึ่งเราเองก็สร้างมาแล้วส่วนนึงตอนเพียรเขียน  Blog  นั่นไงคะ เห็นไหมไม่เสียหลายเลยนะ ใครที่มีผู้ติดตามหรือแฟนคลับเยอะก็จะได้เปรียบตรงนี้  ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ  ใช้ช่องทาง social media และ online marketing เข้ามาช่วยค่ะ




2. Online Courses

หากเราเริ่มเป็นที่รู้จัก บางครั้งก็จะมีผู้ให้บริการ คอร์สออนไลน์มาติดต่อให้ทำคอร์สไปลงกับเค้าเช่น
skilllane หรือ ตลาดปัญญา

แต่หากเค้าไม่ติดต่อมา เราก็ติดต่อไปสิคะ เพราะเค้าก็ต้องการคอร์สเยอะๆ ในเว็บของเค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลายขึ้น  มีทั้งอัดเองส่งให้เค้าอัพขึ้นเว็บแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน หรือเราก็จัดคอร์สสอนสดแล้วนัดให้เค้ามาอัดก็ได้ค่ะ ได้ต่อที่ 2 ล่ะ^^




3. Seminars


การเขียน Blog เนี่ย พอเราเขียนไปสักพักแล้ว มีคนติดตามสนใจในเรื่องที่เรารู้ เราเชี่ยวชาญ เรายังสามารถจัดสัมมนา หรือคอร์สสอนสดได้ด้วยนะคะ เพราะมันดีต่อผู้เรียนตรงที่ถามตอบได้ทันที และบางเรื่องก็เป็นข้อจำกัดของ Blog หรือความยาวของบทความ ที่เราไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ทั้งหมดได้

แม้กระทั่งหลินเอง บางครั้งก็ไม่เขียนโพสยาวมาก เพราะก็ไม่รู้ว่ามีคนสนใจเรื่องที่เรากำลังโพสหรือเปล่า หลินดูเอาว่าหากมีคนสนใจเราก็ค่อยเพิ่มเติมเนื้อหาในตอนต่อไป เป็นตอน 2 ตอน 3 ก็ว่าไป



การสัมมนาจึงเป็นการได้มาคุยแบบเจอหน้ากัน มีอะไรก็ถามตอบได้ทันที และที่สำคัญอีกอย่างคือ เราได้มาเจอกับกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เป็นการสร้าง connection สำหรับทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันในอนาคตด้วยค่ะ^^ 


4. Affiliate Marketing

เมื่อจำนวนคนอ่าน Blog ของเรามีเยอะทำ affiliate ผ่าน  Blog ของเราสิคะ การติด affiliate รับค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้าออนไลน์ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีนะคะ แต่หลินต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพียงอยากจะบอกว่ามีคนทำเงินจากวิธีนี้ได้จริง เลี้ยงตัวเองได้ด้วยนะ
พูดง่ายๆ คือเน้นพัฒนา content ของ  Blog ให้น่าสนใจ พอมียอด Traffic เยอะๆ แล้วก็ทำ affiliate ป้ายโฆษณาสินค้าใน Blog ของเรา เวลามีคนมาซื้อของ เราก็ได้ค่าคอมฯ ค่ะ เจ๋งไหมคะ

พูดถึงตรงนี้ หลินเลยอยากขอยก case study จากน้องที่รู้จักคนนึง ที่กำลังจะออกหนังสือโดยการเริ่มจากการสร้าง Facebook Fanpage เพื่อเข้าหากลุ่มผู้สนใจ และในเวลาเดียวกันก็สามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้อีกด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเป้าหมายของน้องคือออกหนังสือไปเรียนต่อประเทศอินเดีย  ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้หญิงกลัวกันหนักหนาว่าอันตราย อย่าว่าแต่ไปเรียนเลยค่ะ แค่ไปเที่ยวยังกลัวจะแย่ แต่น้องมะปรางเรียนปริญญาตรีจบจากประเทศอินเดีย และจะมาเล่าให้ฟังว่าประเทศอินเดียไม่ได้เป็นอย่างที่คนไทย (และคนทั้งโลก) คิด

ไปติดตามและให้กำลังใจ น้องมะปรางกันได้ที่ ลูกสาวคนเดียวก็เรียนจบอินเดียได้ (https://www.facebook.com/onlychildcansurviveinIndia/) หลินลองอ่านดูแล้ว สนุกน่าติดตามทุกตอนเลยค่ะ^^

สู้ๆ กันนะคะทุกคน หวังว่าจะได้แนวทางในการสร้างรายได้จาก Blog กันทั่วหน้าค่ะ

หลิน


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^



Friday, October 16, 2015

5 วิธีที่จะทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!!!

หลินว่าโตจนป่านนี้ เราอ่านอะไรเกี่ยวกับ How to be successful กันมาเยอะนะคะ
10 วิธีถึงฝั่งฝัน, 5 วิธีรวยเงินล้าน,  8 วิธีมีประสิทธิภาพในการทำงาน 6 วิธีเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ขั้นเทพและอื่นๆ อีกเยอะเลย

พอดีได้ไปดูคลิป TedTalk มาค่ะ ชื่อ 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! เห้ยยย..น่าสนใจ นี่มันตรงกันข้ามกับที่เราอ่านกันมาเย๊อะะเลยนี่ ดั๊นมาบอกวิธีทำลายฝัน ลองคลิกดูดีกว่า..

ดูจบแล้วได้เรื่องเลยค่าาา หลินว่าเค้าพูดได้ตรงใจมากๆ มันเป็นธรรมชาติของคนเราจริงๆ กับทุกๆ เรื่องของชีวิตที่หวังความสำเร็จเร็วๆ หวังว่าต้องมีใครมาคอยช่วยเหลือ หวังว่าใครสักคนต้องมาบอกสูตรเคล็ดลับให้ประสบความสำเร็จ และอีกสารพัดที่จะหวัง 

ข่าวดีก็คือเดี๋ยวนี้มีสื่อฟรีๆ ให้เราเสพเยอะแยะเลย Role Models ก็มีเยอะแยะที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากสำเร็จมั่ง
ข่าวร้ายก็คือมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ว่าน่ะสิ ไม่ว่าคุณยอมควักเงินแพงแค่ไหนก็ตาม

ติดตาม 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! (5 Ways How Not to Follow Your Dream) จาก TedTalk ค่ะ^^




วิธีแรก เชื่อว่าความสำเร็จต้องมาชั่วข้ามคืน
หุ หุๆ คุ้นๆ หรือป่าวคะ หลินว่าตัวเองก็เคยเป็นนะ เราคงเคยเห็นใครก็ตามรวยเร็วๆ แบบว่าเทพหุ้นมาเอง รวยสิบเด้งใน 2 ปี  เรียนเก่งโคตรๆ อ่านหนังสือก่อนสอบวันเดียวได้เต็มแระ ทำธุรกิจแล้วก็ประสบความสำเร็จสุดๆ ขายดีถล่มทลาย (บางทีเราก็แอบคิดว่า ไรแว้? แค่ขายของแค่เนี้ย ทำไมขายดีนักอ่ะ! เราก็ทำได้ไม่เห็นยาก) โอ้โหห...เฮะะ! น่าอิจฉาเป็นบ้าเลยใช่ป่าวคะ

ในความเป็นจริงสิ่งที่เราเห็นคือทฤษฏีภูเขาน้ำแข็ง คือเราเห็นแค่ก้อนลอยเหนือน้ำจิ๊ดเดียวที่เค้าประสบความสำเร็จ รู้ป่าวว่ากว่าจะมาถึงวันนี้เลือดออกทางเข่ามากี่หน ร้องไห้มากี่ครั้ง พยายามมากี่รูปแบบ ล้มมากี่ครั้ง เรารู้มั่งป่าว?? (ก้อนใหญ่บะเริ่มเทิ่มอยู่ใต้น้ำ)

ดังนั้น ไม่มีความสำเร็จอะไรชั่วข้ามคืนหรอกค่าา มันแค่เพราะเราไม่เห็นเอง...ก็เท่านั้น



วิธีที่ 2 เชื่อว่ามีคนจะให้สูตรสำเร็จกับตัวเองได้แน่นอน
แน่นอนที่สุดว่าคุณเป็นที่รักของเพื่อนฝูง ครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตมีทางแยก คุณต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ทุกคนที่รักคุณและคุณรักก็จะพร้อมใจกันมาให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรืออะไรก็ตามแต่ 

แต่เชื่อไหม เราจะถามใครไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก เพราะเค้าไม่ใช่เราและเราไม่ใช่เค้า หลังจากคุณได้คำแนะนำจากเค้า ผ่านไปอีกสักพักชีวิตคุณก็จะถึงเวลาต้องตัดสินใจอีก แล้วเอาไงล่ะ?? ถามทุกคนที่รู้จัก 100 คน ได้ 100 คำตอบ แล้วคุณจะเลือกทางไหน?? หรือเอามายำรวมกันดีไหม??

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องตัดสินใจเลือกเดินด้วยตัวเอง เพราะ "ไม่มี" ใครในโลกนี้ที่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราทุกอย่างหรอกค่ะ แน่นอนว่าทางเดินที่คุณเลือกอาจจะสะดุดหกล้มบ้าง ไรบ้าง แต่บอกได้เลยว่านี่คือกระบวนของการเป็นชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ นี่ล่ะ  (ใครจะการันตีล่ะว่าถ้าทำตามคนอื่นๆ แล้วชีวิตเราจะไม่สะดุด แล้วถึงตอนนั้นจะโทษใคร??)



วิธีที่ 3 เลิกเมื่อถึงเป้าเดียวในชีวิต
แน่นอนว่าพอเราบรรลุเป้าอะไรสักอย่างที่เราวางแผนไว้ เราก็อยากจะเลิกใช่ป่าวคะ เหนื่อยเฟ้ย เสร็จซะที ><'

แต่จริงๆ ชีวิตเรามันไม่ได้มีเป้าหมายเดียว พอบรรลุแล้วเราก็ต้องพยายามๆ ต่อไปเพื่อไปถึงเป้าหมายใหม่ เป้าหมายต่อไป ถ้าเราผ่อนแรงลงมั่งมันก็อาจจะไม่ได้แย่เท่าไหร่ เพราะมีฐานเดิมคอยหนุน แต่ให้เรามองอีกอย่างดีกว่าว่าถ้าเราใส่แรงลงไปอีกหน่อย พยายามอีกนิด เราจะไปได้ไกลกว่าเดิมเพราะมีฐานเดิมมาคอยหนุนต่างหาก




วิธีที่ 4 โทษว่าความผิดพลาดทั้งหลายนั้นเป็นของคนอื่นและสิ่งอื่นๆ (ยกเว้นตัวเอง)
ได้ยินกันบ่อยๆ ป่าวคะว่า โอ้ยย!..เศรษฐกิจไม่ดีอ่ะ เลยขายของไม่ดีเลย  โอ้ยยย!..ชั้นมันไม่มี connection อ่ะ จะมีโอกาสออกหนังสือได้ไง โอ้ยยย!..หัวไม่ดีมาตั้งแต่เด็กอ่ะ เรียนไม่เก่ง โอ้ยย!...ได้ลูกน้องไม่เก่งอ่ะ ธุรกิจเลยไม่โต ฯลฯ (หลินก็เป็นแบบนี้เป๊ะๆ เลย เอาชีวิตจริงมาตีแผ่น่ะเนี่ย TT)

จริงๆ แล้วฝัน "ของเรา" เราต้องเป็นคนรับผิดชอบฝันนี้เต็มๆ รับผิดชอบให้ฝันของเราสำเร็จ ใช่แล้วล่ะค่ะเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดแย่ หาลูกน้องดีๆ ไม่ได้ ไม่มีหัวการค้า ไม่เคยทำ ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีใครอยากซื้อหนังสือที่คุณเขียน ไม่มีใครอยากซื้อของที่คุณขาย ไม่มีใครอยากทำงานกับคุณเลย แสดงว่า "ตัวเรา" ต้องมีอะไรผิดพลาดแหงๆ แน่นอน

ตัวเราต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าฝันเราไม่เป็นจริง อย่าโทษคนอื่น




วิธีที่ 5 มุ่งแต่ถึงเป้าหมาย ลืมความสวยงาม (ของชีวิต) ระหว่างทาง
เชื่อว่าชีวิตมีแต่เป้าหมายเท่านั้นอย่างอื่นไม่มี เหมือนอย่างเราไปปีนเขาที่สูงมากๆ ลูกนึง ตั้งตาตั้งตาปีนให้สำเร็จ พอไปถึงยอดแล้ว?? ดีใจกันแล้ว ?? ประมาณ 10 นาทีต่อมา เอาไงต่อฟร่ะ??  (ก็ต้องลงเขาดิ ถามได้??)

จริงๆ ชีวิตไม่มีแค่ฝัน แต่ชีวิตคือการเดินทางเพื่อไปถึงฝันต่างหาก ดังนั้น สำคัญคือเราต้อง "มีความสุข" กับทุกย่างก้าวที่เดินไปหาฝัน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำฝันให้เป็นจริง จนลืมไปเลยว่าความสวยงามข้างทางระหว่างที่เราเดินนี่เป็นไง

แน่นอนว่าบางก้าวเดินง่ายแฮะ พื้นเรียบดี บางก้าวดันล้มซะนี่ ก็ให้คิดว่าก้าวที่มันเรียบก็ควรจะดีใจว่า เห้ยย!..มันไม่ยากแฮะ ดีใจจัง ส่วนก้าวที่ล้มก็ให้คิดเป็นประสบการณ์จะได้ไม่ล้มท่าเดิมอีก (ท่าใหม่รออยู่ อิ อิ) 

ที่สำคัญ อย่าลืมเราเองจะอาจไปไม่ถึงฝันก็ได้นะคะ แต่ไม่เสียใจหากพยายามเต็มที่แล้ว


หลิน^^

Credit: https://www.ted.com/talks/bel_pesce_5_ways_to_kill_your_dreams

ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับงานเขียนอื่นๆได้ที่ Blog นี้ หรือที่ facebook fanpage ข้างล่างนะคะ
https://www.facebook.com/ebookmakerich



















Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



Sunday, September 6, 2015

เรื่องต้องรู้ก่อนเขียน! เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าจะให้ใครอ่าน?

หลินห่างหายจากการอัพเพจเป็น 2 วัน เพราะป่วยงอมพระรามเลยค่ะ ตื่นมาเวียนหัวไปหมดแถมนั่งแท็กซี่ไปหาหมอ ต้องแวะไปฝากรอยอาลัยเป็นระยะไว้ที่เสาไฟฟ้าอีกต่างหาก T_T หมอบอกน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดมาเพิ่งเป็นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ว่านอนรพ. ไป 8 ชม. เสียค่าหมอไปหมื่นกว่าบาท ><'

สรุปคือทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขออภัยด้วยค่าที่แวปหายจ้อยไป T_T

กลับมาเรื่องนักเขียนของเราดีกว่า...

หลินไปเจอเรื่องราวน่าสนใจจากเวบนึงค่ะ อันที่จริงเป็นเวบเกี่ยวกับเรื่องราวจีนๆ ซึ่งหลินก็ติดตามอ่านบ่อยๆ เพื่ออัพเดทข่าวหรือเรื่องราวฮิตๆในอินเตอร์เนต เผื่อว่าเจอเรื่องน่าสนใจจะได้ไปเล่าใน blog ภาษาจีนที่หลินทำอยู่

แต่อ่านไปอ่านมาเห็นว่าเรื่องนี้น่าเก็บมาฝากแฟนเพจเรียนเขียน เพื่อขายบน Amazon ด้วย เพราะเป็นเรื่องถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนึง ที่มีคนตั้งข้อสงเกตว่าแพงมากกกกกๆ เมื่อเทียบกับเนื้อหาในเล่มที่ซึ่งโคตะระง่าย ช่างไม่คุ้มค่าเงินซะเลย แล้วใครนะที่ยอมเสียตังค์ซื้อ?
"Little Blue and Little Yellow"

โฉมหน้าของหนังสือเล่มนี้ค่า 小蓝和小黄 แปลเป็นไทยว่า "เจ้าสีฟ้าน้อยและเจ้าสีเหลืองน้อย" (มุ้งมิ้งมากคร่าาา)

หนังสือเล่มนี้ขายอยู่ที่ 29.80 หยวน ก็ประมาณ 150 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงเหมือนกันเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ทั้งที่จริงแล้วหนังสือในเมืองเมืองจีนราคาไม่แพงเลย เพราะเค้าพิมพ์ทีนึงเยอะมากๆ

ประเด็นก็คือ นอกจากมันแพงแล้วยังขายดีซะด้วยสิคะ!! (ทั้งๆที่เนื้อหาก็ดูง่ายมากๆ ใครๆก็เขียนได้ ไม่เห็นต้องมีการทักษะขั้นเทพอะไรเลย!!)

เรื่องนี้ชาวเนทจีนก็ถกกันน่าดู มีบางประเด็นที่หลินเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คือ

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนอ่านค่ะ กลุ่มเป้าหมายคือเด็กอนุบาล คนเขียนเขาเขียนให้เด็กเล็กๆ อ่าน เพื่อเข้าใจหลักการผสมสี  เพราะงั้นจงอย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปตัดสินหนังสือของเด็กน้าา
  • บางคนคอนเฟิร์มว่าเด็กชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะโลกของเด็กไม่เหมือนกับโลกของผู้ใหญ่นะ ดังนั้นที่ใครบอกว่าเนื้อหาง่ายๆนั้น หากเป็นโลกของเด็กเนี่ยความยากถือว่าอยู่ในระดับที่พอดีๆ แล้ว

เล่ากันมาพอควร เดี๋ยวจะนึกภาพไม่ออกมาดูเนื้อหาส่วนนึงกันค่ะ

"This is Little Blue."
คำบรรยาย--นี่คือเจ้าสีฟ้าน้อย

"Little Blue has many friends."
คำบรรยาย--เจ้าสีฟ้าน้อยมีเพื่อนมากมาย

"But his best friend is Little Yellow."
คำบรรยาย--แต่เพื่อนที่สนิทที่สุดคือสีเหลืองน้อย

"They happily hugged each other."
คำบรรยาย--พวกเขาทั้งสองกอดกันอย่างมีความสุข

"Hugged and hugged."
คำบรรยาย--กอดกัน กอดกัน!!

"Then they became green."
คำบรรยาย--ในที่สุดพวกเขาก็กลายเป็นสีเขียว


จบล่ะสำหรับบทนี้ ส่วนบทอื่นๆ ก็ทำนองนี้เหมือนกัน

ง่ายใช่ป่าวคะ? อย่าเพิ่งทำสายตาเคลือบแคลงใจค่า หลินว่าเรื่องนึงที่เราควรเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าเขียนให้ใครอ่าน?

อันนี้สำคัญมากๆ เพราะเนื้อหาที่เราจะสื่อสารออกไปต้องตรงความต้องการ ตรงความสนใจ เหมาะกับระดับความรู้และเหมาะกับความชอบของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนอ่านของเราค่ะ

เพราะต่อให้หนังสือความรู้แน่น ทฤษฎีเป๊ะแค่ไหน แต่หากกลุ่มคนที่เราจะเขียนหนังสือให้เขาอ่านดันไม่สนใจหรือมันยากเกินระดับความรู้ เขาก็ไม่อ่านหรืออ่านหน่อยก็เลิก ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือที่เขียนแย่ๆ เล่มนึง (เพราะทั้งหมดคือขายไม่ดีหรือขายไม่ได้)

ดังนั้น จะเขียนหนังสือสักเล่ม ต้องคิดก่อนนะคะว่าเราเขียนให้ใครอ่าน? 

จากนั้น ต้องเขียนให้เหมาะกับความต้องการ ความสนใจ ความรู้และความชอบของคนอ่าน เราก็จะก้าวไปอีกขั้นในการเป็นหนังสือที่ขายดีค่ะ และจะดีกว่านั้นอีกถ้าเนื้อหาหนังสือของเราดีด้วยยย!!

สู้ๆนะคะทุกค้นนนน!!

ป.ล. ใครสนใจภาษาจีน เชิญได้ที่นี่ค่ะ 

หลิน^^










Sunday, July 12, 2015

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเอาหนังสือไปขายที่ Amazon

โพสนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าพูดจากประสบการณ์ตรงแท้ๆ เลยค่ะ ไม่ได้เอาของใครที่ไหนมา มาจากคำถามที่หลินเจอบ๊อยบ่อยมาเล่าสู่กันฟังนะคะ อ่านแล้วจะรู้ว่าบางทีเราคิดไปเอง ที่สำคัญคิดไปใหญ่โตเกินความจริงซะตั้งเยอะแน่ะ

ลองอ่านดูนะคะ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็บอกกล่าวกันได้ค่า



ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าจริงๆ แล้ว Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (แปลว่าฟรี!!)  แล้ว Amazon เก็บหัวคิวเป็นค่าดำเนินการจากยอดขายของหนังสือเอาค่ะ และนี่คือระบบของเค้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนแรก

แต่ด้วยความที่ว่าคนคิดระบบเนี้ยเป็นฝรั่ง Amazon จึงไม่รองรับภาษาไทยค่ะ และก็ไม่ใช่แค่ภาษาไทยที่ไม่รองรับเท่านั้น ภาษาอื่นๆ ที่มีจำนวนคนใช้ไม่เยอะในโลกนี้ก็ไม่รองรับเหมือนกัน เช่น พม่า ลาว เปอร์เซีย ตุรกี ฯลฯ

มาดูรายชื่อภาษาที่  Amazon รองรับ พูดง่ายๆ คือเขียนหนังสือแล้วเอาไปขายใน  Amazon  เป็นภาษาพวกนี้ได้ มีดังนี้ค่ะ^^

• Afrikaans 
• Alsatian 
• Basque 
• Bokmål Norwegian 
• Breton 
• Catalan 
• Cornish 
• Corsican 
• Danish 
• Dutch/Flemish
• Eastern Frisian 
• English 
• Finnish 
• French 
• Frisian 
• Galician 
• German 
• Icelandic 
• Irish 
• Italian 
• Japanese 
• Luxembourgish 
• Manx 
• Northern Frisian 
• Norwegian 
• Nynorsk Norwegian 
• Portuguese 
• Provençal 
• Romansh 
• Scots 
• Scottish Gaelic 
• Spanish 
• Swedish 
• Welsh 

Source: https://kdp.amazon.com/help?query=language+in+kindle

จะเห็นว่ามีแค่เนี้ย!! อาไรเนี่ยยย
คือเอาตรงๆ คือน้อยมากกกค่ะ เพราะภาษาในโลกนี้มีถึง 5 พันภาษา!!! (เห้ย เพิ่งรู้เหมือนกัน 555)

ข้อมูลจาก http://my.dek-d.com/AngelTVXQ/blog/?blog_id=10104904)

ดังนั้น อยากจะทำหนังสือไปขาย Amazon จึงต้องมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาที่ Amazon รองรับ)ก่อน เชื่อป่าวคะว่าไม่เฉพาะแต่พวกเราที่ต้องส่งแปล ฝรั่งที่ใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก พวกนี้ก็ต้องส่งแปลเหมือนกัน ใน Amazon ถึงขั้นมี Translation Resources ไว้ให้บริการ แต่ใน Translation Resources  นี้ไม่มีภาษาไทยให้บริการค่ะ (ถึงมีก็ไม่แนะนำเพราะเป็นไปได้ว่าจะแพง เทียบกับค่าครองชีพของเค้าและเรา)

สำหรับหนังสือของหลินเอง เขียนเป็นภาษาไทยและส่งแปลค่ะ

ดังนั้น เว้ากันง่ายๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการแปลจะเป็นค่าใช้จ่ายเดียวที่เรามี จริงๆ เราไม่ต้องแปลก็ได้ถ้าเราเขียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่เพราะเหตุผลที่บอกไปข้างบน คนคิดเป็นฝรั่งค่ะ ระบบจึงไม่รองรับภาษาไทยด้วยเหตุนี้

แต่รู้ไหมคะ ว่าแบบนี้มีข้อดีอยู่อย่าง (ดีตรงไหนเนี่ยยยย!)

ก็เพราะว่าพอคนไทยเห็นว่ามันยุ่งยาก มันจุกจิก ดูแล้วก็ขี้เกียจทำ ท้อแท้ซะก่อน ก็เลยไม่ค่อยมีคนทำค่ะ เรื่องไทยๆ ใน Amazon ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ไม่ใช่คนไทยเป็นคนทำ ดูรูปปกข้างล่างเป็นตัวอย่าง เค้าขายตำราอาหารไทยใน Amazon  ค่ะ!

ไม่แน่ใจว่าคนซื้อไปทำจะได้ลองกินอาหารไทยจริงๆ หรือป่าว แหะๆ





นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกหนึ่งคะ ถ้าเราเป็นคนวาดรูปเก่ง หรือจัดหน้าเก่ง เซียนillustrator, photoshop, epub หนังสือประเภทหนังสือเด็ก (Kindle Kids' Book Creator) และหนังสือภาพประกอบ (Kindle Comic Creator) เป็นทางเลือกให้คุณค่ะ เพราะว่าหนังสือพวกนี้เน้นรูป ไม่ได้เน้นคำ บางหน้ามีรูปใหญ่ๆ แต่มีคำพูดคำเดียว เช่นเป็นรูปแตงโมลูกใหญ่กลางหน้าแล้วเขียนว่า Watermelon เป็นอันจบหน้าค่าาา เยี่ยมม่ะล่ะ


ทำกราฟฟิคไม่เป็นเลย โลว์เทคที่สุดในโลกา จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

คำถามนี้ต้องก๊อปเอาข้างบนมาตอบอีกหนค่ะว่า  "Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ด้วยเหตุผลนี้เองเค้าเลยคิดหาวิธีการที่ใครก็ได้ทำหนังสือได้ อะไรที่ยากๆ เดวเค้าคิดเครื่องมือง่ายๆ ไว้ให้ นี่คือ concept ของ Amazon

ดังนั้น แค่ใช้โปรแกรม word พิมพ์งานได้ก็ทำหนังสือได้แล้วค่ะ หลินก็ทำแค่แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเก่งขึ้นอีกก็ใช้ epub ค่ะ ส่วนหน้าปกเค้ามีเครื่องมือชื่อ Cover Creator ให้เลือกออกแบบหน้าปกทำได้เองอย่างง่ายๆ ประมาณว่าถ้าใช้ app แต่งรูปเป็น ก็ใช้ Cover Creator เป็นค่ะ

ง่ายไหมคะ :)

ดังนั้น อย่าเพิ่งกลัวไปเลยค่ะ^^ ถ้าคิดว่าอยากลองซักตั้ง ลองศึกษากันดูก่อน ว่าใช่ทางเราไหม ถ้าลองดูแล้วไม่ชอบแนวทางนี้ ก็เลิกได้ แต่อย่าเพิ่งฝ่อทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำเลยน้าา

สู้ๆ นะคะ^^

หลิน


Thursday, July 9, 2015

11 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเองอย่างง่ายๆ

เคยเป็นป่าวคะ เราทำงานยุ่งทั้งวัน แต่พอหมดวันกลับพบว่าเราไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง แล้วที่ยุ่งๆ ไปนี่คืออาไล อยากถาม (ตัวเอง) จุง แง่วๆ

ไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ เค้าพูดถึงวิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเอง อ่านแล้วก็จริงตั้งหลายอย่าง เลยเอามาแบ่งปันกันนะคะ เอามาปรับใช้กับงานเขียนได้ (จริงๆปรับใช้ได้กับทุกงานแหละ แฮ่..) เพราะที่สุดแล้วเราก็มี 24 ชม.เท่ากันทุกคน คนที่พัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากกว่าก็จะทำงานได้สำเร็จมากกว่านะคะ




มาดูวิธีที่เค้าแนะนำกันค่ะ^^

1. อย่าใช้ประโยค "เดี๋ยวค่อยทำ"
คนที่ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จะตัดสินใจทันทีว่าจะเอายังไงกับเรื่องหรืองานที่เข้ามา จะทำ จะทิ้ง หรือมอบหมายต่อให้คนอื่นก็ว่าไป

ตัดสินใจให้มั่นๆ ไม่ใช่วันนี้ทำเอง พรุ่งนี้ให้คนอื่น วันอื่นกลับมาทำเองอีกเลยไม่เสร็จซ้ากทีค่าา

2. เตรียมให้พร้อมสำหรับพรุ่งนี้
พวกเขาจบงานในแต่ละวันด้วยการวางแผนว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ซึ่งได้ประโยชน์สองต่อค่ะ คือการทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง และ วางแผนต่อไปว่าจะทำอะไรต่อในวันรุ่งขึ้น

“For every minute spent organizing, an hour is earned." –Benjamin Franklin

อันส่วนตัวคิดว่ามีประโยชน์มากกๆๆ เพราะว่าตอนนี้ชีวิตเราแต่ละคนก็ล้วนยุ่งเหยิงแต่ละวัน ถ้าไม่วางแผนดีๆ เดวจะลืมนู่น ลืมนี่ ลืมนั่น ในที่สุดอะไรๆ ก็ไม่เสร็จซักอย่าง (อีกเหมือนเดิม)


3. ทำเรื่องยากก่อน ในตอนต้นของวัน
ทำ to-do-list ออกมา ใส่เรื่องที่เราไม่ชอบทำในรายการแรกๆ ในตอนท้ายของวันเราจะได้ทำในสิ่งที่ชอบและสร้างแรงฮึดในวันถัดไป (เหมือนกินก๋วยเตี๋ยว แล้วเก็บลูกชิ้นไฮไลท์ไว้กินตอนสุดท้ายยังยังงั้น)

อีกอย่างเคยได้ยินว่าตอนเช้าหัวเรามักแล่นกว่าตอนอื่น ทำเรื่องยากๆ ตอนเช้า หัวที่แล่นช่วยให้ใช้เวลาน้อยลงด้วยค่ะ^^

4. จัดลำดับความสำคัญ
อย่าใช้เวลากับสิ่งที่เร่งด่วน แต่ไม่สำคัญมากเกินไป จนทำให้เราไม่มีเวลาทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ

อันนี้หลินคิดว่าสำคัญมากๆ อีกอย่าง เคยอ่านเจอว่าคนเก่งๆ ระดับโลก เค้าจะไม่ทำอะไรที่ไม่สำคัญกับเค้าเลย เช่น เรื่องการแต่งตัว เราจะเคยเห็นว่าเค้าจะแต่งตัวเหมือนกันทุกวันๆ (ไม่ช่ายใส่ชุดเดิมน้า) จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิด เอาเวลาที่จะคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องนี้ไปคิดเรื่องที่สำคัญสำหรับเค้าจริงๆ ดีกว่าประมาณนั้น

5. ประชุมอย่าเยิ่นเย้อ
การประชุมส่วนใหญ่โครตกินเวลา และได้ประสิทธิภาพน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไป  อย่าเสียเวลากับการประชุมจนล่วงเลยจากกำหนดการเลิก ตั้งกำหนดเวลาเลิกเอาไว้ให้ชัด บอกกับที่ประชุมหรือหัวหน้าแต่เนิ่นๆว่าเรามีเรื่องต้องทำต่อหลังจากกำหนดเลิกประชุม หากว่าการประชุมเยิ่นเย้อจนเลยเวลา จะได้มีข้ออ้างออกมาได้

และหากว่าคุณเป็นคนนำการประชุม ก็ประกาศไปเลยว่าจะเลิกประชุมเวลานี้และเลิกตามที่พูด ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมประชุมมีความสนใจในเนื้อหาที่ประชุมมากขึ้น

ถ้าทำแบบนี้ในออฟฟิสได้ทุกครั้งถือว่าเทพมากๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะแต่ทำได้แล้วจะมีประโยชน์มากๆ

6. รู้จักพูด "ไม่"
เมื่อถึงเวลาควรปฏิเสธเป็นค่ะ เรื่องที่เราทำไม่ได้ อย่าลังเลที่จะปฏิเสธ และเอาให้ชัด คำว่า ผมเกรงว่า..., ฉันไม่แน่ใจ.... อันนี้ไม่ได้ค่ะ คนฟังจะงงว่าตกลงเราจะเอายังไง และที่สำคัญเป็นการบอกตัวเราเองด้วยค่ะ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสกับงานที่เหลือของเรา


7. เช็คอีเมล์เป็นเวลา
อย่าให้อีเมล์มาขัดจังหวะการทำงานค่ะ และจะดียิ่งกว่าหากว่าจัดลำดับการตอบด้วย อันไหนสำคัญตอบเลย อันไหนยังรอได้รอก่อน เอาไว้ให้งานที่อยู่ในมือเสร็จก่อน จะกลับมาจัดการ

หลินเสริมว่ารวมทั้ง Line และ  facebook ด้วยค่ะ เพราะหลินก็เป็นว่าตั้ง notification ไว้ พอเสียงดัง ตึ๊งๆๆ ทำอะไรอยู่ต้องรีบวางแล้วเข้าไปดู ทั้งที่บางครั้งเป็นเรื่องไม่สำคัญ เช่น forward Line ตลกๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบอ่านแต่พอเราแวะมาดู ทำให้เสียสมาธิในการทำงานตอนนั้นไปค่ะ


8. อย่าทำหลายงานในเวลาเดียวกัน
มีงานวิจัยจาก Stanford University ว่าการทำหลายๆงานในเวลาเดียวกันมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการทำงานให้เสร็จเป็นเรื่องๆไป ลองสังเกตให้ดีจะพบว่าสมองเราคิดได้เป็นเรื่องๆไป การสลับคิดไปมามันเสียสมาธิ

หลินใช้วิธีว่าตั้งเป้าว่า 1 ชม.นี้จะทำเรื่องนี้ ก็พยายามทำเรื่องนี้ให้ครบค่ะ พอถึงเวลาก็เลิกไม่ว่าจะเสร็จหรือไม่เสร็จแล้วไปทำอย่างอื่่น อย่างที่วางแผนไว้ล่วงหน้า


9.หายตัวไปบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ หายตัวไปคิดงานบ้างก็ได้ เพื่อไม่ให้มีสิ่งแวดล้อมอันไม่พึงประสงค์มาขัดจังหวะรบกวนเรา แต่ว่าไม่ใช่หายไปแบบไม่มีใครรู้ บอกใครคนใดคนหนึ่งที่สนิทกันไว้ว่าจะติดต่อคุณได้ยังไง เผื่อว่ามีเรื่องด่วนเข้ามา


10.มอบหมายงานเป็น ให้คนอื่นช่วยบ้าง
เราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่างนะ ยอมรับความจริงเถอะ ในเวลาที่มีจำกัด จงอย่าทำงานที่ไม่ถนัด เพราะมันกินเวลาและกินความพยายาม ส่งต่อให้คนอื่นที่เชี่ยวชาญกว่าเราทำซะ แล้วคุณก็จงมุ่งมั่นทำงานที่คุณกำลังทำอยู่

จริงที่สุดค่ะ หลินเคยพยายามทำกราฟฟิคเอง ทั้งๆ ที่ไม่ถนัด ทำอยู่นานนนนน ในที่สุดก็เสร็จแต่ไม่สวย ใช้ไม่ได้ ต้องไปจ้างเค้าทำอยู่ดี แล้วทำไมไม่จ้างทำตั้งแต่ต้นฮะ สรุปเสียเวลาและเสียเงิน แทนที่จะเสียเงินอย่างเดียว T_T


11. ใช้เทคโนโลยีช่วยงาน
เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม มันทำให้เราทำงานช้าลงได้หากว่าเราติดมันมากเกินไป Line ทั้งวัน ออน facebook ทั้งคืน แต่เราใช้มันเป็นให้เราเป็นนายมัน มันก็ช่วยให้เราทำงานคุ้มเวลามากขึ้น เช่นกรองอีเมล์ขยะ จัดลำดับความสำคัญ เตือนเมื่อมีอีเมล์สำคัญหรืออีเมล์จากคนที่เรารออยู่เข้ามา ใช้เป็นออแกไนเซอร์ก็ยังได้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเช็คโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ


ลองดูนะคะ ถึงแรกๆ จะทำไม่ได้ทุกข้อ ค่อยๆ ปรับกันไปค่า
หลิน


ที่มา http://www.entrepreneur.com/article/248063 แล้วมาเพิ่มความเห็นส่วนตัวเข้าไปค่ะ^^