Showing posts with label Bestseller. Show all posts
Showing posts with label Bestseller. Show all posts

Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

ทุกครั้งที่หลินไปแชร์ประสบการณ์ทำไงให้หนังสือขายดี? มักจะมีคำถามที่เกิดขึ้นในคลาสบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามที่หลายๆ คนคาใจ หนึ่งในนั้นก็คือเวลาทำหนังสือขายแค่ทำหนังสือดีๆ ออกมาวางขาย (ทั้ง Offline หรือ Online) ก็เสร็จแล้วใช่ป่าว? แค่วางไว้เฉยๆ หนังสือก็ขายเองเลยได้ใช้ไหม??

สำหรับคำถามยอดฮิตแบบนี้ หลินเองแต่ก่อนจะตอบว่าใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว  O_o'

ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ?

ตามความคิดของหลิน เดี๋ยวนี้คนเราวันๆ ได้ข้อมูลถล่มทลายมากมาย Newsfeed ใน Facebook มีไม่รู้เท่าไหร่ บางคนมี friends เยอะๆ มาก อ่านแทบไม่ทันทีเดียว แถมที่สำคัญคนเรายังมีความอดทนน้อยลงๆ ที่จะรออ่านอะไรที่คิดว่าไม่น่าสนใจไม่ได้อีกแล้ว

ผลวิจัยบอกว่า คนเราสามารถอดทนอ่านโพสโซเชี่ยลได้แค่ 8 วินาที ??!!!!

แปลว่าไรนะ?? ก็แปลว่าหลังจากนั้น ถ้าไม่โดน ก็เขี่ยหน้าจอให้ผ่านค่าาา TT เศร้าแพรบเขียนแทบตายแน่ะ!!

ถ้าอย่างงั้น วันนี้เรามารู้จักวิธีโปรโมทตัวเองแบบฉบับนักเขียนกันดีกว่าค่าา ประยุกต์ใช้ได้ทั้งตลาดไทยและตลาดนอกนะคะ ติดตามกันเรยยย^^^

ข้อ 1 เขียน Blog
พอพูดถึงเขียน Blog หลายคนอาจร้องยี้ ใครจะอ่าน? เดวนี้ Blog เยอะแยะไปหมดแล้ว!!

ตอบ ในความคิดของหลิน หลินคิดว่า Blog เหมาะมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ค่ะ เพราะได้ฝึกฝนการเขียน ลองตลาดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกๆ เรายังไม่รู้หรอกว่าตลาดเป็นไง? อยากอ่านแบบไหน? เราเขียนได้ไหม? ต้องปรับเบา หนัก อ่อน ตรงไหนอีก??

ว่ากันง่ายๆ ถ้าเขียนให้อ่านฟรี ยังไม่มีคนอยากอ่าน วันนึงเราจะออกหนังสือจะมีคนซื้อเหรอ?

แต่ถ้าเราจับทางถูก เราจะมีแฟนคลับของตัวเอง แฟนคลับกลุ่มนี้ล่ะค่าา เป็นผู้คอยสนับสนุนเรา คอยแชร์ post แชร์ผลงาน แชร์งานเขียนของเรา คนก็จะรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งมีผลอย่างมีนัยนะต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราในอนาคตค่ะ

ถ้ามี Blog ของตัวเองแล้ว ก็ต้องพยายามโพสให้สม่ำเสมอ Blog ที่หมั่นโพสจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นๆ Blog มีแห้งเหี่ยว ว่างทีโพสที จะเสียความนิยมกลายเป็นดาบสองคมซะงั้น





ข้อ 2 วางแผนโครงสร้างของ Blog เรา
ทำไมต้องวางแผน? นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนเลยไม่ได้เหรอ??

ตอบ จิงๆ แล้วได้ค่า แต่การวางแผนโครงสร้างว่า Blog เราจะพูดเรื่องอะไรมั่ง จะทำให้จับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนคลับเราได้ชัดๆ ไม่สะเปะสะปะ ไม่จับฉ่ายในหม้อ ชัดเจนในจุดยืนว่างั้น

ในทางกลับกันผู้อ่าน Blog เราก็ชัดเจนที่จะชอบเราด้วยนะ คาดว่าจะมาพัฒนางานเขียน ตาม Blog ของหลิน วันนึงหลินจู่ๆ ลุกขึ้นขายครีมหน้าขาว ผู้อ่านคง unfollow โดยไม่ต้องคิด ถูกไหม?




ข้อ 3 สร้าง connection กับคนอื่น
ทำไมต้องสร้าง? แค่เขียนหนังสือ ต้องรู้จักคนมากมายด้วยเหรอ? เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเจอใครอ่ะ


ภาพจาก kassaone.ru

ตอบ การสร้าง connection ที่ดีกับคนอื่นๆ ในธรุกิจเดียวกัน หลินว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดีอยู่แล้วนะคะ ถ้าในวงการนักเขียน ก็คงต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น สำนักพิมพ์ กราฟฟิค คนจัดหน้า บก. นักเขียน ghostwriter ฯลฯ เอาไว้

คงจะไม่มีใครเถียงว่า connection ที่ดีทำให้งานง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น ใช่ไหม?

หลินแนะนำว่าโซเชี่ยลทุกประเภทเป็นคำตอบที่ดี แล้วแต่จะเลือกใช้เพราะมันง่าาายและฟรีค่าา (เค้าชอบของฟรีๆ อิ อิ)




ข้อ 4 เป็นแขกรับเชิญใน Blog อื่น หรือมีบทสัมภาษณ์คนอื่นใน Blog เรามั่ง
ทำแล้วได้อะไรเหรอวิธีเนี้ย? กลัวจะเหนื่อยฟรีอ่ะดิ?


ตอบ วิธีนี้เหมือนช่วยให้เราได้โฆษณาตัวเองบนฐานของแฟนคลับของ Blog อื่น ในทางกลับกันเวลาเราเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญใน Blog เรา ก็เหมือนสร้างสีสันให้กับ Blog เราเองด้วย ไม่น่าเบื่อ

หลินเองก็ไปสัมภาษณ์ใน CEO Blogger ในฐานะแขกรับเชิญ ด้วยเหตุผลนี้เหมือนกันค่าา คลิกโลด
http://www.theceoblogger.com/1507006/




ข้อ 5 เวลาโปรโมททั้งที อย่าโปรโมทแต่หนังสือ ให้โปรโมทตัวเองด้วย
ทำไมต้องทำอย่างงั้นล่ะ?

ตอบ เพราะอย่างงี้ค่ะ หนังสือของเราหรือผลิตภัณฑ์จากเรา ต่อๆ ไปก็คงไม่ได้มีแค่เล่มเดียวหรืออย่างเดียว ก็คงมีหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นๆ การโปรโมทแค่หนังสือเล่มเดียวของเรา หลินว่าไม่ยั่งยืนเท่ากับโปรโมทตัวเองในฐานะนักเขียน เพราะเมื่อเรามีแฟนคลับที่ติดตามแล้ว ต่อไปเราจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อะไร  ก็จะมีคนกลุ่มนี้คอยสนับสนุน เค้าสนับสนุนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากเรา ไม่ใช่เพราะแค่เคยเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้เฉยๆ เพราะถ้าโปรโมทแต่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ต่อไปเมื่อหน้าปกเปลี่ยน เค้าก็จำไม่ได้ล่ะว่าใครเขียน??

ลองเอาไปปรับใช้ดูกันนะคะ^^

หลิน

Wednesday, September 2, 2015

ขึ้นอันดับ 1 !!

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle ขึ้นอันดับ 1 ของ Ookbee ในหมวดธุรกิจและการลงทุนค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับทุกการสนับสนุนและเห็นว่าหนังสือที่หลินเขียนมีประโยชน์นะคะ^^
หลิน




Tuesday, August 25, 2015

วิธีให้ Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวหนังสือเรา!!

หลินเพิ่งไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ How To Get Amazon’s Top Customer Reviewers To Review Your Book ตัวหลินเองก็เพิ่งได้ความรู้ใหม่ตรงนี้ด้วย เลยแปลมาให้อ่านกันนะคะ คิดว่าจะเป็นประโยชน์มากๆ เลย กับคนที่จะเอาหนังสือไปขายที่ Amazon ค่า^^

ภาพจาก http://www.wordstream.com/


Amazon’s Top Customer Reviewers  คืออะไร? 

ก่อนจะเล่าก็ขอเกริ่นหน่อยเพื่อความเข้าใจง่ายว่า การซื้อขายของใน Amazon ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายของออนไลน์ทั่วไป แม้กระทั่งในไทยเอง เช่น pantip market ดังนั้น การที่คนซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือเป็นหนังสือ ซื้อมาแล้วมารีวิวว่าของเค้าดีเจงๆ หรือหนังสือน่าสนใจจริงๆๆ (ไม่ใช้ม้า!) ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้คนที่จะซื้อตัดสินใจได้ง่าย รีวิวดีๆเยอะก็ขายได้เยอะ ขายได้เยอะคนก็กลับมารีวิวอีก วนลูปต่อไปเรื่อยๆ เค้าถึงว่าอะไรที่ขายดียิ่งขายดีขึ้นเรื่อยๆ ใช่ป่าวคะ

ที่นี้ที่ Amazon นี่ก็ยิ่งกว่า เพราะมีการจัดอันดับ Amazon’s Top Customer Reviewers ไว้ด้วย แปลเป็นไทยประมาณว่า "นักรีวิวระดับท๊อปของอะเมซอน" นักรีวิวพวกนี้มีจำนวนรีวิวที่เย๊อะมากกก คนที่ได้อันดับ 1 ณ วันนี้รีวิวไป 3,000++ รีวิว เอิ๊กกกกก..!!!! และก็ไม่ใช่รีวิวเอาปริมาณเข้าว่าด้วยนะ  รีวิวของเค้าเหล่านั้นได้รับการโหวตว่าเป็นรีวิวที่มีประโยชน์ต่อคนซื้อคนต่อๆ ไป คนที่ได้รับการโหวตว่ามีประโยชน์มากและจำนวนรีวิวมากพอ ก็จะได้ติด Amazon’s Top Customer Reviewers  !!!

นอกจากนี้ เมื่อเค้าเหล่านี้ไปรีวิวอะไรใน Amazon อีกก็ตาม ข้างใต้ชื่อเค้าตรงที่รีวิวก็จะขึ้นแถบว่าเป็น Top 500 reviewers หรืออื่นๆ ตามแต่จัดอันดับ สร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มไปอีกค่ะ

แล้วนักเขียนจะได้ประโยชน์อะไรนะ?

สั้นๆ เลย ถ้าได้รีวิวดีๆ จาก Top Customer Reviewers ก็จะช่วยสนับสนุนยอดขายหนังสือของเราด้วยค่ะะะ^^  เพราะนักรีวิวพวกนี้ ถ้าจัดอันดับดีๆ ส่วนใหญ่มี blog หรือเว็บไซด์ของตัวเอง  มีฐานแฟนคลับของตัวเองจำนวนมาก พอเค้ารีวิวหนังสือเรากลุ่มแฟนคลับที่ติดตามเค้าอยู่ก็จะเห็นหนังสือหรือสินค้าของเราไปด้วยค่ะ  เราจึงได้โฆษณาฟรีแบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาค่าา เฮ!!)

แล้วจะทำไงให้เค้ารีวิวล่ะ บ้านก็ไม่ใกล้กันซะหน่อย เค้าก็ไม่รู้จักเราด้วย เค้าจะยอมรีวิวให้เราง่ายๆ เหรอ?

ลองทำแบบนี้สิคะ :)


  1. ไปที่ลิงค์นี้ https://www.amazon.com/review/top-reviewers  
  2. จะมีรายชื่อนักรีวิวเยอะแยะเลยค่ะ ให้เลือกดูประวัติการรีวิวของเค้าล่าสุดว่าเค้ารีวิวสินค้าหรือหนังสืออะไรบ้าง สำคัญ*** บางคนไม่รีวิวหนังสือนะคะ รีวิวเฉพาะของที่ขายใน Amazon***
  3. สำหรับหนังสือ ให้ดูหัวข้อ interest ว่าเค้าสนใจหนังสือประเภทไหน?  บางคนเขียนเลยว่าไม่รีวิวนิยาย ไม่รีวิวเรื่องสั้น ฯลฯ
  4. เลือกมาสัก 3-4 คนค่ะ จะต้องเลือกเผื่อไว้ด้วยเพราะต้องทำใจรับหากเค้าไม่ตอบรับรีวิวของเรา
  5. หาอีเมล์ของเค้าในหัวข้อ contact information แล้วส่งไฟล์หนังสือของเราไปหา เขียนโน้ตสั้นๆ ไปด้วยว่าอยากให้เค้ารีวิวให้ เพราะเห็นว่าคุณสนใจหนังสือแนวนี้ และขอบคุณมากๆ


ถึงแม้ว่านักรีวิวจะช่วยให้กระตุ้นยอดให้หนังสือเราขายดี แต่เหล่านี้คือ ***ข้อเสียที่เราต้องเตรียมใจรับไว้ หากเราขอให้รีวิวค่ะ***


  1. เค้าอาจจะไม่ตอบ ไม่สนใจเงียบไปเลย (แต่เรา back up ไว้แล้วด้วยการเลือก 3-4 คน)
  2. เค้าจะรีวิวว่าหนังสือเราห่วย !!! อ๊ากกซซ์์!!  ทางแก้อันนี้คือเราควรต้องคัดเลือกคนที่เราจะรีวิวด้วย ด้วยการเข้าไปดูในลิงค์  Amazon’s Top Customer Reviewers ข้างบน ใช้เวลาและเลือกอย่างพิถีพิถันหน่อย ไม่ใช่หว่านแหแล้วส่งๆ ไป ถ้าไม่ต้องกับความสนใจของเค้า เค้าอาจรีวิวผิดๆ ถูกๆ ก็ได้
เคล็ดลับนี้หลินว่าไม่เลวนะคะ เหมือนกับเราได้โฆษณาหนังสือไปในตัวแบบฟรีๆ แต่ต้องเลือกให้ดีว่าจะให้คนไหนรีวิวหนังสือเรา ในกรณีที่เราขายของก็ลองหาช่องทางให้เค้ารีวิวสินค้าของเราผ่านทาง Amazon’s Top Customer Reviewers ก็ได้ เพราะมั่นใจว่าคนอื่นๆ หรือชาติอื่นๆ ที่ซื้อของก็อยากได้ความเชื่อมั่นในรีวิวผ่าน Amazon’s Top Customer Reviewers ทั้งนั้นนนค่าา^^

โชคดีกันทุกคนนะคะ ว่าแล้วหลินไปลองหา Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวมั่งดีกว่าา

หลิน^^











Wednesday, June 10, 2015

บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี (ตอนที่ 2)


เมื่อวานนี้เราคุยกันว่า ‪‎หนังสือขายดี มีหลายปัจจัย 1 ในนั้นก็คือเทคนิคต่างๆ ที่หลินเอามาแชร์กันค่ะ โดยรวบรวมมาจากนักเขียนระดับ ‪‎bestseller ทั้งหลาย

หลายคนมีเทคนิคเฉพาะตัวมากๆ เรียกว่าไม่ใช่แฟนทำแทนบ่ได้เลยทีเดียว แต่เทคนิคที่หลินรวบรวมมานี้ ดูแล้วว่าเป็นเทคนิคที่นักเขียนหนังสือแนวไหนก็ลองเอาไปปรับใช้ได้ มาอ่านต่อกันที่ขั้น 5 จนถึงขั้น 9 เลยค่ะ

ป.ล. อ่านจบแล้ว อย่าซึมซับเฉยๆ ต้องลงมือปฏิบัติด้วยน้า ถึงจะเห็นผล หรือใครมีแนวอื่นที่ช่วยโปรโมทหนังสือตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็น ‪eBook ใน ‪Amazon เท่านั้นก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยค่ะ

แลกเปลี่ยนความรู้ เราจะได้พัฒนาตัวเองและเก่งขึ้นๆ ด้วยกันนะจ๊ะ^^




ขั้นที่ 5 หมวดหมู่ต้องถูก

ปกติเวลาหนังสือเอาไปขายตามร้าน จะต้องมีพนักงานร้านมาจัดหนังสือลงเป็นหมวดๆ ให้ลูกค้าหาเจอใช่ไหมคะ แต่เพราะว่านี่เป็น eBook เราจำเป็นต้องลงหมวดหมู่เองค่ะ การจัดหมวดนี่สำคัญมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว) หลายคนไม่ตั้งใจทำให้ดี กลับมาตกม้าตายตอนจัดหมวดซะงั้น

คิดง่ายๆ จัดหมวดผิดลูกค้าหาไม่เจอ หนังสือดียังไงแต่คนซื้อหาไม่เจอก็จบห่านค่ะ ประหนึ่งว่าหนังสือเราขายวิธีการ DIY จัดสวนแต่เอาไปไว้หมวดวรรณกรรมเยาวชนแฮรี่ พอตเตอร์ยังไงยังงั้น (คนอ่านแฮรี่คงมีน้อยคนที่คิดอยากจัดสวนหลังบ้านอ่ะ)

ขั้นที่ 6 รายละเอียดหนังสือต้องเยี่ยม

หนังสือทั่วไปจะมีปกหลัง หรือคำนิยมข้างหน้าสรุปสั้นๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร eBook ก็เหมือนกันค่ะ จะมีช่องเรียกว่า description ให้เขียนบรรยายหนังสือตัวเอง พูดง่ายๆ description คือใบปิดโฆษณาอย่างย่อของหนังสือนั่นเองค่ะ

วิธีการคือเขียนให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย (ถึงแม้ว่าหนังสือคุณจะเป็นหนังสือเฉพาะทางมากกๆๆ แต่พยายามเขียนให้อ่านง่ายเข้าไว้ เค้าจะได้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย) บอกคนอ่านว่าจะได้อะไร และอย่าลืม (ถ้ามีโอกาส) แทรก ‪‎keyword ไว้บ้าง (ตามแผนบันไดขั้นที่ 1อิ อิ)

ขั้นที่ 7 หาคนมาเชียร์ของ

สำหรับ eBook ใน Amazon จะมีช่องให้ customer review ค่ะ เค้าแนะนำว่าเราสามารถให้เพื่อน ญาติ คนรู้จักมาช่วยเขียนรีวิวในหน้านี้ได้ วิธีนี้จะช่วยสร้าง traffic และความคึกคักของหนังสือเราให้มากขึ้น จนส่งผลให้ผ่านสายตาลูกค้าตัวจริงในที่สุด เย้!

ขั้นที่ 8 อย่าลืมโปรโมทหนังสือตัวเอง

ในร้านหนังสือทั่วไป บางทีเราจะเห็นซุ้มโปรโมทหนังสือเล่มนู้นนี้ ติดป้าย “แนะนำ” ติดป้าย “ออกใหม่” และติดป้าย “ขายดี” ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีโปรโมทหนังสือในร้านหนังสือค่ะ

ใน Amazon ก็วิธีโปรโมทหนังสือแบบนี้เหมือนกัน แต่คนเขียนต้องเข้าไปทำเองเพราะเป็น self-publishing 100% วิธีที่ว่าได้แก่ แจกให้โหลดฟรีในระยะเวลาที่กำหนด ลดราคาภายในวันเวลาที่กำหนด ให้คนอื่นเป็นของขวัญ ทำโฆษณาแบบเสียตังค์ (คล้ายๆ facebook ad) ฯลฯ ขึ้นอยู่กับงบของนักเขียนและวิธีการค่ะ

ขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 9 ใช้ social media ช่วยกระตุ้นยอด

ทั้ง blog, Fanpage ไปแปะลิงค์ตาม group ที่เนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือเรา ว่ากันง่ายๆ วิธีไหนก็ตามให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดก็จัดไปค่ะ

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าค่า^^


หลิน

Tuesday, June 9, 2015

บันได 9 ขั้นสู่ ‪#‎หนังสือขายดี‬ (ตอนที่ 1)

หลินเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของนักเขียนทุกคน ก็คืออยากให้หนังสือตัวเองขายดี มีคนชอบ และคงภูมิใจน่าดูที่เห็นผลงานของตัวเองวางขาย ตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ไหนๆ รักจะทำหนังสือ อยากเป็นนักเขียนตามฝัน ก็พยายามเสาะหาวิถีทางที่ทำให้หนังสือขายดีหรือมีคนชอบ ค้นหาวิธีว่านักเขียนระดับ ‪bestseller เค้าทำไงกันนะ หาข้อมูลมาก็เยอะ อ่านตำรานู้นนี้นั้นเยอะแยะ ปวดตาก็มาก 55 



จนได้ข้อสรุปที่คล้ายๆ กันของนักเขียนขายดีทั้งหลาย ว่าส่วนใหญ่เค้าทำกันแบบเนี้ยค่ะ (อาจจะมีมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องพรสวรรค์หรือความสามารถเฉพาะตัวของนักเขียนคนนั้น ประมาณว่าเส้นทางเศรษฐีเค้าทำกันแบบเนี้ย วิธีรวยประมาณนี้ แต่คนนี้เค้ารวยจากเรื่องไอที คนนั้นเค้ารวยจากเรื่องซื้อกิจการมาแต่งหน้าแล้วขายต่อ ฯลฯ)

มาติดตามอ่าน บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี ที่เอาไปใช้กับงานเขียนอื่นๆ ได้อีกด้วยค่ะ ไม่จำเป็นเฉพาะตลาด eBook‬ ใน ‪Amazon อย่างเดียว

ขั้นที่ 1 เค้าว่าหนังสือดีต้องมี keywords
หมายถึงว่าเราในฐานะนักเขียนต้องหา keywords ให้หนังสือ keywords ตัวไหนที่คนชอบ search ชอบหา เป็น Top search เราควรบรรจุคำเหล่านี้ไว้ในคำโปรย ปกหน้า ปกหลัง หรือที่อื่นๆ ในหนังสือของเราด้วย เพื่อให้เวลาลูกค้าหา keywords พวกนี้จะได้หาเจอง่าย ติดชื่อหนังสือของเราไปด้วย

Keyword ที่ดีไม่ควรเป็นคำธรรมดาเกิ๊น ยกตัวอย่างเช่น คำว่า love เพราะใครๆ ก็หา หากันเยอะแยะ แล้วเมื่อไหร่จะถึงเราล่ะ อาจเป็นหน้าที่ 1,890 ในอากู๋ก็เป็นได้ ดังนั้นควรจะเป็นคำที่คนหาเยอะ และหากจะใช้ loveอยู่ ก็ควรเฉพาะเจาะจงลงไป เช่น love story หรือ love home & kitchen เป็นต้น

ขั้นที่ 2 ‪‎ชื่อหนังสือต้องโดน‬
เอากฎ 5 อย่างไปเลยค่ะ ได้จำง่ายๆ

1. จำง่าย มีจังหวะของคำ (คงไม่มีใครจำชื่อหนังสือยาวเป็นวาได้ สังเกตดู ชื่อหนังสือ ชื่อยี่ห้อสินค้า ส่วนใหญ่มักกระชับ สั้น 3-4 พยางค์แค่นั้น บางทีคล้องจองกันด้วย)
2. ไม่ต้องใช้คำยาก และยาวเกินไป (ถ้ายากเกิน อ่านแค่ชื่อปกก็ท้อล่ะ ขี้เกียจอ่าน แล้วใครจะซื้อ)
3. สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย (เช่น ขายหนังสือลดน้ำหนัก คำอะไรที่คนลดน้ำหนักอยากเห็น หรือขายหนังสือทำกับข้าว ก็ไม่ควรจะพูดถึงความอ้วน—เกิดเค้ากลัวขึ้นมาแล้วใครจะซื้อ)
4. อ่านแล้วรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ พูดถึงเรื่องอะไรภายใน 3 วินาที (ไม่ใช่อ่านจบแล้วยังงง นี่หนังสืออะไรอ่ะ)
5. บอกสิ่งที่ผู้อ่านจะได้รับเมื่ออ่านจบแล้ว หรืออ่านแล้วจะรู้เรื่องอะไรบ้าง (เช่น บอกว่าจะผอม บอกว่าจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม บอกว่าจะพัฒนาสมองซีกซ้าย บอกว่าจะรู้ว่าไปเที่ยวเมืองไทยแล้วสนุกยังไง ฯลฯ)

ขั้นที่ 3 ‪คำโปรย‬ (subtitle) ปกต้องโดน
ต้องมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับปกหนังสือค่ะ อย่างน้อยต้องส่งเสริมกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง สมมติว่าชื่อหนังสือบอกว่า “ออกกำลังกายทุกวันแล้วจะสวย” คำโปรยปกก็ควรจะประมาณว่า “เทคนิคสร้างการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย ถึงแม้ว่าเราจะโคตรขี้เกียจก็ตาม”

ขั้นที่ 4 ‪รูปปกต้องเด่น‬
เพราะเวลาหนังสือขายไม่ว่าจะเป็น eBook หรือหนังสือเล่ม เราจะต้องเจอคู่แข่งมหาศาล มโหฬาร รูปปกที่ดีต้องเห็นแวบเดียวแล้วรู้เลย ไม่งั้นลูกค้าอาจผ่านไปเลือกตัวเลือกอื่นๆ ก็ได้ สิ่งสำคัญได้แก่ ตัวหนังสือต้องอ่านง่าย และขนาดใหญ่พอที่จะอ่านออก ตัวหนังสือไม่จมไปกับ background และ background อย่ารกเกิ๊น จนเหมือนประหนึ่งว่าใครอ่านออกสามารถไปขูดเลขแทงหวยได้

เดวมาต่อตอนหน้ากับ บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี (ตอนที่ 2) นะคะ^^

หลิน

Friday, May 29, 2015

I finally have no excuse not to write.


ผู้หญิงคนนี้เธอชื่อ Cassia Leo เป็นนักเขียน ‪Bestseller ของ ‪Amazon‬ ค่ะ เล่าให้ฟังว่า ชอบงานขีดๆ เขียนๆ มาตั้งแต่เล็ก แต่ไม่มีโอกาสได้ทำความฝันให้เป็นจริง จนแต่งงานมีลูกและกลายเป็น single mom ความฝันเรื่องเป็นนักเขียนก็ถูกพับใส่ลิ้นชักไปเลย





เธอเคยทำงานเป็นเลขาฯ ค่ะ ซึ่งงานเป็นงานเป็นโปรเจคจบเป็นงานๆไป หลังๆ มานี้สังเกตเห็นว่ามีเพื่อนร่วมงานโดนเลย์ออฟมากๆ ขึ้น เธอก็คิดว่าต่อไปถึงคราวตัวเองแน่
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ !

มาถึงตอนนี้ เธอพูดว่า "I finally have no excuse not to write" "ฉันไม่มีข้ออ้างอะไร ที่จะไม่เขียนอีกแล้ว"

Cassia Leo ใช้เวลา 6 เดือนไปอาศัยบ้านญาติ (เข้าใจไม่ต้องการเช่าบ้าน เพราะตกงาน) อยู่พร้อมลูกสาวแบบอัตคัด เพื่อเขียนหนังสืออย่างเดียวจนเสร็จ

ปัจจุบันเป็นนักเขียน ‪‎eBook‬ Bestseller ของ Amazon

"You finally have no excuse not to write" "คุณไม่มีข้ออ้างอะไร ที่จะไม่ (เริ่ม) เขียนอีกแล้วนะคะ"

หลิน