Showing posts with label เขียนหนังสือขาย. Show all posts
Showing posts with label เขียนหนังสือขาย. Show all posts

Tuesday, January 26, 2016

5 วิธีโปรโมทผลงานตัวเองผ่าน Facebook ไม่ยากเลยค่ะ^^

สวัสดีค่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้งนะคะกับบทความดีๆ ส่งเสริมสนับสนุนนักเขียนอย่างเราให้สามารถทำงานเขียนได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะวิธีเขียน วิธีขาย และวิธีโปรโมทตัวเอง^^

โพสนี้ก็เป็นอีกครั้งค่ะที่หลินอยากแนะนำมากๆ ค่ะสำหรับนักเขียนมือใหม่ ที่หลังจากมีผลงานหรือกำลังมีผลงานของตัวเองแล้ว อยากหาวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook จะทำยังไงดี?

ติดตามวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook ได้ในโพสนี้ค่าาาา^^




1. เข้าใจความต่างระหว่าง personal account ของตัวเองใน facebook กับ facebook fanpage

เวลาเรามี account ของเราเองใน facebook มีข้อดีคือเราสามารถไปเปิด fanpage ได้ ซึ่งตัว fanpage นั้นดีกว่า account ตรงที่สามารถทำโฆษณาแบบเสียตังค์ได้ (facebook ad) ตั้งเวลาโพสได้ ย้อนหลังก็ได้  แต่ข้อเสียคือโอกาสที่คนที่ Like page จะเห็นโพสของเราทั้งหมด (organic reach) จะน้อยกว่าโพสมาจาก account ของเราเองค่ะ สาเหตุก็เพราะพี่มาร์คต้องการให้เราเสียตังค์นิเอง = ='

ดังนั้น ที่ใช้กันบ่อยๆ คือใช้ควบคู่กันไประหว่าง account ของเราเองและ facebook fanpage โพสไหนเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ ก็ใช้ fanpage ไป โพสไหนไม่ได้โฆษณาแรงจ๋าไป เขียนแบบซอฟท์หน่อยๆ ไม่ได้ hard sales มากก็ใช้ account ของเราเองสลับกันไปได้ค่ะ


2. ใช้รูปปกหนังสือโปรโมทก็ดีนะ

ถ้าเราเป็นนักเขียนก็สามารถใช้รูปหน้าปกหนังสือของเราในการโปรโมทโพสได้ค่ะ ข้อแนะนำคือถ้าเรามีผลิตภัณฑ์ที่หลายอย่าง หรือหนังสือหลายเล่ม ควรจะทำการโปรโมทผ่าน facebook เรื่องเดียวหรือเล่มเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง อย่าทำหลายเรื่องๆ หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะไม่งั้้นคนซื้อจะงงว่าจะซื้ออะไรดี ซื้ออะไรแน่ เพราะต้องยอมรับว่าถ้าไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้ของเราจริงๆ เค้าจำไม่ได้หรอกค่ะว่าเรามีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้  newsfeed ของแต่ละคนเยอะมากๆ


3. สร้างกรุ๊ปใน facebook หรือไม่ก็ join ในกรุ๊ปอื่นๆ 

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นกรุ๊ปใน facebook เยอะแยะมากเลยนะคะ ไม่ว่าเป็นกรุ๊ป ตลาดซื้อขายบทความ E-book  หรือกรุ๊ปงานเขียน ebook  อีกเทคนิคนึงที่ใช้การสร้าง connection คือสร้างกรุ๊ปพวกนี้ขี้นมาเองเลยค่ะ ถ้าทำแล้วกรุ๊ปประสบความสำเร็จ ก็จะมีนักเขียนคอเดียวกันมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานตัวเอง แล้วก็ได้โฆษณาหนังสือของเราไปด้วย

แต่ถ้าคิดว่าสร้างกรุ๊ปขึ้นมาแล้วคิดว่าไม่สามารถดูแลได้ ใช้วิธีไป join ในกรุ๊ปอื่นๆ ที่เกี่่ยวข้องกับงานเขียนของเราก็ได้ค่ะ หมั่น active บ่อยๆ จะช่วยสร้าง connection ให้กับเราได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

4. โฆษณาอย่างมีลิมิต

แน่นอนเมื่อเราทำโฆษณาผ่าน fanpage ได้ ก็อย่าทุ่มโฆษณาเยอะมากๆ และเนื้อหาซ้ำกันบ่อยๆ ในทุกๆโพส เพราะว่าจะสร้างความรำคาญให้กับคนอ่านมากกว่าสร้างความอยากซื้อแน่นอนค่ะ เราจะอาจจะเจอ Unlike ได้ ควรมีจังหวะการลงโฆษณา จังหวะที่ไม่ลง เว้นวรรคด้วยลงโพสที่มีประโยชน์กับคนอ่าน ที่สำคัญลงโฆษณาเสียตังค์เยอะๆ เนี่ยพี่มาร์คจะรวยเอาคนเดียวนะคะ อิ อิ


5. เลือกกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณาให้ถูก

เวลาเราลงโฆษณาแบบเสียเงินใน fanpage เนี่ย เราสามารถตั้งค่าให้คนอ่านเห็นโฆษณาของเราได้ ยิ่งถ้าตัวเลขประมาณการคนเห็นเยอะ เงินเราก็จะเสียเยอะหรือหมดเร็วด้วย

จริงๆ แล้วหลินคิดว่าตั้งค่า facebook ad เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ตรงเป้าของเราจะดีกว่าหว่านแหค่ะ เพราะนอกจากจะเสียเงินค่าโฆษณาน้อยกว่าแล้ว ยังตรงกับว่าที่คนอ่านที่จะซื้อหนังสือของเราด้วย แรกเริ่มอาจจะทดลองลงโฆษณาสัก 100 บาท แล้วลองตั้ง target ดู target ไหนผลตอบรับดี Like เยอะหรือหนังสือเราขายได้ ถือว่าเรามาถูกทาง ค่อยลองอีกสัก 100 บาทถัดไปค่ะ ปกติหลินใช้งบประมาณอยู่ที่ 100 บาทต่อการโฆษณา 3 วันเป็นค่าเฉลี่ยค่ะ

นอกจากโพสนี้แล้ว หลินได้เขียนโพสเรื่องเทคนิคโปรโมทสำหรับนักเขียนมือใหม่ไว้ที่ลิงค์นี้ด้วย อ่านคู่กันแล้วคิดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นนะคะ^^ คลิกที่นี่เลยยย  5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

หลิน^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings
http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^



Tuesday, January 12, 2016

ขายหนังสือเองง่ายจริงๆ^^

สวัสดีค่ะพลพรรคนักเขียนทุกคน หลินต้องขออภัยด้วยนะคะที่ห่างหายจากเพจไปสักช่วงนึง พอดีช่วงนี้หลินเพิ่งจะออกหนังสือ eBook ภาษาจีนของตัวเองอีกเล่ม พร้อมกำลังจะมีคอร์สสัมมนาภาษาจีนของตัวเองด้วย เลยทำให้ความถี่ของ Blog นักเขียนน้อยลงไปบ้าง ยังไงก็ฝากติดตามกันเรื่อยๆ เหมือนเดิมนะคะ หลินสัญญาว่าจะหาข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับนักเขียนมาอัพต่อๆ ไปค่ะ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับนักเขียนและ (ว่าที่) นักเขียนทุกคนอย่างแน่นอน



อย่างที่บอกไปว่าตอนนี้หลินเพิ่งออกหนังสือ eBook ของตัวเองไปอีกเล่ม เลยได้ข้อมูลหลายๆ อย่างที่อยากมาแชร์ในวันนี้ค่ะ ว่าเดี๋ยวนี้ทำหนังสือขายเองมันง่ายมากกกๆๆ ไม่ยากเลยจริงๆ ที่เราจะมีหนังสือสักเล่ม หลินอยากเน้นว่าแบบไม่ต้องมี connection แบบไม่ต้องง้อใคร แบบไม่ต้องมีเส้น แบบไม่ต้องดัง ฯลฯ  เหมือนอย่างหลินก็ขายได้นะคะ

ติดตามช่องทางขายหนังสือ ขายเองแบบง่ายๆ ได้ในโพสนี้ค่ะ^^

ตอนนี้ช่องทางขายหนังสือในเมืองไทยทั้ง eBook และหนังสือเล่มมีหลายช่องทางเลยค่ะ แบ่งง่ายๆ เป็น 2 แบบคือ ช่องทางแบบดั้งเดิม กับ ช่องทางออนไลน์ (อันนี้เรียกเอง แบ่งเองนะคะ อิ อิ) ช่องทางแบบดั้งเดิมคือร้านหนังสือต่างๆ กับแบบออนไลน์ ก็คือเว็บไซด์ platform ขายหนังสือยี่ห้อต่างๆ  ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านหนังสือแบบดั้งเดิมก็ลงมาเล่นออนไลน์กันด้วยแล้วนะ

วันนี้มาโฟกัสช่องทางออนไลน์ที่นักเขียนอิสระอย่างเราๆ ทำเองได้ง่ายจัง ว่ามีช่องทางไหนบ้างนะคะ และทุกช่องทางที่คุยกันวันนี้ ต้อนรับนักเขียนอิสระอย่างเราๆ ค่ะ (หลินทำลิงค์ไว้ในแต่ละชื่อยี่ห้อแล้วค่ะ คลิกดูได้ทันที)



อันดับ 1 Ookbee

ไม่ต้องพูดกันเยอะมากสำหรับยี่ห้อนี้ในวงการ eBook   เค้า positioning ตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ทีสุดในไทยค่ะ

วิธีการสมัครก็ง่ายสุดๆ แค่เข้าไปที่ปุ่ม Writer ซึ่งผูกกับ facebook ก็สมัครได้แล้วค่ะ สมัครแล้วก็อัพหนังสือโหลดขายได้ทันที ใช้เวลาอนุมัติ 1 อาทิตย์ ค่าดำเนินการตอนนี้ Ookbee ไม่คิด แต่คิดค่าระบบปฏิบัติการที่ลูกค้าโหลด เช่น apple, IOS, android ซึ่งสัดส่วนไม่เท่ากัน (apple คิดแพงสุด)

ยิ่งถ้าหนังสือเราขายใน Ookbee แล้วขายดี ต่อยอดไปเป็น Ookbee Buffet, audio book ทำหนังสือเล่มขาย ทำแคมเปญระดมทุน http://creative.ookbee.com/  ได้อีกด้วยค่ะ

อันดับ 2 Mebmarket 

Mebmarket มีจุดเด่นคือเป็นตลาดขายนิยายที่ใหญ่มาก สมัครง่ายเหมือนกันเลยค่ะ ผูกกับ facebook ก็ได้ สำหรับหลิน  หลินว่า Meb ดีตรงที่อ่านผ่านคอมพิวเตอร์ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านผ่าน app อย่างเดียว เพราะบางคนไม่ถนัดอ่านผ่าน smartphone  แถมยังมีตัวอย่างหนังสือ (sample) ให้อ่านผ่านคอมพ์ได้ Smartphone ก็ได้ด้วย (ตัวอย่างหนังสือของ  Ookbee ต้องอ่านผ่าน app Ookbee เท่านั้นค่ะ)

ทีเด็ดของ Ookbee และ Mebmarket อีกอย่างคือ "ลิงค์ช่วยขาย"  ลิงค์นี้จะทำงานเหมือนเราเป็น "นายหน้า" กินค่าคอมมิชชั่นในการขายหนังสือของเรานั่นเอง ถ้ามีลูกค้าซื้อหนังสือผ่านลิงค์นี้ของเรา เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นในการช่วยขายหนังสือเล่มนี้ นอกจากเหนือจากผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นนักเขียนด้วยค่ะ^^ เจ๋งสุดๆ ไปเลยนะคะ

อันดับ 3  Naiin Writer (นายอินทร์)

นายอินทร์ Writer มาจากร้านหนังสือนายอินทร์นั่นเองค่ะที่มาจับตลาด eBook ด้วย สามารถโหลดไฟล์หนังสือขายเองได้ สั่งปริ้นท์เป็นเล่มกับนายอินทร์ก็ได้ ที่หลินทำหนังสือของตัวเองขายผ่านอินทร์ รู้สึกว่าเค้ามีเจ้าหน้าที่เอาใจใส่นักเขียนอิสระดีเลยค่ะ มีโทรศัพท์มาสอบถามเวลาเราทำกระบวนการไม่ถูก แนะนำช่วยเหลือนักเขียนอย่างเราๆ ดีมากค่ะ^^

อันดับ 4 Se-ed Writer (ซีเอ็ด)

เช่นเดียวกันกับข้อ 4 ซีเอ็ดก็ลงมาเล่นตลาด eBook หรือออนไลน์ด้วยเหมือนกัน (เดี่ยวน้อยหน้านายอินทร์เนอะ)  ในบรรดาเว็บไซด์ขายหนังสือเองยี่ห้อต่างๆ ซีเอ็ดเป็นเว็บที่ขอข้อมูลเยอะที่สุด ละเอียดที่สุดเลยค่ะ แต่เป็นการขอครั้งเดียว ถ้าผ่านแล้ว คราวหน้าโหลดเล่มใหม่ก็ไม่ต้องทำอีกค่ะ ดังนั้นคุ้มค่าที่จะทำนะคะ

อันดับ 5 ebooks.in.th/

ebooks.in เป็นอีกเว็บไซด์ที่ให้โหลดหนังสือ eBook ไปขายง่ายๆ สมัครโดยผูกกับอีเมล์หรือ facebook ก็ได้ค่ะ ทีเด็ดของเว็บนี้คือมีระบบ print-on-demand ที่ไม่มีขั้นต่่ำในการพิมพ์ หมายถึงว่าแค่ 1 เล่มก็พิมพ์แล้วค่าาา เย่!แถมยังมีช่วยจัดการส่งหนังสือแพคเสร็จเรียบร้อยไปยังบ้านของลูกค้าได้ทันที โดยที่นักเขียนไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องสต๊อกหนังสือ-สั่งขั้นต่ำเป็นหลักร้อยเล่ม-แพคของ-ส่งของ นี่ก็เจ๋งสุด ๆ เลยนะคะ^^



ได้แนวทางแล้ว อย่ารีรอรีบจัดหนังสือตัวเองมาขายด่วนๆ เลยค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^  (เสาร์นี้แล้วนะคะ) คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนที่เริ่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

รายละเอียดคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M 
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

หลิน











Thursday, January 7, 2016

จาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!!

สวัสดีปีใหม่นะคะ พลพรรคนักเขียนทุกท่าน ในปี 2559 นี้ หลินขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในอาชีพการงานกันทุกคนค่ะ ใครอยากเป็นนักเขียนขอให้มีผลงานหนังสือออกมาเร็วๆ มีความสุขกันมากๆ นะคะ^^

กลับเข้าสู่โลกของนักเขียนอย่างเรากันต่อเลยน้า...

สำหรับความฝันของนักเขียนหรือคนที่อยากจะเป็นนักเขียนอย่างพวกเรา ก็ไม่แคล้วว่าต้องอยากมีหนังสือสักเล่ม แต่ถ้าหากเราไม่มีพื้นฐานหรือประสบการณ์มาก่อนก็คงเป็นเรื่องยากที่จะนับ 1 ใหม่ตั้งแต่แรก แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากเท่าไหร่เลยนะคะ ถ้าหากเรามี Blog ของเราเอง และมีงานเขียนใน Blog ของเราพร้อมมืออยู่แล้ว

ติดตามวิธีเขียนหนังสือจาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!! ได้ในโพสนี้ค่ะ^^



นักเขียนบางคนที่หลินเคยเห็น เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว วางแผนการเงิน การลงทุนอสังหาฯ เขียนเพราะใจชอบ ใจรักอยากถ่ายทอด บางคนเขียนมาเป็นปีๆ เนื้อหาใน Blog พวกนี้แหละค่ะ ที่จะมีมากพอรวบรวมหนังสือเป็นเล่มได้แน่ๆ นอกจากหนังสือจากBlog แล้วเรายังสามารถสร้างงานเงินจาก Blog ของเราได้อีกด้วยล่ะ ใครยังไม่ได้อ่านเรื่อง 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา คลิกอ่านเพิ่มเติมได้เลย

มาดูเหตุผลดีๆ ของการสร้างหนังสือจาก Blog กันค่ะ

ข้อแรกเลย  หนังสือสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้แตกต่างจาก Blog

พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มคนอ่าน Blog กับกลุ่มคนอ่านหนังสือไม่ได้เป็นกลุ่มคนเดียวกันซะทั้งหมด บางคนไม่ชอบเทคโนโลยีก็ไม่อ่าน Blog ,ไม่ชอบอ่านจากจอคอมหรือมือถือก็ไม่อ่าน Blog , บางคนยังชอบความรู้สึกจากการจับต้องหนังสือพลิกกระดาษอ่านก็ไม่อ่าน Blog

ดังนั้น การที่ผลงานของเราเป็นหนังสือ (หรืออย่างน้อยเป็น eBook print on demand) ช่วยให้ผลงานของเราเข้าถึงคนอ่านได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยการที่ต้องรู้เรื่อง IT หรือแม้แต่สไตล์คนอ่านแบบอนุรักษ์นิยมที่ชอบอ่านจากกระดาษค่ะ

ข้อสอง หนังสือสร้างเครดิตให้ผู้เขียน

อันนี้ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ คนดังๆ หลายคนต้องการมีผลงานหนังสือ เป้าหมายไม่ได้มุ่งรายได้จากการขายอย่างเดียวแต่อยากให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของ portfolio ของเค้าต่างหาก

นอกจากนี้ บางคนก็ทำกลับข้างกันคือให้หนังสือเป็นทัพหน้า เป็นตัวนำเมื่อทำหนังสือสำเร็จแล้วก็ต่อยอดไปอย่างอื่นๆ


ข้อสาม หนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาฃองเรา

เมื่อเขียน Blog ไปเรื่อยๆ เยอะมากเข้า มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คนอ่าน Blog ของเราไม่ได้อ่านโพสอันแรกๆ ของเรา เพราะว่ามันตกไปไกลแล้ว และถึงแม้ว่า Blog จะมีฟังก์ชั่นค้นหา หรือมีการจัดหมวดหมู่ มันซึ่งช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง

สาเหตุเพราะผลการค้นหาไม่สามารถเรียงลำดับเรื่องราวที่ควรอ่านก่อนหลังได้ และก็ต้องยอมรับว่าคนอ่านก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นค้นหาทุกคนหรอกค่ะ


ดังนั้น การรวบรวมงานเขียนมาเป็นหนังสือ เราสามารถหยิบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน มาเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง เพิ่มเติมเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ทำให้เนื้อหาที่เราอยากนำเสนอได้ผ่านสายตาคนอ่านอย่างที่ตั้งใจ หัวข้อนี้จึงบอกว่าหนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาของเราแบบนี้ค่าา

ซึ่งวิธีการรวบรวมจาก Blog ให้เป็นหนังสือนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ มีด้วยกันง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ

1. รวบรวมโพสเก่าๆ ของเราไว้ในที่เดียว

จากนั้นก็เริ่มคัดเลือกโพส อันไหนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ อันไหนเนื้อหาเก่าไปแล้วต้องปรับปรุง อันไหนควรเอามาเพิ่มเติม ปรับปรุง แก้ไข

2. เตรียมหา "คนอื่่น" มาช่วยอ่าน

เป็นเรื่องปกติมากเลยค่ะ ที่เราเขียนหนังสือเอง อ่านเอง ตรวจเอง แล้วว่าดีทุกอย่าง ไม่น่ามีอะไรแก้แล้ว แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาอ่านอีกที เฮ้ย..ตรงนี้ทำไมเขียนแบบนี้ ตรงนี้น่าจะแก้นะ ว้า..ไม่น่าเลย

ดังนั้น สำคัญมากๆ ค่ะที่เราจะมีคน "อื่นๆ" มาช่วยอ่านให้อีกที ถ้าทำแบบเป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็จ้าง "บรรณาธิการ" ช่วยอ่านแบบจ่ายเงิน ถ้างบเรายังไม่มากพอ อย่างน้อยก็ควรมีเพื่อน พี่ น้อง หรือคนใกล้ตัวมาช่วยอ่าน อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าอ่านคนเดียวอย่างแน่นอนค่ะ

อีกเคล็ดลับนึง คือหลังจากเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งช่วงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาอ่านใหม่ จากนั้นค่อยกระจายให้คนอื่นๆ อ่านตามลำดับค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้งานเขียนเราลื่นไหลขึ้น เพราะถ้าเราอ่านซ้ำๆ บ่อยๆ ทุกๆ วัน เราจะมองไม่เห็นว่าอันไหนควรแก้ไข

3. ลงทุนกับ "ปก"

มีประโยคที่ว่า "ปกหนังสือเป็นรักแรกพบของคนซื้อ" หลินว่าก็มีส่วนจริงอยู่มากค่ะ หลายคนตัดสินใจซื้อหนังสือเพราะปกสวย (แต่มาเขวี้ยงทิ้งทีหลังว่าเนื้อหาไม่ดีนี่เป็นอีกเรื่องนึงเนอะ แหะๆ) ดังนั้น ถ้าในช่วงเริ่มต้นเรายังไม่มีทุนมาก หลินแนะนำว่าเงินทุนที่ไม่มากนี้เอามาจ้างทำปกสวยๆ ดีกว่าค่ะ ค่าจ้างทำปกอยู่ที่ 1,500 บาทขึ้นไป

แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมจริงๆ หลินแนะนำว่าทำปกสไตล์ง่ายๆ แบบดูดี ปกที่มีตัวอักษรใหญ่ๆ อยู่ตรงกลางภาพ ส่วนภาพประกอบใช้จากเว็ปภาพฟรีก็ได้ค่ะ  ลองดูลิงค์นี้นะคะ (แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/07/14-websites.html)

คราวนี้ก็ได้เวลาลงมือเขียน Blog กันแล้วค่ะ^^

หลิน^^


ฝากข่าวนิดนึงค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^ คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนเิร่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

สนใจเข้าร่วมคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Monday, December 14, 2015

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต 

ถ้าจำกันได้หลินได้เคยเขียน 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา ไปเมื่อโพสก่อนนะคะ (ติดตามอ่านคลิก  http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/12/4-blog.html ) คราวนี้สมมติว่าเราเปิด Blog เพื่อชิมลางตลาดแนวหนังสือที่เราสนใจแล้ว เราจะทำยังไงให้ Blogของเราเติบโตดีๆ มีคนเข้ามาอ่านเยอะๆ ล่ะ??

สำหรับตัวหลินเองมี Blog หลักๆ อยู่ 2 Blog ค่ะ คือ Blog นี้ (ยอดวิว 24,000+) กับ Blog เรียนจีน ให้ได้จีน http://chinesexpert.blogspot.com/ (ยอดวิวที่ประมาณ 380,000+)

คำถามคือว่าการที่มียอดวิวเยอะๆ ใน Blog หรือเทียบได้กับยอดไลค์เยอะๆ ในเฟสดียังไงนะ??

มีข้อดีเยอะเลยค่ะ แต่ข้อที่สำคัญมากๆ กับอาชีพนักเขียนคือ ถ้าเรามียอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์เยอะๆ แปลว่าเรามีฐานแฟนคลับของเราเอง แฟนคลับกลุ่มนี้พูดง่ายๆ ก็คือลูกค้าของเรา เป็นกลุ่มที่จะฟีดแบกหรือคอมเม้นท์ว่างานเขียน หรือโพสของเราดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อ่านหรือไม่อ่าน และถ้าในอนาคตเรามีหนังสือใหม่ๆ ออกมา เค้าจะสนับสนุน จะชอบ และสุดท้ายจะซื้อด้วยหรือเปล่า??




ดังนั้น การเขียน Blog จริงๆ แล้วไม่ยากนะคะ  Blogspot เปิดแป๊ปเดียวก็ได้แล้ว สำคัญคือทำยังไงให้เนื้อหาโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ให้เค้าติดตามอยากอ่าน และสุดท้ายนำมาสู่การซื้อหนังสือหรือผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคตค่ะ^^

และเมื่อ Blog เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่สำคัญอย่างนี้เองงงงง (ต้องทำเสียงลากๆ แบบทีวีแชมเปี้ยนจะได้อารมณ์มากขึ้นค่ะ อิ อิ) วันนี้หลินเลยมีแนวทางการเขียน Blog ที่จะทำให้ Blog เติบโตมาฝากกัน

ติดตามนะคะ^^


1. เขียนให้ดี 

เขียนให้ดี?? พูดง่ายแต่ทำยากเหมือนกันนะ เขียนยังไงคือเขียนให้ดี เราก็ว่าเราเขียนดีแล้วนะ ทำไมไม่โดน?

ถ้ายังติดขัดกับปัญหาข้างบน ลองเทคนิคที่หลินใช้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อย่าใช้ศัพท์แสงที่วิชาการจ๋า (ถึงแม้ว่าจะมี) ซะจนผู้อ่านของเราไม่รู้เรื่อง 
  • เรื่องที่เราเขียนต้องมีคุณค่า มีประโยชน์และผู้อ่านชอบค่ะ  จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ แนว How to เสริมสร้างความรู้ หรือแม้แต่ให้ความบันเทิงได้หมด 
วิธีการคือฝึกเขียนเยอะๆ  ดูฟีดแบกของผู้อ่านสม่ำเสมอแล้วเอามาปรับปรุงเรื่อยๆ
เมื่อเราเขียนดีมีประโยชน์ คนอ่านจะช่วยแชร์เองค่ะ ก็เพราะว่ามันมีประโยชน์ไง เค้าถึงอยากแชร์ให้เพื่อน ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง อย่างน้อยตัวคนแชร์เองก็สามารถกลับมาอ่านได้อีกรอบก่อนที่จะถูก newsfeed อื่นกลบหายไปหมด



2. สร้างทักษะที่จำเป็นต่องานเขียน

งานเขียน Blog แรกๆ เลยส่วนมากแล้วจะเริ่มจากคนๆ เดียวค่ะ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างซึ่งไม่ใช่แค่เขียนอย่างเดียว หารูปประกอบด้วย หา reference ที่มาของบทความด้วย ฯลฯ

ซึ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์ social media ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยเผยแพร่ผลงานของเราให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ทักษะที่ Blogger ควรจะมีอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี คือรู้ platform การเขียน Blog รู้วิธีการอัพโพส รู้เทคนิคการเลือกและแต่งรูปอย่างง่ายๆ เอาเป็นว่าความรู้เบื้องต้นพื้นฐานเราควรจะมีบ้าง

ถ้าเก่งขึ้นมาอีกขั้น ควรรู้จักการใช้ SEO เพื่อสร้างช่องทางให้คนเห็น Blog ของเราเยอะๆ  จากนั้นก็พัฒนาไปเป็น  HTML และ  CSS code ซึ่งจะช่วยให้เราแก่ไขปรับแต่ง Blog ของเราให้ดูดี สวยงามขึ้น มืออาชีพขึ้น

แต่นั่นควรสิ่งที่ทำหลังจากที่เนื้อหาที่เป็นเรื่องหลักของเราแน่นแล้ว ดีแล้ว จึงค่อยมาคิดถึงเรื่องแต่งหน้าทาปากให้ Blog นะคะ อีกอย่างความรู้ทางเทคนิคพวกนี้ เราสามารถจ้าง freelance ทำได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีเวลาทำเอง หรือยากเกิน แต่หลินแนะนำว่าความรู้เบื้องต้นเราต้องมีไว้ เพราะต่อให้จ้าง freelance วางระบบให้ ทำ SEO ให้แต่สุดท้ายเราก็ต้องทำเองด้วย จ้างทั้งหมดจะใช้เงินเยอะมากเกินไปค่ะ

สรุป ความสำคัญตามอันดับก่อนหลังในการทำ Blog หลินแนะนำว่าควรเป็นแบบนี้

พัฒนาเนื้อหาให้แน่นและความรู้เบื้องต้นทำ Blog >>  SEO >>> HTML หรือ CSS code



3. รู้ว่าผู้อ่านของเราคือใคร

ไม่ว่าเราจะเขียน Blog ได้ดีมากขนาดไหน เนื้อหาแน่น ข้อมูลเจ๋ง แต่มีผู้อ่านที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็เปรียบเหมือนเราสร้างฮีตเตอร์ เครื่องทำความร้อนคุณภาพดีมากๆ แต่กลับเอามาขายกรุงเทพที่ร้อนตับแลบ (แม้กระทั่งเดือนธันวา) _ _ ' ฮีตเตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจากเอาไว้รกบริษัทเท่านั้น

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขียนบทความอะไรๆ ก็ตาม ลองนึก ลองจินตนาการดูว่าคำถามที่ผู้อ่านจะถามอากู๋ google เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนคืออะไร ก็ให้เราเขียนบทความนั้นเพื่อตอบคำถามที่เรา (คิดว่า) ผู้อ่านจะถามรอก่อนไว้ได้เลย

เช่น เราเชี่ยวชาญเรื่องเลี้ยงปลาทอง เป็นที่รู้กันว่าปลาทองใจเสาะตายง่ายมากๆ  ใครๆ ที่เคยเลี้ยงปลาทองย่อมรู้ดี สุ่ยหลินเลี้ยงตายไปหลายตู้จนเลิกเลี้ยงแล้วค่ะ ดังนั้น หนึ่งในคำถามยอดฮิตเรื่องการเลี้ยงปลาทองคือ สาเหตุอะไรที่ทำให้ปลาทองตายง่ายๆ กินมากก็ตาย (มั๊ง) น้ำไม่สะอาดนิดนึงก็ตาย (มั๊ง)  หลินยังไม่รู้เลยจนถึงวันนี้ แหะๆ แล้วเขียนบทความนั้นไว้คอยท่าใน Blog ของเราเลยค่ะ เพื่อรอให้คุณผู้อ่านที่ search หาจากอากู๋แล้วติดคำตอบที่โดนใจอันนี้ของเราไว้ด้วย เค้าจะได้ตามมาอ่านใน Blog ทำให้ Blog เติบโตขึ้น หรือจะเอาไปโพสในกรุ๊ปที่เลี้้ยงปลาทองแล้วทำลิงค์มาที่ Blog ของเราก็ไม่ผิดกติกาค่ะ

ถ้าเรารู้ถึงความต้องการผู้อ่าน สื่อเรื่องราวให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้คำพื้นๆ สบายๆ จะเป็นใบเบิกทางให้เราได้รับการต้อนรับจากผู้ที่อ่านงานเขียนของเราค่ะ



4. ทำโครงก่อน แลัวค่อยเติมเนื้อลงไป

เขียนบทความ Blog ให้ใช้หลักการเหมือนการสร้างบ้าน เริ่มจากฐานราก - เค้าโครงเรื่อง,  เสา- หัวข้อ, ผนังพื้น-เนื้อหา, ทาสี - เก็บรายละเอียด



อย่าพยายามเขียนเนื้อหาในคราวเดียว เพราะอาจไม่ครอบคลุม ให้เน้นที่เค้าโครงเรื่องก่อน จากนั้นแตกเป็นหัวข้อให้ครอบคลุม ต่อจากนั้นค่อยใส่เนื้อหาลงไป ทำอย่างนี้จะเป็นระบบ เนื้อหาก็จะครอบคลุมไม่วกวน ผู้อ่านก็ชอบ เพราะไม่งงว่าคนเขียนจะเอายังไงกันแน่ ตกลงประเด็นไหนเนีย เขียนปลาทอง เขียนไปเขียนมาเล่าถึงทอดมันซะนี่ ><'


5. ทำด้วยใจรัก เขียนในเรื่องที่ชอบ

อย่าเริ่มการเขียน Blog เพราะหวังสร้างเงินแสนเงินล้าน การเขียน Blog เป็นงานที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การที่เรามีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราเบื่อและเหนื่อยเร็วมาก สุดท้ายก็จอดทุกรายไป

แน่นอนค่ะ ถ้าหากงานเขียน Blog สามารถสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อย แต่การมีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินก็ไม่เพียงพอให้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง  ให้สร้างแรงผลักดันที่มาจากส่วนอื่นด้วย เช่น มาจากความชอบที่จะเขียน ชอบที่จะแชร์ ให้เป็นความหลงไหลที่สามารถนำมาสร้างเงินได้ ทำอย่างนี้ เราจะทำได้ยั่งยืนจนถึงวันที่เราประสบความสำเร็จได้นะคะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. (เสาร์นี้แล้ววว)  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon  รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^




*************************



หนังสือ "สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle" บอกทุกสเต็ปของวิธีการเอาหนังสือที่ตัวเองเขียนและเอาผลงานคนอื่นไปขายอย่างถูกกฏที่ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ^^


ซื้อผ่าน ookbee หรือ mebmarket ทาง app store , AIS และ web ได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ
Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/JYAvLE


สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlinkhttps://goo.gl/JYAvLE แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย

หรือใครอยากอ่านบน PC หรือ Notebook จอใหญ่ๆติดต่อมาทาง inbox ได้เลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ดีใจจริงๆ ที่หนังสือมีประโยชน์และคนให้ความสนใจอย่างมากกค่าา

หลิน^^

Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Wednesday, November 25, 2015

รวม 5 เว็บเพื่อขาย eBook ในต่างแดน (ชีวิตมีทางเลือกอีกเยอะะ!!)

หลินว่าใครที่ติดตามเพจหรือ blog นี้มาตลอดก็คงรู้จักกับ Amazon เป็นอย่างดีนะคะ ว่าเป็นตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ยังมีอีกหลายเว็บไซต์เลยนะ ที่ให้นักเขียนอิสระอย่างเราอัพโหลด eBook ไปขายฟรีๆ หรือถ้าไม่ฟรีก็มีการเก็บคำดำเนินการนิดหน่อยค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวหลินเองทุกวันนี้จะขายหนังสือเมืองนอกแค่ในตลาด  Amazon และยังไม่เคยมีประสบการณ์ไปขายที่อื่่นเหมือนกัน แต่หลินก็คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้รู้จักเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราสามารถฝากขาย eBook ของเราได้ เป็นการสร้างทางเลือกและช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นของเรา

ก่อนจะหาข้อมูลเรื่องนี้มาเขียน ตัวหลินเองก็อยากขยับขยาย อยากหาโอกาสใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกันค่ะ พอหาข้อมูลได้จึงคิดว่าเอาข้อมูลนี้มาแบ่งปันกันใน blog และเพจสร้างทางเลือกให้กับคนอื่่นดีกว่า ซึ่งการที่เราเอาหนังสือไปขายในหลายๆตลาดก็เหมือนที่คุณวอเรน บัฟเฟต์ (ตอนแรกๆ อ่านว่าบุฟเฟ่ต์ทุกทีเลย  - -') บอกว่าอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว ควรจะเก็บไว้ที่เล้าด้วย เอ้ย..ไม่ใช่ ควรจะกระจายความเสี่ยงด้วยค่ะ^^

ติดตามรวม 5 เว็บไซต์เพื่อขาย eBook ในต่างแดน สำหรับนักเขียนอิสระอย่างเรากันนะคะ^^ (สนใจรายละเอียดเว็บ คลิกที่ชื่อในแต่ละข้อนะคะ หลินทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ)


1. Lulu

เว็บ Lulu เป็นอีกเว็บที่ดังมากในอเมริกาค่ะ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นกันบ้างแล้ว นอกจากดังแล้ว เว็บนี้ยังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนสูงถึง 90% ค่ะ เราตั้งราคาหนังสือเองได้ด้วยและไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครค่ะ


2. Smashwords

เว็บ Smashwords มีจุดเด่นคือเวลาเราขาย eBook ที่นี่เราจะได้หมายเลข ISBN ฟรีและมีรูปแบบ eBook ให้ใช้ถึง 9 แบบ ขายที่นี่ที่เดียวยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple iBookstore และสำนักพิมพ์หนังสือแบบออนไลน์ดังๆ  อีกหลายแห่งค่ะ ค่าธรรมเนียมในการสมัครไม่มี แต่คิดค่าดำเนินการโดยหักให้นักเขียนเท่ากับ 60-85% ค่ะ



3. PaySpree

เว็บ PaySpree  เว็บนี้มีคนใช้เยอะมากเหมือนกันค่ะ ลูกเล่นเค้าคือขายผลิตภัณฑ์แรกได้ฟรี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียเงินเป็นแพกเกจ (29 USD)  เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียน เพิ่งเริ่มขาย ขายอันแรกไม่ต้องเสียเงินขายต่อไปค่อยเสียค่ะ  เว็บไม่เสียค่าลงทะเบียนในการสมัคร และจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 90-100%


4. eBookIt!
เว็บ eBookIt! ก็ตามชื่อเลยนะคะ เน้น eBook เป็นหลัก จุดเด่นคือสามารถช่วยให้นักเขียนแปลงต้นฉบับเป็นหนังสือ eBook อย่างมืออาชีพได้ โดยนักเขียนเป็นคนจ่ายค่าดำเนินการซึ่งหักค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้อยู่แล้ว สรุปว่านักเขียนไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนค่ะ^^

ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 149 USD ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่ 50-80%



5. E-Junkie

เว็บ E-Junkie เค้ามีลูกเด่นตรงที่เราสามารถขาย eBook ในรูปแบบ PDF ได้เลยค่ะ ซึ่งหมายถึงว่ามันง่ายมากสำหรับทุกคน นอกจากนี้เค้าออกแบบให้มีการแสตมป์ชื่อผู้ขาย อีเมล์ และรายละเอียดอื่นๆ ในหนังสือทุกเล่มแบบแก้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอาไปก๊อปปี้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ค่ะ (ฝรั่งเค้าซีเรียสดีจริงๆ หลินชอบมากค่ะ)

เว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียน 100%  นักเขียนเสียค่าสมัครอยู่ที่ 5 USD/เดือน ค่ะ


ถ้าใครลองแล้วเว็บไหนดีหรือไม่ดียังไงมั่ง แบ่งปันประสบการณ์กันบ้างนะคะ^^ ส่วนใครทีสนใจอยากเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon หลินมีคอร์สสอนวิธีเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบละเอียดยิบๆ ทุกขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่างค่ะ^^ มีโอกาสมาเจอกันนะคะ วันเสาร์นี้แล้วค่ะ^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!
มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------
สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^




Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Wednesday, September 2, 2015

ขึ้นอันดับ 1 !!

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle ขึ้นอันดับ 1 ของ Ookbee ในหมวดธุรกิจและการลงทุนค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับทุกการสนับสนุนและเห็นว่าหนังสือที่หลินเขียนมีประโยชน์นะคะ^^
หลิน




Monday, August 31, 2015

วิธีส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์เคาะผ่านนนน! จ้าา

ถึงแม้ fanpage นี้จะเป็น page เรื่องของ self-publishing  (เขียนเอง-ขายเอง) ไม่ว่าจะขายผ่าน Ookbee , Amazon หรือ Platform อื่นๆ แต่ตัวหลินเองนอกจากทำหนังสือขายเองแล้ว ก็ยังมีหนังสือทำขายผ่านสำนักพิมพ์ด้วย จึงมีคำถามจากแฟนเพจ แฟน blog ถามมาว่าทำไงถึงจะส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์พิจารณาแล้วผ่านฉลุยยยยล่ะ?

อย่างที่เราพอจะเดากันได้นะคะว่า วันๆ นึง กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์เนี่ย ได้รับต้นฉบับเยอะแยะเลยนะ ถ้าเปรียบเทียบไปก็ไม่ต่างจาก HR บริษัทที่วันๆ ต้องคุยกับผู้สมัครเพียบเลย ดังนั้น เค้าทั้งหลายก็จะไม่มีเวลาที่จะมาอธิบายว่าทีละรายๆ ว่าต้นฉบับนั้นๆ ทำไมถึงผ่านและส่งต่อให้หัวหน้าอ่าน หรือทำไมถึงโดนกดเข้า Trash ซะในพริบตา ><'

หลินเองก็เป็นอีกคนที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาเหมือนกันค่ะ ผ่านกระบวนนี้มาก่อน เลยขอรวบรวมวิธีการของตัวเองมาแชร์ให้กับแฟนเพจ แฟน blog แนะนำให้ปรับใช้ตามความเหมาะสม สูตรใครก็สูตรใคร เหมือนทำต้มยำ น้ำใส น้ำข้น เผ็ดแก่ เผ็ดกลาง อยู่ที่เราจะจัดนะคะ^^

ติดตามกันเลยยย!!



1. ดูเราว่าเขียนหนังสือแนวไหน? มีตลาด (คนอ่าน) ไหม? บางอย่างเนื้อหาอนาคตเกิ๊น ช่วงนี้ยังไม่ฮิตต้องรอเวลา ถ้ามีตลาด ตลาดนั้นใหญ่เล็กแค่ไหน? ถ้าเล็กขอให้จัด eBook ถ้าใหญ่พอให้จัดหนังสือเล่ม ดูว่าตลาดใหญ่เล็กดูยังไงน่ะเหรอ? ก็ถ้าร้านหนังสือที่มีสาขาตามห้างเค้ามีหนังสือแบบที่เราจะเขียนขาย แปลว่าตลาดใหญ่พอค่าาา (ง่ายไหม)

2. ดูว่าสำนักพิมพ์ไหน พิมพ์หนังสือแนวนี้บ้าง? shortlist ออกมา ข้อมูลนี้ก็หาไม่ยาก ไปหาได้จากร้านหนังสือเลย ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะสำนักพิมพ์เค้าก็มีแนวถนัดหรือความเป็นเจ้าตลาดของเค้า ส่งผิดแนวก็จะไม่ได้รับพิจารณาเอาได้นะเออ (เหมือนกับยื่นผักบุ้งให้แมว แมวมันก็ไม่กินหรอก ต้องไปยื่นให้เต่าสิ ทำนองนี้ค่ะ)

3. ดูว่าเราจะทำยังไงให้หนังสือเราดีกว่าที่ขายอยู่ในท้องตลาด? เล่มที่เค้าขายดีเนี่ย? เค้าขายดีเพราะอะไร? เนื้อหาแบบไหน? ถ้าอ่านแล้วเรายังทึ่ง อย่างงี้กลับไปฝึกวิทยายุทธมาใหม่ก่อน แต่ถ้าอ่านแล้ว เห้ย! เกิดอาการมันเขี้ยว ว่าเราเขียนได้มากกว่านี้อีกเยอะ อย่างงี้พอจะมีลุ้น

4. เขียนสารบัญ ชื่อหนังสือ (คร่าวๆ) ตัวอย่างหนังสือสัก  30-40% ของเล่ม เพื่อเตรียมเป็นต้นฉบับ (ที่เหลือนึกไว้ในใจว่าจะเขียนอะไร ยังไงดี? ถ้าเป็นนิยายก็ต้องมีพล็อตตั้งแต่เริ่มจนจบ)

5. หาทางส่งต้นฉบับนี้ไปให้สำนักพิมพ์ ที่อยู่ contact หาจากอากู๋และร้านหนังสือ

6. เขียนใบปิดหน้าโฆษณาตัวเอง เราเป็นไผ? ส่งมาเมล์มาทำอันหยัง? ทำไงให้เค้าอยากอ่านเนื้อในของเรา? ทำไงให้เมล์เราโดดเด้ง? ต้นฉบับดิ้นปับๆๆ หน้าบก. (เว่อรรร์ม่ะ!!)

7. ถ้าทำได้ หาทางนัดเข้าไป present ต้นฉบับกับกองบก.เองเลยค่าา ยินดีจะไปคอย ยินดีไปรอ ถ้าไม่ได้ส่งเมล์ ส่งปณ. ทำทุกทาง (ดูด้วยน้าา--บางสำนักพิมพ์บอกเลยว่ารับเฉพาะเมล์ บางแห่งบอกรับเฉพาะปณ.)

8. หาทางส่งมากกว่า 1 สำนักพิมพ์เป็น plan B เพราะชีวิตต้องมีแผนสำรอง (สโลแกนอะไรน้าคุ้นๆ)

9. รออย่างมุ่งมั่นแต่ (พยายาม) เยือกเย็น (งงม่ะ?) คือเราตั้งตาคอยอยู่แล้วค่ะ แต่เราก็ต้องรอเป็นเรื่องธรรมดา ระหว่างนี้ก็อย่าเหี่ยวแห้ง อับเฉาให้พัฒนางานเขียนชิ้นใหม่ เล่มใหม่ต่อไป เพราะ J.K. Rowling ยังส่งต้นฉบับตั้งหลายหนนิ!
ข้างบนนี้เป็นวิธีที่หลินทำค่ะ แต่จริงๆ แล้วก็มีหลายวิธีที่มีคนอื่นเคยแชร์ไว้แล้วนะคะ ลองดูที่นี่ค่ะ
  • จากเว็บ Dek-D คำแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเขียน + รวบรวมรายชื่อสำนักพิมพ์ที่รับต้นฉบับ รายละเอียดเงื่อนไขในการรับ ระยะเวลาในการพิจารณาหนังสือ (ส่วนใหญ่เป็นนิยาย)  http://www.dek-d.com/writer/34500/ (จอร์ช!! มันยอดค่าา)
  • จากเว็บ Dek-D  เหมือนเดิม แต่รวมสำนักพิมพ์เฉพาะนิยาย แยกรายสำนักพิมพ์พร้อมเงื่อนไขในการรับต้นฉบับ http://writer.dek-d.com/monvalee/story/view.php?id=866344
  • จากเว็บนานมี วิธีส่งต้นฉบับแบบละเอียดยิบๆ  http://www.nanmeebooks.com/reader/news_inside.php?newsid=741
ขอให้โชคดีกันทุกคนนะคะ อย่าลืมว่ากรุงโรมบ่ได้สร้างในวันเดียว ส่งต้นฉบับครั้งเดียวไม่ผ่านแล้วเลิก จะเสียเวลาที่เขียนมาทั้งหมดนะ ที่ถูกคือลองส่งใหม่ ถ้ายังไม่ผ่าน ลองถามหาจุดที่เราต้องปรับปรุง บก.บางคนบอก (บางคนไม่) ให้เอามาแก้ไขแล้วสู้กันใหม่ค่ะ!!

เอาใจช่วยนะคะ^^
หลิน



Sunday, July 12, 2015

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเอาหนังสือไปขายที่ Amazon

โพสนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าพูดจากประสบการณ์ตรงแท้ๆ เลยค่ะ ไม่ได้เอาของใครที่ไหนมา มาจากคำถามที่หลินเจอบ๊อยบ่อยมาเล่าสู่กันฟังนะคะ อ่านแล้วจะรู้ว่าบางทีเราคิดไปเอง ที่สำคัญคิดไปใหญ่โตเกินความจริงซะตั้งเยอะแน่ะ

ลองอ่านดูนะคะ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็บอกกล่าวกันได้ค่า



ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าจริงๆ แล้ว Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (แปลว่าฟรี!!)  แล้ว Amazon เก็บหัวคิวเป็นค่าดำเนินการจากยอดขายของหนังสือเอาค่ะ และนี่คือระบบของเค้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนแรก

แต่ด้วยความที่ว่าคนคิดระบบเนี้ยเป็นฝรั่ง Amazon จึงไม่รองรับภาษาไทยค่ะ และก็ไม่ใช่แค่ภาษาไทยที่ไม่รองรับเท่านั้น ภาษาอื่นๆ ที่มีจำนวนคนใช้ไม่เยอะในโลกนี้ก็ไม่รองรับเหมือนกัน เช่น พม่า ลาว เปอร์เซีย ตุรกี ฯลฯ

มาดูรายชื่อภาษาที่  Amazon รองรับ พูดง่ายๆ คือเขียนหนังสือแล้วเอาไปขายใน  Amazon  เป็นภาษาพวกนี้ได้ มีดังนี้ค่ะ^^

• Afrikaans 
• Alsatian 
• Basque 
• Bokmål Norwegian 
• Breton 
• Catalan 
• Cornish 
• Corsican 
• Danish 
• Dutch/Flemish
• Eastern Frisian 
• English 
• Finnish 
• French 
• Frisian 
• Galician 
• German 
• Icelandic 
• Irish 
• Italian 
• Japanese 
• Luxembourgish 
• Manx 
• Northern Frisian 
• Norwegian 
• Nynorsk Norwegian 
• Portuguese 
• Provençal 
• Romansh 
• Scots 
• Scottish Gaelic 
• Spanish 
• Swedish 
• Welsh 

Source: https://kdp.amazon.com/help?query=language+in+kindle

จะเห็นว่ามีแค่เนี้ย!! อาไรเนี่ยยย
คือเอาตรงๆ คือน้อยมากกกค่ะ เพราะภาษาในโลกนี้มีถึง 5 พันภาษา!!! (เห้ย เพิ่งรู้เหมือนกัน 555)

ข้อมูลจาก http://my.dek-d.com/AngelTVXQ/blog/?blog_id=10104904)

ดังนั้น อยากจะทำหนังสือไปขาย Amazon จึงต้องมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาที่ Amazon รองรับ)ก่อน เชื่อป่าวคะว่าไม่เฉพาะแต่พวกเราที่ต้องส่งแปล ฝรั่งที่ใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก พวกนี้ก็ต้องส่งแปลเหมือนกัน ใน Amazon ถึงขั้นมี Translation Resources ไว้ให้บริการ แต่ใน Translation Resources  นี้ไม่มีภาษาไทยให้บริการค่ะ (ถึงมีก็ไม่แนะนำเพราะเป็นไปได้ว่าจะแพง เทียบกับค่าครองชีพของเค้าและเรา)

สำหรับหนังสือของหลินเอง เขียนเป็นภาษาไทยและส่งแปลค่ะ

ดังนั้น เว้ากันง่ายๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการแปลจะเป็นค่าใช้จ่ายเดียวที่เรามี จริงๆ เราไม่ต้องแปลก็ได้ถ้าเราเขียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่เพราะเหตุผลที่บอกไปข้างบน คนคิดเป็นฝรั่งค่ะ ระบบจึงไม่รองรับภาษาไทยด้วยเหตุนี้

แต่รู้ไหมคะ ว่าแบบนี้มีข้อดีอยู่อย่าง (ดีตรงไหนเนี่ยยยย!)

ก็เพราะว่าพอคนไทยเห็นว่ามันยุ่งยาก มันจุกจิก ดูแล้วก็ขี้เกียจทำ ท้อแท้ซะก่อน ก็เลยไม่ค่อยมีคนทำค่ะ เรื่องไทยๆ ใน Amazon ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ไม่ใช่คนไทยเป็นคนทำ ดูรูปปกข้างล่างเป็นตัวอย่าง เค้าขายตำราอาหารไทยใน Amazon  ค่ะ!

ไม่แน่ใจว่าคนซื้อไปทำจะได้ลองกินอาหารไทยจริงๆ หรือป่าว แหะๆ





นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกหนึ่งคะ ถ้าเราเป็นคนวาดรูปเก่ง หรือจัดหน้าเก่ง เซียนillustrator, photoshop, epub หนังสือประเภทหนังสือเด็ก (Kindle Kids' Book Creator) และหนังสือภาพประกอบ (Kindle Comic Creator) เป็นทางเลือกให้คุณค่ะ เพราะว่าหนังสือพวกนี้เน้นรูป ไม่ได้เน้นคำ บางหน้ามีรูปใหญ่ๆ แต่มีคำพูดคำเดียว เช่นเป็นรูปแตงโมลูกใหญ่กลางหน้าแล้วเขียนว่า Watermelon เป็นอันจบหน้าค่าาา เยี่ยมม่ะล่ะ


ทำกราฟฟิคไม่เป็นเลย โลว์เทคที่สุดในโลกา จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

คำถามนี้ต้องก๊อปเอาข้างบนมาตอบอีกหนค่ะว่า  "Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ด้วยเหตุผลนี้เองเค้าเลยคิดหาวิธีการที่ใครก็ได้ทำหนังสือได้ อะไรที่ยากๆ เดวเค้าคิดเครื่องมือง่ายๆ ไว้ให้ นี่คือ concept ของ Amazon

ดังนั้น แค่ใช้โปรแกรม word พิมพ์งานได้ก็ทำหนังสือได้แล้วค่ะ หลินก็ทำแค่แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเก่งขึ้นอีกก็ใช้ epub ค่ะ ส่วนหน้าปกเค้ามีเครื่องมือชื่อ Cover Creator ให้เลือกออกแบบหน้าปกทำได้เองอย่างง่ายๆ ประมาณว่าถ้าใช้ app แต่งรูปเป็น ก็ใช้ Cover Creator เป็นค่ะ

ง่ายไหมคะ :)

ดังนั้น อย่าเพิ่งกลัวไปเลยค่ะ^^ ถ้าคิดว่าอยากลองซักตั้ง ลองศึกษากันดูก่อน ว่าใช่ทางเราไหม ถ้าลองดูแล้วไม่ชอบแนวทางนี้ ก็เลิกได้ แต่อย่าเพิ่งฝ่อทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำเลยน้าา

สู้ๆ นะคะ^^

หลิน


Tuesday, May 26, 2015

ทำไม Amazon ถึงไม่ให้ขาย

เวลาโหลดหนังสือ ทำไมบางครั้งโดน ‪Amazon‬ ปฏิเสธ โดน ban อีกทำไงดี
บางทียิ่งกว่านั้น หนังสือขายอยู่ดีๆ Amazon เขียนอีเมล์มาบอกว่าไม่ให้ขายต่อ โอ้ยย...งง เพราะอะไรนะ

หลินได้รับคำถามมาว่า ทำไมเราทำหนังสือเองออกขาย เนื้อหาคิดเอง ก็ไม่ได้ไปลอกใครมานะ หรือเป็นผลงานคนอื่นแต่เราก็ทำแบบถูกกฏนะ

แต่ทำไมเวลาโหลดหนังสือเพื่อขายกลับได้รับการปฏิเสธล่ะ
เรื่องนี้ต้องเล่าให้ฟังแบบนี้ค่าาา




แบ่งเป็น 2 กรณีนะ

กรณีแรก ผลงานของเราเองแต่โดน Ban มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้ค่ะ
พวกรูปโป๊หรือเข้าข่าย หวาบหวิว อนาจาร

มีเนื้อหาทำนองผิดกฏหมาย เช่น สอนทำอาวุธ สอนวิธีฆ่าตัวตาย หรือสอนให้ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ ลัทธิทั้งหลายแหล่

มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่ฝรั่งอ่อนไหว เปราะบาง เช่น ผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศที่สาม ศาสนา


อีกประเภทก็คือ หนังสือขายไปแล้ว วัน (ร้าย) คืน (ร้าย) ได้อีเมล์จาก Amazon ให้เลิกขาย (ซะงั้น) ก็สามารถเดาได้ว่าหนังสือของเราที่ขายไปแล้ว มีลูกค้าที่ซื้อไป ร้องเรียนมาค่ะ แล้ว Amazon ตรวจสอบว่าจริง จึงระงับการขายหนังสือของเราไว้ก่อน

ถ้าผิดไม่เยอะแยะ เค้าอาจให้โอกาสแก้ไข แล้วอัพขึ้นขายใหม่ แต่ถ้าผิดเยอะมากๆ Amazon อาจไม่ให้ขายอีกเลยค่ะ

ตัวอย่างที่ลูกค้าร้องเรียน ก็เช่น พิมพ์ผิดเยอะมาก อันนี้ต้องระวังนะคะ บางทีนักเขียน เขียนต้นฉบับไว้หลายไฟล์ หลายเวอร์ชั่นมาก สับสน ถึงเวลาโหลดจริงๆ ดันเอาเวอร์ชั่นที่ไม่ใช่สุดท้ายขึ้นไปขาย พิมพ์ผิดเพียบว่างั้น

มีไฟล์รูปภาพคุณภาพต่ำเกิน เปิดออกอ่านในหนังสือ หน้าตาแตกเป็นเม็ดๆ ดูเลือนลางประหนึ่งถ่ายจากกล้องวงจรปิดอีกที ภาพพวกนี้ไม่ควรนำมาใช้ค่ะ

ต่อมาก็พวกเนื้อหาขาดๆ เกินๆ เคยเจอไหมคะ เวลาไปซื้อหนังสือตามร้าน บางทีเราได้หนังสือเล่มที่ไม่ผ่าน QC มา หนังสือกระโดดจากหน้านึงไปอีก 20 หน้าเลย ตอนสำคัญของหนังสือหายโหม้ดดด เซ็งอารมณ์คนอ่านเลยใช่ไหมคะ

แต่พอเป็นหนังสือเล่ม เราก็สามารถเอาไปเปลี่ยนที่ร้านหนังสือได้ แต่พอเป็น ‪eBook‬ ลูกค้าจึงร้องเรียนไปที่ Amazon ได้ค่ะ


ลักษณะทำนองนี้ทาง Amazon ก็สามารถปฏิเสธหนังสือของเราได้ค่ะ อย่างที่บอกบางทีเค้าให้โอกาสไปปรับปรุงไฟล์แล้วมาขายใหม่ ถ้าเราเป็นบ่อยๆ เยอะๆ account เราก็จะโดน ban ได้

ดังนั้น ต้องระมัดระวังหน่อยเวลาอัพหนังสือนะคะ
ด้วยความปรารถนาดีจากหลิน^^ 
จะได้ไม่ต้องมาทำงานซ้ำสองค่า

เดี๋ยวตอนหน้ามาต่อกันในกรณี 2 เอาผลงานคนอื่นมาขายแบบถูกกฏ แต่ทำไม๊ยังโดน Ban จาก Amazon อีกนะ เซ็งจุง

หลิน

‪#‎เขียนหนังสือขาย‬