Showing posts with label นักเขียนอิสระ. Show all posts
Showing posts with label นักเขียนอิสระ. Show all posts

Tuesday, January 12, 2016

ขายหนังสือเองง่ายจริงๆ^^

สวัสดีค่ะพลพรรคนักเขียนทุกคน หลินต้องขออภัยด้วยนะคะที่ห่างหายจากเพจไปสักช่วงนึง พอดีช่วงนี้หลินเพิ่งจะออกหนังสือ eBook ภาษาจีนของตัวเองอีกเล่ม พร้อมกำลังจะมีคอร์สสัมมนาภาษาจีนของตัวเองด้วย เลยทำให้ความถี่ของ Blog นักเขียนน้อยลงไปบ้าง ยังไงก็ฝากติดตามกันเรื่อยๆ เหมือนเดิมนะคะ หลินสัญญาว่าจะหาข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับนักเขียนมาอัพต่อๆ ไปค่ะ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับนักเขียนและ (ว่าที่) นักเขียนทุกคนอย่างแน่นอน



อย่างที่บอกไปว่าตอนนี้หลินเพิ่งออกหนังสือ eBook ของตัวเองไปอีกเล่ม เลยได้ข้อมูลหลายๆ อย่างที่อยากมาแชร์ในวันนี้ค่ะ ว่าเดี๋ยวนี้ทำหนังสือขายเองมันง่ายมากกกๆๆ ไม่ยากเลยจริงๆ ที่เราจะมีหนังสือสักเล่ม หลินอยากเน้นว่าแบบไม่ต้องมี connection แบบไม่ต้องง้อใคร แบบไม่ต้องมีเส้น แบบไม่ต้องดัง ฯลฯ  เหมือนอย่างหลินก็ขายได้นะคะ

ติดตามช่องทางขายหนังสือ ขายเองแบบง่ายๆ ได้ในโพสนี้ค่ะ^^

ตอนนี้ช่องทางขายหนังสือในเมืองไทยทั้ง eBook และหนังสือเล่มมีหลายช่องทางเลยค่ะ แบ่งง่ายๆ เป็น 2 แบบคือ ช่องทางแบบดั้งเดิม กับ ช่องทางออนไลน์ (อันนี้เรียกเอง แบ่งเองนะคะ อิ อิ) ช่องทางแบบดั้งเดิมคือร้านหนังสือต่างๆ กับแบบออนไลน์ ก็คือเว็บไซด์ platform ขายหนังสือยี่ห้อต่างๆ  ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านหนังสือแบบดั้งเดิมก็ลงมาเล่นออนไลน์กันด้วยแล้วนะ

วันนี้มาโฟกัสช่องทางออนไลน์ที่นักเขียนอิสระอย่างเราๆ ทำเองได้ง่ายจัง ว่ามีช่องทางไหนบ้างนะคะ และทุกช่องทางที่คุยกันวันนี้ ต้อนรับนักเขียนอิสระอย่างเราๆ ค่ะ (หลินทำลิงค์ไว้ในแต่ละชื่อยี่ห้อแล้วค่ะ คลิกดูได้ทันที)



อันดับ 1 Ookbee

ไม่ต้องพูดกันเยอะมากสำหรับยี่ห้อนี้ในวงการ eBook   เค้า positioning ตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ทีสุดในไทยค่ะ

วิธีการสมัครก็ง่ายสุดๆ แค่เข้าไปที่ปุ่ม Writer ซึ่งผูกกับ facebook ก็สมัครได้แล้วค่ะ สมัครแล้วก็อัพหนังสือโหลดขายได้ทันที ใช้เวลาอนุมัติ 1 อาทิตย์ ค่าดำเนินการตอนนี้ Ookbee ไม่คิด แต่คิดค่าระบบปฏิบัติการที่ลูกค้าโหลด เช่น apple, IOS, android ซึ่งสัดส่วนไม่เท่ากัน (apple คิดแพงสุด)

ยิ่งถ้าหนังสือเราขายใน Ookbee แล้วขายดี ต่อยอดไปเป็น Ookbee Buffet, audio book ทำหนังสือเล่มขาย ทำแคมเปญระดมทุน http://creative.ookbee.com/  ได้อีกด้วยค่ะ

อันดับ 2 Mebmarket 

Mebmarket มีจุดเด่นคือเป็นตลาดขายนิยายที่ใหญ่มาก สมัครง่ายเหมือนกันเลยค่ะ ผูกกับ facebook ก็ได้ สำหรับหลิน  หลินว่า Meb ดีตรงที่อ่านผ่านคอมพิวเตอร์ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านผ่าน app อย่างเดียว เพราะบางคนไม่ถนัดอ่านผ่าน smartphone  แถมยังมีตัวอย่างหนังสือ (sample) ให้อ่านผ่านคอมพ์ได้ Smartphone ก็ได้ด้วย (ตัวอย่างหนังสือของ  Ookbee ต้องอ่านผ่าน app Ookbee เท่านั้นค่ะ)

ทีเด็ดของ Ookbee และ Mebmarket อีกอย่างคือ "ลิงค์ช่วยขาย"  ลิงค์นี้จะทำงานเหมือนเราเป็น "นายหน้า" กินค่าคอมมิชชั่นในการขายหนังสือของเรานั่นเอง ถ้ามีลูกค้าซื้อหนังสือผ่านลิงค์นี้ของเรา เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นในการช่วยขายหนังสือเล่มนี้ นอกจากเหนือจากผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นนักเขียนด้วยค่ะ^^ เจ๋งสุดๆ ไปเลยนะคะ

อันดับ 3  Naiin Writer (นายอินทร์)

นายอินทร์ Writer มาจากร้านหนังสือนายอินทร์นั่นเองค่ะที่มาจับตลาด eBook ด้วย สามารถโหลดไฟล์หนังสือขายเองได้ สั่งปริ้นท์เป็นเล่มกับนายอินทร์ก็ได้ ที่หลินทำหนังสือของตัวเองขายผ่านอินทร์ รู้สึกว่าเค้ามีเจ้าหน้าที่เอาใจใส่นักเขียนอิสระดีเลยค่ะ มีโทรศัพท์มาสอบถามเวลาเราทำกระบวนการไม่ถูก แนะนำช่วยเหลือนักเขียนอย่างเราๆ ดีมากค่ะ^^

อันดับ 4 Se-ed Writer (ซีเอ็ด)

เช่นเดียวกันกับข้อ 4 ซีเอ็ดก็ลงมาเล่นตลาด eBook หรือออนไลน์ด้วยเหมือนกัน (เดี่ยวน้อยหน้านายอินทร์เนอะ)  ในบรรดาเว็บไซด์ขายหนังสือเองยี่ห้อต่างๆ ซีเอ็ดเป็นเว็บที่ขอข้อมูลเยอะที่สุด ละเอียดที่สุดเลยค่ะ แต่เป็นการขอครั้งเดียว ถ้าผ่านแล้ว คราวหน้าโหลดเล่มใหม่ก็ไม่ต้องทำอีกค่ะ ดังนั้นคุ้มค่าที่จะทำนะคะ

อันดับ 5 ebooks.in.th/

ebooks.in เป็นอีกเว็บไซด์ที่ให้โหลดหนังสือ eBook ไปขายง่ายๆ สมัครโดยผูกกับอีเมล์หรือ facebook ก็ได้ค่ะ ทีเด็ดของเว็บนี้คือมีระบบ print-on-demand ที่ไม่มีขั้นต่่ำในการพิมพ์ หมายถึงว่าแค่ 1 เล่มก็พิมพ์แล้วค่าาา เย่!แถมยังมีช่วยจัดการส่งหนังสือแพคเสร็จเรียบร้อยไปยังบ้านของลูกค้าได้ทันที โดยที่นักเขียนไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องสต๊อกหนังสือ-สั่งขั้นต่ำเป็นหลักร้อยเล่ม-แพคของ-ส่งของ นี่ก็เจ๋งสุด ๆ เลยนะคะ^^



ได้แนวทางแล้ว อย่ารีรอรีบจัดหนังสือตัวเองมาขายด่วนๆ เลยค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^  (เสาร์นี้แล้วนะคะ) คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนที่เริ่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

รายละเอียดคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M 
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

หลิน











Sunday, December 6, 2015

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา 


หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเดี๋ยวนี้ information overload ใครๆ ก็เขียน Blog เปิด Facebook Fanpage  มีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะเต็มไปหมด แถมยังหน้า Newsfeed อีกจะอ่านก็อ่านยังไม่ทัน  ดังนั้น เขียน Blog ไปจะได้อะไรบ้างเนี่ย สงสัยจะเสียเวลาเปล่า? 

ความเห็นส่วนตัวของหลินแล้ว หลินแนะนำอย่างยิ่งเลยนะคะ สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียน (ว่าที่) นักเขียน หรือสนใจอาชีพนักเขียน ว่าเราควรจะฝึกหัดงานเขียนของเรา พูดง่ายๆ หาเวทีให้งานเขียนของเรา เพราะถ้าเราเขียนไปโดยที่ไม่มีคนได้อ่าน งานมโนอาจมาว่าที่เขียนเนี่ย ดีแล้ว เจ๋งแล้ว ไม่ถามไถ่ (ว่าที่) ลูกค้าในอนาคตเลย แล้วเวลาเราออกหนังสือจริงๆ ใครจะซื้อหนังสือเราล่ะคะ?

นอกจากนี้เนี่ย การเขียน  Blog  หรือใน Facebook Fanpage  มีข้อดีตรงที่ เราสามารถหาสไตล์งานเขียนของเราที่คนอ่านชอบ โดยดูจาก feedback คนอ่านจาก Blog หรือ Fanpage ได้ ไม่ว่าจะเป็นยอด Like ยอด Engagement (คือการที่ผู้อ่านมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเรา) ไม่ใช่เขียนปุ๊ป เงียบฉี่ วังเวงใจเสียเหลือเกิน และสุดท้ายคือยอด Share สมัยนี้ถ้าคนอ่านชอบเค้าจะ Share ต่อเองค่ะ เป็นการแนะนำเราให้กับเพื่อนๆ ของเค้าด้วยนะคะ^^

แต่หลายคนอาจมองว่าการเขียน Blog ใช้เวลามาก มีความรู้สึกว่าท้อเพราะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน  สรุปแล้วเราจะทำฟรีๆ หรือเปล่าล่ะเนี่ย อยากจะเลิกเสียเหลือเกิน TT

วันนี้หลินเลยมาจะมาแนะนำวิธีสร้างเงินจากงานเขียน Blog ของเรากันค่ะ ให้สิ่งที่เราทำไม่เสียเปล่า ติดตามกันเลยนะคะ^^





1. eBooks

รายได้ที่ง่ายที่สุดจากการเขียน Blog ก็คือรวบรวมงานเขียนของเราเป็น eBook โดยการเอาประโยชน์จาก feedback จากคนอ่านมาปรับปรุงงานเขียน เพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัยและน่าสนใจ ส่วนไหนไม่ครบถ้วน ยังขาดๆ เกินๆ ก็เอามาปรับปรุง แล้วทำออกมาวางขายเป็น eBook  

สิ่งที่ไม่ควรละเลยและสำคัญมากๆ ก็คือการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้อ่านของเรา ซึ่งเราเองก็สร้างมาแล้วส่วนนึงตอนเพียรเขียน  Blog  นั่นไงคะ เห็นไหมไม่เสียหลายเลยนะ ใครที่มีผู้ติดตามหรือแฟนคลับเยอะก็จะได้เปรียบตรงนี้  ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ  ใช้ช่องทาง social media และ online marketing เข้ามาช่วยค่ะ




2. Online Courses

หากเราเริ่มเป็นที่รู้จัก บางครั้งก็จะมีผู้ให้บริการ คอร์สออนไลน์มาติดต่อให้ทำคอร์สไปลงกับเค้าเช่น
skilllane หรือ ตลาดปัญญา

แต่หากเค้าไม่ติดต่อมา เราก็ติดต่อไปสิคะ เพราะเค้าก็ต้องการคอร์สเยอะๆ ในเว็บของเค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลายขึ้น  มีทั้งอัดเองส่งให้เค้าอัพขึ้นเว็บแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน หรือเราก็จัดคอร์สสอนสดแล้วนัดให้เค้ามาอัดก็ได้ค่ะ ได้ต่อที่ 2 ล่ะ^^




3. Seminars


การเขียน Blog เนี่ย พอเราเขียนไปสักพักแล้ว มีคนติดตามสนใจในเรื่องที่เรารู้ เราเชี่ยวชาญ เรายังสามารถจัดสัมมนา หรือคอร์สสอนสดได้ด้วยนะคะ เพราะมันดีต่อผู้เรียนตรงที่ถามตอบได้ทันที และบางเรื่องก็เป็นข้อจำกัดของ Blog หรือความยาวของบทความ ที่เราไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ทั้งหมดได้

แม้กระทั่งหลินเอง บางครั้งก็ไม่เขียนโพสยาวมาก เพราะก็ไม่รู้ว่ามีคนสนใจเรื่องที่เรากำลังโพสหรือเปล่า หลินดูเอาว่าหากมีคนสนใจเราก็ค่อยเพิ่มเติมเนื้อหาในตอนต่อไป เป็นตอน 2 ตอน 3 ก็ว่าไป



การสัมมนาจึงเป็นการได้มาคุยแบบเจอหน้ากัน มีอะไรก็ถามตอบได้ทันที และที่สำคัญอีกอย่างคือ เราได้มาเจอกับกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เป็นการสร้าง connection สำหรับทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันในอนาคตด้วยค่ะ^^ 


4. Affiliate Marketing

เมื่อจำนวนคนอ่าน Blog ของเรามีเยอะทำ affiliate ผ่าน  Blog ของเราสิคะ การติด affiliate รับค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้าออนไลน์ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีนะคะ แต่หลินต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพียงอยากจะบอกว่ามีคนทำเงินจากวิธีนี้ได้จริง เลี้ยงตัวเองได้ด้วยนะ
พูดง่ายๆ คือเน้นพัฒนา content ของ  Blog ให้น่าสนใจ พอมียอด Traffic เยอะๆ แล้วก็ทำ affiliate ป้ายโฆษณาสินค้าใน Blog ของเรา เวลามีคนมาซื้อของ เราก็ได้ค่าคอมฯ ค่ะ เจ๋งไหมคะ

พูดถึงตรงนี้ หลินเลยอยากขอยก case study จากน้องที่รู้จักคนนึง ที่กำลังจะออกหนังสือโดยการเริ่มจากการสร้าง Facebook Fanpage เพื่อเข้าหากลุ่มผู้สนใจ และในเวลาเดียวกันก็สามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้อีกด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเป้าหมายของน้องคือออกหนังสือไปเรียนต่อประเทศอินเดีย  ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้หญิงกลัวกันหนักหนาว่าอันตราย อย่าว่าแต่ไปเรียนเลยค่ะ แค่ไปเที่ยวยังกลัวจะแย่ แต่น้องมะปรางเรียนปริญญาตรีจบจากประเทศอินเดีย และจะมาเล่าให้ฟังว่าประเทศอินเดียไม่ได้เป็นอย่างที่คนไทย (และคนทั้งโลก) คิด

ไปติดตามและให้กำลังใจ น้องมะปรางกันได้ที่ ลูกสาวคนเดียวก็เรียนจบอินเดียได้ (https://www.facebook.com/onlychildcansurviveinIndia/) หลินลองอ่านดูแล้ว สนุกน่าติดตามทุกตอนเลยค่ะ^^

สู้ๆ กันนะคะทุกคน หวังว่าจะได้แนวทางในการสร้างรายได้จาก Blog กันทั่วหน้าค่ะ

หลิน


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^



Wednesday, November 25, 2015

รวม 5 เว็บเพื่อขาย eBook ในต่างแดน (ชีวิตมีทางเลือกอีกเยอะะ!!)

หลินว่าใครที่ติดตามเพจหรือ blog นี้มาตลอดก็คงรู้จักกับ Amazon เป็นอย่างดีนะคะ ว่าเป็นตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ยังมีอีกหลายเว็บไซต์เลยนะ ที่ให้นักเขียนอิสระอย่างเราอัพโหลด eBook ไปขายฟรีๆ หรือถ้าไม่ฟรีก็มีการเก็บคำดำเนินการนิดหน่อยค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวหลินเองทุกวันนี้จะขายหนังสือเมืองนอกแค่ในตลาด  Amazon และยังไม่เคยมีประสบการณ์ไปขายที่อื่่นเหมือนกัน แต่หลินก็คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้รู้จักเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราสามารถฝากขาย eBook ของเราได้ เป็นการสร้างทางเลือกและช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นของเรา

ก่อนจะหาข้อมูลเรื่องนี้มาเขียน ตัวหลินเองก็อยากขยับขยาย อยากหาโอกาสใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกันค่ะ พอหาข้อมูลได้จึงคิดว่าเอาข้อมูลนี้มาแบ่งปันกันใน blog และเพจสร้างทางเลือกให้กับคนอื่่นดีกว่า ซึ่งการที่เราเอาหนังสือไปขายในหลายๆตลาดก็เหมือนที่คุณวอเรน บัฟเฟต์ (ตอนแรกๆ อ่านว่าบุฟเฟ่ต์ทุกทีเลย  - -') บอกว่าอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว ควรจะเก็บไว้ที่เล้าด้วย เอ้ย..ไม่ใช่ ควรจะกระจายความเสี่ยงด้วยค่ะ^^

ติดตามรวม 5 เว็บไซต์เพื่อขาย eBook ในต่างแดน สำหรับนักเขียนอิสระอย่างเรากันนะคะ^^ (สนใจรายละเอียดเว็บ คลิกที่ชื่อในแต่ละข้อนะคะ หลินทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ)


1. Lulu

เว็บ Lulu เป็นอีกเว็บที่ดังมากในอเมริกาค่ะ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นกันบ้างแล้ว นอกจากดังแล้ว เว็บนี้ยังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนสูงถึง 90% ค่ะ เราตั้งราคาหนังสือเองได้ด้วยและไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครค่ะ


2. Smashwords

เว็บ Smashwords มีจุดเด่นคือเวลาเราขาย eBook ที่นี่เราจะได้หมายเลข ISBN ฟรีและมีรูปแบบ eBook ให้ใช้ถึง 9 แบบ ขายที่นี่ที่เดียวยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple iBookstore และสำนักพิมพ์หนังสือแบบออนไลน์ดังๆ  อีกหลายแห่งค่ะ ค่าธรรมเนียมในการสมัครไม่มี แต่คิดค่าดำเนินการโดยหักให้นักเขียนเท่ากับ 60-85% ค่ะ



3. PaySpree

เว็บ PaySpree  เว็บนี้มีคนใช้เยอะมากเหมือนกันค่ะ ลูกเล่นเค้าคือขายผลิตภัณฑ์แรกได้ฟรี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียเงินเป็นแพกเกจ (29 USD)  เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียน เพิ่งเริ่มขาย ขายอันแรกไม่ต้องเสียเงินขายต่อไปค่อยเสียค่ะ  เว็บไม่เสียค่าลงทะเบียนในการสมัคร และจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 90-100%


4. eBookIt!
เว็บ eBookIt! ก็ตามชื่อเลยนะคะ เน้น eBook เป็นหลัก จุดเด่นคือสามารถช่วยให้นักเขียนแปลงต้นฉบับเป็นหนังสือ eBook อย่างมืออาชีพได้ โดยนักเขียนเป็นคนจ่ายค่าดำเนินการซึ่งหักค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้อยู่แล้ว สรุปว่านักเขียนไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนค่ะ^^

ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 149 USD ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่ 50-80%



5. E-Junkie

เว็บ E-Junkie เค้ามีลูกเด่นตรงที่เราสามารถขาย eBook ในรูปแบบ PDF ได้เลยค่ะ ซึ่งหมายถึงว่ามันง่ายมากสำหรับทุกคน นอกจากนี้เค้าออกแบบให้มีการแสตมป์ชื่อผู้ขาย อีเมล์ และรายละเอียดอื่นๆ ในหนังสือทุกเล่มแบบแก้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอาไปก๊อปปี้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ค่ะ (ฝรั่งเค้าซีเรียสดีจริงๆ หลินชอบมากค่ะ)

เว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียน 100%  นักเขียนเสียค่าสมัครอยู่ที่ 5 USD/เดือน ค่ะ


ถ้าใครลองแล้วเว็บไหนดีหรือไม่ดียังไงมั่ง แบ่งปันประสบการณ์กันบ้างนะคะ^^ ส่วนใครทีสนใจอยากเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon หลินมีคอร์สสอนวิธีเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบละเอียดยิบๆ ทุกขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่างค่ะ^^ มีโอกาสมาเจอกันนะคะ วันเสาร์นี้แล้วค่ะ^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!
มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------
สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^




Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Monday, September 21, 2015

5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

ทุกครั้งที่หลินไปแชร์ประสบการณ์ทำไงให้หนังสือขายดี? มักจะมีคำถามที่เกิดขึ้นในคลาสบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามที่หลายๆ คนคาใจ หนึ่งในนั้นก็คือเวลาทำหนังสือขายแค่ทำหนังสือดีๆ ออกมาวางขาย (ทั้ง Offline หรือ Online) ก็เสร็จแล้วใช่ป่าว? แค่วางไว้เฉยๆ หนังสือก็ขายเองเลยได้ใช้ไหม??

สำหรับคำถามยอดฮิตแบบนี้ หลินเองแต่ก่อนจะตอบว่าใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว  O_o'

ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ?

ตามความคิดของหลิน เดี๋ยวนี้คนเราวันๆ ได้ข้อมูลถล่มทลายมากมาย Newsfeed ใน Facebook มีไม่รู้เท่าไหร่ บางคนมี friends เยอะๆ มาก อ่านแทบไม่ทันทีเดียว แถมที่สำคัญคนเรายังมีความอดทนน้อยลงๆ ที่จะรออ่านอะไรที่คิดว่าไม่น่าสนใจไม่ได้อีกแล้ว

ผลวิจัยบอกว่า คนเราสามารถอดทนอ่านโพสโซเชี่ยลได้แค่ 8 วินาที ??!!!!

แปลว่าไรนะ?? ก็แปลว่าหลังจากนั้น ถ้าไม่โดน ก็เขี่ยหน้าจอให้ผ่านค่าาา TT เศร้าแพรบเขียนแทบตายแน่ะ!!

ถ้าอย่างงั้น วันนี้เรามารู้จักวิธีโปรโมทตัวเองแบบฉบับนักเขียนกันดีกว่าค่าา ประยุกต์ใช้ได้ทั้งตลาดไทยและตลาดนอกนะคะ ติดตามกันเรยยย^^^

ข้อ 1 เขียน Blog
พอพูดถึงเขียน Blog หลายคนอาจร้องยี้ ใครจะอ่าน? เดวนี้ Blog เยอะแยะไปหมดแล้ว!!

ตอบ ในความคิดของหลิน หลินคิดว่า Blog เหมาะมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ค่ะ เพราะได้ฝึกฝนการเขียน ลองตลาดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกๆ เรายังไม่รู้หรอกว่าตลาดเป็นไง? อยากอ่านแบบไหน? เราเขียนได้ไหม? ต้องปรับเบา หนัก อ่อน ตรงไหนอีก??

ว่ากันง่ายๆ ถ้าเขียนให้อ่านฟรี ยังไม่มีคนอยากอ่าน วันนึงเราจะออกหนังสือจะมีคนซื้อเหรอ?

แต่ถ้าเราจับทางถูก เราจะมีแฟนคลับของตัวเอง แฟนคลับกลุ่มนี้ล่ะค่าา เป็นผู้คอยสนับสนุนเรา คอยแชร์ post แชร์ผลงาน แชร์งานเขียนของเรา คนก็จะรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งมีผลอย่างมีนัยนะต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราในอนาคตค่ะ

ถ้ามี Blog ของตัวเองแล้ว ก็ต้องพยายามโพสให้สม่ำเสมอ Blog ที่หมั่นโพสจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นๆ Blog มีแห้งเหี่ยว ว่างทีโพสที จะเสียความนิยมกลายเป็นดาบสองคมซะงั้น





ข้อ 2 วางแผนโครงสร้างของ Blog เรา
ทำไมต้องวางแผน? นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนเลยไม่ได้เหรอ??

ตอบ จิงๆ แล้วได้ค่า แต่การวางแผนโครงสร้างว่า Blog เราจะพูดเรื่องอะไรมั่ง จะทำให้จับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนคลับเราได้ชัดๆ ไม่สะเปะสะปะ ไม่จับฉ่ายในหม้อ ชัดเจนในจุดยืนว่างั้น

ในทางกลับกันผู้อ่าน Blog เราก็ชัดเจนที่จะชอบเราด้วยนะ คาดว่าจะมาพัฒนางานเขียน ตาม Blog ของหลิน วันนึงหลินจู่ๆ ลุกขึ้นขายครีมหน้าขาว ผู้อ่านคง unfollow โดยไม่ต้องคิด ถูกไหม?




ข้อ 3 สร้าง connection กับคนอื่น
ทำไมต้องสร้าง? แค่เขียนหนังสือ ต้องรู้จักคนมากมายด้วยเหรอ? เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเจอใครอ่ะ


ภาพจาก kassaone.ru

ตอบ การสร้าง connection ที่ดีกับคนอื่นๆ ในธรุกิจเดียวกัน หลินว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดีอยู่แล้วนะคะ ถ้าในวงการนักเขียน ก็คงต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น สำนักพิมพ์ กราฟฟิค คนจัดหน้า บก. นักเขียน ghostwriter ฯลฯ เอาไว้

คงจะไม่มีใครเถียงว่า connection ที่ดีทำให้งานง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น ใช่ไหม?

หลินแนะนำว่าโซเชี่ยลทุกประเภทเป็นคำตอบที่ดี แล้วแต่จะเลือกใช้เพราะมันง่าาายและฟรีค่าา (เค้าชอบของฟรีๆ อิ อิ)




ข้อ 4 เป็นแขกรับเชิญใน Blog อื่น หรือมีบทสัมภาษณ์คนอื่นใน Blog เรามั่ง
ทำแล้วได้อะไรเหรอวิธีเนี้ย? กลัวจะเหนื่อยฟรีอ่ะดิ?


ตอบ วิธีนี้เหมือนช่วยให้เราได้โฆษณาตัวเองบนฐานของแฟนคลับของ Blog อื่น ในทางกลับกันเวลาเราเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญใน Blog เรา ก็เหมือนสร้างสีสันให้กับ Blog เราเองด้วย ไม่น่าเบื่อ

หลินเองก็ไปสัมภาษณ์ใน CEO Blogger ในฐานะแขกรับเชิญ ด้วยเหตุผลนี้เหมือนกันค่าา คลิกโลด
http://www.theceoblogger.com/1507006/




ข้อ 5 เวลาโปรโมททั้งที อย่าโปรโมทแต่หนังสือ ให้โปรโมทตัวเองด้วย
ทำไมต้องทำอย่างงั้นล่ะ?

ตอบ เพราะอย่างงี้ค่ะ หนังสือของเราหรือผลิตภัณฑ์จากเรา ต่อๆ ไปก็คงไม่ได้มีแค่เล่มเดียวหรืออย่างเดียว ก็คงมีหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นๆ การโปรโมทแค่หนังสือเล่มเดียวของเรา หลินว่าไม่ยั่งยืนเท่ากับโปรโมทตัวเองในฐานะนักเขียน เพราะเมื่อเรามีแฟนคลับที่ติดตามแล้ว ต่อไปเราจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อะไร  ก็จะมีคนกลุ่มนี้คอยสนับสนุน เค้าสนับสนุนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากเรา ไม่ใช่เพราะแค่เคยเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้เฉยๆ เพราะถ้าโปรโมทแต่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ต่อไปเมื่อหน้าปกเปลี่ยน เค้าก็จำไม่ได้ล่ะว่าใครเขียน??

ลองเอาไปปรับใช้ดูกันนะคะ^^

หลิน

Tuesday, September 1, 2015

เส้นทางอาชีพ Ghostwriter!! โรยด้วยดอกอะไร??

จริงๆ อาชีพ Ghostwriter ในเมืองไทยเนี่ย หลินว่ามีมานานแล้วนะคะ แต่ช่วงนี้มีกระแสเรื่องงาน Ghostwriter ออกมาค่อนข้างมาก อาจจะส่วนหนึ่งมีคอร์สสอน Ghostwriter ออกมาเยอะ และ Ghostwriter หลายคนก็ออกมาเปิดเผยตัวตนกับสื่อโซเชี่ยลมากขึ้น ได้เห็นหน้าเห็นตา เจอหน้าค่าตากันเยอะขึ้นๆๆ

อย่างที่รู้กันว่า Ghostwriter ก็คืออาชีพนักเขียนแบบมือปืนรับจ้าง เขียนแบบไม่ออกสื่อว่าเป็นฝีมือตัวเอง แต่ถึงแม้ไม่ออกสื่อ Ghostwriter ก็ต้องมีฝีมือในการเขียนเพื่อให้ถูกจ้างไปเขียนค่ะ

สำหรับอาชีพนี้ ฝรั่งเค้ามีมานานแล้ว หลายคนอาจจะอยากเริ่มเส้นทางนักเขียนด้วยการมีหนังสือของตัวเอง แต่ว่าทำไปๆ กลับคิด Ghostwriter เหมาะกะตัวเองมากกว่า



มาดูกันค่ะ ว่าจริงๆ แล้วอาชีพ Ghostwriter มีข้อดีตรงไหนนะ (นอกจากเงินค่าจ้าง)  หลายคนถึงยึดอาชีพ Ghostwriter เป็นหลักเลยและไม่เห็นจะอยากมีผลงานของตัวเองสักติ๊ดดเดียว

1. ข้อดีข้อแรกคือได้เงินก่อน อ่าว...ไหนบอกไม่พูดถึงเรื่องค่าจ้างไง ป่าวค่าา.....หมายถึงว่าอาชีพนักเขียนน่ะ ปกติแล้วต้องรอจนหนังสือพิมพ์เป็นเล่มหรือวางขาย หรืออย่างน้อยต้องจัดหน้าเสร็จ ถึงจะได้เงิน แต่ Ghostwriter ได้ตังค์เลยนะ เขียนเสร็จรับเงินโลด ไม่ต้องรับความเสี่ยงที่เป็นตัวเงินหากหนังสือขายไม่ออกด้วย (แต่หากงานเขียนไม่เข้าตาต้องใจตลาด เล่มต่อๆไปอาจฝืดหน่อยที่จะมีคนมาจ้างเขียน)

2. ไม่ต้องทำ marketing  ตอนนี้เราคงต้องยอมรับว่านักเขียนเองก็ต้องทำการตลาดเพื่อโปรโมทหนังสือเองด้วย เพราะผู้อ่านมีแนวโน้มที่จะซื้อหนังสือที่เค้ารู้จักคนเขียนหรือเคยเห็นมากกว่าหนังสือที่ไม่รู้จัก (ทั้งๆ ที่หนังสือที่ไม่เป็นที่รู้จักไม่ใช่ว่าไม่ดี บางทีดีกว่าหนังสือที่ดังๆ ซะอีก) และงานการตลาด งานโปรโมทต่างๆ เป็นอะไรที่เหนื่อยและหยุดไม่ได้ บางทีต้องใช้ทั้งเงินและเวลามากๆ ในการทำ แต่ Ghostwriter หาได้แคร์ไม่ เมื่อเป็นมือปืนรับจ้างก็ไม่จำต้องทำ marketing เมื่อไม่ต้องทำก็ไม่ต้องเสียเวลา สามารถมุ่งมั่นทำงานอย่างเดียว งานก็จะเสร็จได้เร็วขึ้นด้วย รับงานใหม่ได้เร็วขึ้นด้วยล่ะ (อันนี้ไม่นับ Ghostwriter รุ่นใหม่ๆที่ใช้สื่อออนไลน์ในการทำให้ตัวเองให้เป็นที่รู้จักนะคะ เพราะถือว่าเป็น marketing สร้างตัวตนอย่างนึง)

3. ไม่มีอารมณ์ร่วม  แล้วดีตรงไหนเนี่ย... ตรงเนี้ยไม่ได้หมายถึงไม่อินกับเรื่องราวของคนต้นเรื่องนะ แต่หมายถึงว่า พอเราไม่ใช่หนังสือของเรา อารมณ์ความรู้สึกเราก็เป็นกลางมากขึ้น ใครติก็น้อมรับเอามาปรับปรุง ใจเราก็เป็นกลาง ไม่วอกแวกวุ่นวาย แต่ถ้าเมื่อไหร่เป็นหนังสือเราเองล่ะก็ อีโก้มาตรึมๆๆ  บางทีโดนติหน่อย ช้ำใจ รมณ์บ่จอย หรือไม่บางทีก็แก้ซะจนไม่เป็นตัวของตัวเอง signature หายไปโหม้ดด เป็นต้นค่า

4. งานน่าสนใจในตัวเอง เวลา  Ghostwriter ได้โปรเจคเขียนเรื่องใคร  ยิ่งถ้าคนนั้นเป็นคนน่าสนใจ เป็นคนมีชื่อเสียง โอกาสจะเข้าถึงเค้าก็ยาก เรียนรู้จากเค้าก็ยาก เพราะเค้าคงไม่ว่างมาคุยกะคนธรรมดาเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็น  Ghostwriter ต้องเขียนเรื่องเค้า คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้!
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตามนะคะ อาชีพ  Ghostwriter ก็ยังคงเป็นอาชีพนักเขียนแขนงนึงอยู่ดี ไม่ว่าจะออกสื่อหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่พ้นที่จะต้องฝึกฝนๆๆๆๆ ปรับปรุงแก้ไข พัฒนาทักษะตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

หลินเอาใจช่วยให้นักเขียนทุกคน ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางนักเขียนหรือเส้นทาง  Ghostwriter ประสบความสำเร็จในอาชีพของตัวเองกันทุกคนนะคะ^^

หลิน^^





Monday, August 31, 2015

วิธีส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์เคาะผ่านนนน! จ้าา

ถึงแม้ fanpage นี้จะเป็น page เรื่องของ self-publishing  (เขียนเอง-ขายเอง) ไม่ว่าจะขายผ่าน Ookbee , Amazon หรือ Platform อื่นๆ แต่ตัวหลินเองนอกจากทำหนังสือขายเองแล้ว ก็ยังมีหนังสือทำขายผ่านสำนักพิมพ์ด้วย จึงมีคำถามจากแฟนเพจ แฟน blog ถามมาว่าทำไงถึงจะส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์พิจารณาแล้วผ่านฉลุยยยยล่ะ?

อย่างที่เราพอจะเดากันได้นะคะว่า วันๆ นึง กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์เนี่ย ได้รับต้นฉบับเยอะแยะเลยนะ ถ้าเปรียบเทียบไปก็ไม่ต่างจาก HR บริษัทที่วันๆ ต้องคุยกับผู้สมัครเพียบเลย ดังนั้น เค้าทั้งหลายก็จะไม่มีเวลาที่จะมาอธิบายว่าทีละรายๆ ว่าต้นฉบับนั้นๆ ทำไมถึงผ่านและส่งต่อให้หัวหน้าอ่าน หรือทำไมถึงโดนกดเข้า Trash ซะในพริบตา ><'

หลินเองก็เป็นอีกคนที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาเหมือนกันค่ะ ผ่านกระบวนนี้มาก่อน เลยขอรวบรวมวิธีการของตัวเองมาแชร์ให้กับแฟนเพจ แฟน blog แนะนำให้ปรับใช้ตามความเหมาะสม สูตรใครก็สูตรใคร เหมือนทำต้มยำ น้ำใส น้ำข้น เผ็ดแก่ เผ็ดกลาง อยู่ที่เราจะจัดนะคะ^^

ติดตามกันเลยยย!!



1. ดูเราว่าเขียนหนังสือแนวไหน? มีตลาด (คนอ่าน) ไหม? บางอย่างเนื้อหาอนาคตเกิ๊น ช่วงนี้ยังไม่ฮิตต้องรอเวลา ถ้ามีตลาด ตลาดนั้นใหญ่เล็กแค่ไหน? ถ้าเล็กขอให้จัด eBook ถ้าใหญ่พอให้จัดหนังสือเล่ม ดูว่าตลาดใหญ่เล็กดูยังไงน่ะเหรอ? ก็ถ้าร้านหนังสือที่มีสาขาตามห้างเค้ามีหนังสือแบบที่เราจะเขียนขาย แปลว่าตลาดใหญ่พอค่าาา (ง่ายไหม)

2. ดูว่าสำนักพิมพ์ไหน พิมพ์หนังสือแนวนี้บ้าง? shortlist ออกมา ข้อมูลนี้ก็หาไม่ยาก ไปหาได้จากร้านหนังสือเลย ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะสำนักพิมพ์เค้าก็มีแนวถนัดหรือความเป็นเจ้าตลาดของเค้า ส่งผิดแนวก็จะไม่ได้รับพิจารณาเอาได้นะเออ (เหมือนกับยื่นผักบุ้งให้แมว แมวมันก็ไม่กินหรอก ต้องไปยื่นให้เต่าสิ ทำนองนี้ค่ะ)

3. ดูว่าเราจะทำยังไงให้หนังสือเราดีกว่าที่ขายอยู่ในท้องตลาด? เล่มที่เค้าขายดีเนี่ย? เค้าขายดีเพราะอะไร? เนื้อหาแบบไหน? ถ้าอ่านแล้วเรายังทึ่ง อย่างงี้กลับไปฝึกวิทยายุทธมาใหม่ก่อน แต่ถ้าอ่านแล้ว เห้ย! เกิดอาการมันเขี้ยว ว่าเราเขียนได้มากกว่านี้อีกเยอะ อย่างงี้พอจะมีลุ้น

4. เขียนสารบัญ ชื่อหนังสือ (คร่าวๆ) ตัวอย่างหนังสือสัก  30-40% ของเล่ม เพื่อเตรียมเป็นต้นฉบับ (ที่เหลือนึกไว้ในใจว่าจะเขียนอะไร ยังไงดี? ถ้าเป็นนิยายก็ต้องมีพล็อตตั้งแต่เริ่มจนจบ)

5. หาทางส่งต้นฉบับนี้ไปให้สำนักพิมพ์ ที่อยู่ contact หาจากอากู๋และร้านหนังสือ

6. เขียนใบปิดหน้าโฆษณาตัวเอง เราเป็นไผ? ส่งมาเมล์มาทำอันหยัง? ทำไงให้เค้าอยากอ่านเนื้อในของเรา? ทำไงให้เมล์เราโดดเด้ง? ต้นฉบับดิ้นปับๆๆ หน้าบก. (เว่อรรร์ม่ะ!!)

7. ถ้าทำได้ หาทางนัดเข้าไป present ต้นฉบับกับกองบก.เองเลยค่าา ยินดีจะไปคอย ยินดีไปรอ ถ้าไม่ได้ส่งเมล์ ส่งปณ. ทำทุกทาง (ดูด้วยน้าา--บางสำนักพิมพ์บอกเลยว่ารับเฉพาะเมล์ บางแห่งบอกรับเฉพาะปณ.)

8. หาทางส่งมากกว่า 1 สำนักพิมพ์เป็น plan B เพราะชีวิตต้องมีแผนสำรอง (สโลแกนอะไรน้าคุ้นๆ)

9. รออย่างมุ่งมั่นแต่ (พยายาม) เยือกเย็น (งงม่ะ?) คือเราตั้งตาคอยอยู่แล้วค่ะ แต่เราก็ต้องรอเป็นเรื่องธรรมดา ระหว่างนี้ก็อย่าเหี่ยวแห้ง อับเฉาให้พัฒนางานเขียนชิ้นใหม่ เล่มใหม่ต่อไป เพราะ J.K. Rowling ยังส่งต้นฉบับตั้งหลายหนนิ!
ข้างบนนี้เป็นวิธีที่หลินทำค่ะ แต่จริงๆ แล้วก็มีหลายวิธีที่มีคนอื่นเคยแชร์ไว้แล้วนะคะ ลองดูที่นี่ค่ะ
  • จากเว็บ Dek-D คำแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเขียน + รวบรวมรายชื่อสำนักพิมพ์ที่รับต้นฉบับ รายละเอียดเงื่อนไขในการรับ ระยะเวลาในการพิจารณาหนังสือ (ส่วนใหญ่เป็นนิยาย)  http://www.dek-d.com/writer/34500/ (จอร์ช!! มันยอดค่าา)
  • จากเว็บ Dek-D  เหมือนเดิม แต่รวมสำนักพิมพ์เฉพาะนิยาย แยกรายสำนักพิมพ์พร้อมเงื่อนไขในการรับต้นฉบับ http://writer.dek-d.com/monvalee/story/view.php?id=866344
  • จากเว็บนานมี วิธีส่งต้นฉบับแบบละเอียดยิบๆ  http://www.nanmeebooks.com/reader/news_inside.php?newsid=741
ขอให้โชคดีกันทุกคนนะคะ อย่าลืมว่ากรุงโรมบ่ได้สร้างในวันเดียว ส่งต้นฉบับครั้งเดียวไม่ผ่านแล้วเลิก จะเสียเวลาที่เขียนมาทั้งหมดนะ ที่ถูกคือลองส่งใหม่ ถ้ายังไม่ผ่าน ลองถามหาจุดที่เราต้องปรับปรุง บก.บางคนบอก (บางคนไม่) ให้เอามาแก้ไขแล้วสู้กันใหม่ค่ะ!!

เอาใจช่วยนะคะ^^
หลิน



Friday, August 28, 2015

นักเขียนที่ดี VS นักเขียนที่ห่วย!

ฝรั่งเค้าว่าความแตกต่างระหว่างนักเขียนที่ดีกับนักเขียนที่ห่วย ไม่เกี่ยวกับเรื่อง "ความสามารถในการเขียน" เลยค่ะ แต่ต่างกันแค่นักเขียนที่ดีจะเขียนต่อ (ไป) และนักเขียนที่แย่จะเลิกเขียน !
มันคือแค่นั้นน (จริงอ๊ะ?!?)

ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาตัวเอง มีอีโก้ให้น้อย และทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่ยอมแพ้ ไม่ไล่ไม่เลิก หรือไล่ก็ไม่เลิกประมาณนี้ค่ะ :)

เค้าลองลิสต์หัวข้อคร่าวๆ ของคุณสมบัติในการเป็นนักเขียนที่ดีและนักเขียนที่แย่ออกมา ลองมาทำ checklist ดูดีกว่า ว่าเราในฐานะเป็นนักเขียน เข้าข่ายตกอยู่ฝั่งไหนมากกว่ากัน?

เริ่มเลยยย!!




นักเขียนที่ดีเค้าว่าจะทำแบบนี้กันค่าาา

  1. ฝึกฝนการเขียน ใช้เวลากับการเขียน ขัดเกลา แก้ไขผลงานจนกระทั่งถูกใจ ใช้เวลาหลายชั่วโมง หลายวันเพื่อทำอะไรแบบนี้
  2. ยอมรับคำติชม ฟังทัังเสียงจากใจตัวเองและเสียงจากคนอื่่น  ทั้งหมดมีเป้าเดียวก็เพื่อพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งขึ้นๆ
  3. ยอมรับว่างานเขียนตัวเองเวอร์ชั่นแรกมักห่วยแตก สิ่งที่จะทำให้งานเขียนเป็นระดับมาสเตอร์พีซได้คือฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน
  4. เชื่อว่าตัวเองทำได้ และทำได้แน่ๆ งานเขียนไม่ใช่แค่งานอดิเรก มันคือความฝัน ความสุข คือแรงบันดาลใจคือทุกอย่างของตัวเอง
  5. ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ หาวิธีทำงานให้ดีที่สุดและส่งผลงานออกไปสู่สาธารณะ มันก็แค่นั้นนน



นักเขียนที่แย่มักจะชอบทำแบบนี้

  1. ไม่เข้าใจกระบวนการคิดข้างบน แต่กลับพยายามเขียน ๆ เพื่อให้ได้โล่ เพื่อให้บรรลุเป้าอะไรสักอย่าง  เขียนให้จบๆ ไป ให้เสร็จๆ ซะที ทั้งที่จริงงานเขียนคืองานศิลปะแขนงหนึ่ง ต้องใช้เวลา ใช้การฝึกฝนให้ดีขึ้นๆ จะเร่งรัด รีบร้อน (นัก) มันบ่ไม่ได้
  2. ไม่รับความคิดเห็นของคนอื่น หลายคนขอฟีดแบก แต่พอเป็นฟีดแบกเป็นลบ ก็รับไม่ได้ 
  3. ไม่คิดจะแก้ไข ปรับปรุงผลงานเขียนตัวเอง คิดว่านี่มันสุดยอดแล้วอ๊ะชั้นเนี่ย! จะให้แก้ตรงไหนอีก
  4. คิดว่าตัวเองยังไม่เก่ง ยังเป็นยาหม่องตราลิงถือท้อ ทำไม่ได้หรอก สู้คนอื่นไม่ได้
  5. รอจนพร้อม แล้วค่อยเขียนดีกว่า (ความจริง วันที่พร้อมที่สุดมักมาไม่ถึงซ้ากกที)

เป็นไงกันคะ checklist แล้วเราอยู่ฝั่งไหนมากกว่า?

แต่จริงๆ แล้ว เราเลือกได้นะคะว่าเราอยากอยู่ฝั่งไหน ถ้าตอนนี้เราค่อนไปทางไม่ดีก็ปรับปรุงซะ ถ้าดีแล้วก็ทำให้ตัวเองดีขึ้นๆ ไป เค้าถึงว่ามนุษย์เราพัฒนาตัวเองได้เพราะหยั่งงี้นี่เอง

เอาใจช่วยให้ทุกคนเป็นนักเขียนทีดียิ่งๆๆ ขึ้นต่อไปค่าาา

หลิน^^











Sunday, August 23, 2015

แผนการตลาดสำหรับนักเขียน ฉบับทำเองขายเองก็ได้!

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นหลินต้องขอโทษอย่างมากๆ เลยที่ห่างหายจากจากการโพสไปหนึ่งอาทิตย์เต็มค่ะ เพราะมีภารกิจไปเรียนหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำ (ส่องกระจกอีกที เอ้ย แก่ไปเยอะแระ T_T) วันนี้กลับมาแล้วนะคะ และเหมือนเดิมพยายามหาอะไรที่มีประโยชน์ต่อนักเขียนอย่างเราๆ มาแบ่งปันค่ะ หวังว่าจะได้ประโยชน์กันทั่วหน้าเลยน้าาา อย่าเพิ่งหนีหายกันไปนะคะ^^

อย่างที่เรารู้กันนะคะว่า เดี๋ยวนี้พลังของสื่อสมัยก่อน ( traditional media) (นสพ. ทีวี วิทยุ ฯลฯ) เริ่มเสื่อมความขลังลงๆ เหตุผลก็เพราะ social media มาแทนที่ คนดูทีวีน้อยลง ฟังวิทยุน้อยลง แต่ดู youtube และเล่นเฟสวันละ 7-8 ชั่วโมง เฮือก!!

ดังนั้น เราในฐานะนักเขียนถ้าเรามัวแต่รอให้สำนักพิมพ์ช่วยโปรโมทให้ ผลลัพธ์ก็อาจจะช้า ยิ่งกว่านั้นถ้าเราไม่มีสำนักพิมพ์แบ็คอัพล่ะ?!!

คำตอบก็คือต้องทำเองแล้วล่ะค่ะ หลินยังเชื่อเสมอนะคะว่าเดี๋ยวนี้ต่อให้หนังสือดีมากแค่ไหนแต่ถ้าคนไม่รู้จักก็ไม่ซื้อค่ะ  แผนการตลาดจึงสำคัญและจำเป็นสำหรับนักเขียนทุกคน ไม่ว่าจะมืออาชีพ มือสมัครเล่น จะเป็น self-publishing หรือพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์ และไม่ว่าขายผ่านที่ไหน Ookbee, Amazon หรือตลาดอื่นๆ แผนการตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ นอกเหนือจากคิด content ดีๆ ค่ะ

มาติดตามแผนการตลาดสำหรับนักเขียนอย่างเรากันค่ะ เอาไว้เป็นแนวทางนะคะ ปรับใช้เพิ่ม-ลดได้ตามความสะดวกได้เลย


ภาพจาก http://www.cootransuroccidente.com/


1. เริ่มทันที  ถ้าเราวางแผนจะเป็นนักเขียนและจะมีผลงานเขียนออกมาแน่ๆ หรือมีงานเขียนแล้วก็ตามแต่ยังไม่เคยทำการตลาดเองเลย หลินบอกว่าเราเริ่มกันเลยค่ะ ไม่ต้องรออะไรแล่ว เพราะอย่าลืมว่าเราต้องใช้เวลาเหมือนกันนะ กว่าคนจะรู้จัก กว่าจะเข้าใจสไตล์แฟนคลับของเรา กว่าจะรู้ว่า platform อันไหนเหมาะกะหนังสือเรา กว่าจะ...ฯลฯ ดังนั้น เริ่มเลยอย่าได้มัวแต่รอ

2. มีเว็บไซด์  นักเขียนฝรั่งเค้าแนะนำว่าควรมีเว็บไซด์ของตัวเองค่ะ  หลินเองก็เห็นด้วยนะและเป็นแผนของตัวเองในอนาคตเหมือนกัน เพราะว่า platform  อื่นๆ ก็เป็นของคนอื่น เช่น  facebook fanpage วันนึงเค้าเปลี่ยนระบบที organic reach ลดลงๆ จนตอนนี้เหลือแค่ 1% จากยอด Like ทั้งหมดเป็นต้นค่ะ 

3. หา email list ของลูกค้าของเราให้ได้  วิธีนี้เค้าแนะนำว่าเราอาจจะทำหนังสือแจกฟรีฉบับย่อๆ (แต่เนื้อต้องน่าสนใจด้วยนะ) แล้วแจกให้ผู้อ่านที่สนใจอยากอ่านโดยวิธีส่งเมล์มาหาเรา แล้วเราส่งหนังสือกลับไป วิธีนี้เราก็จะได้เมล์ของกลุ่มผู้อ่าน ที่สนใจในเรื่องที่เราเขียนค่ะ ต่อไปเวลาเรามีหนังสือออกใหม่หรืออยากจะบอกอะไรลูกค้ากลุ่มนี้ ก็สามารถใช้เมล์นี้ในการติดต่อได้ กระซิบนิดนุง หลินเองก็ใช้วิธีเหมือนกัน หลินแจกหนังสือตัวอย่างของตัวเองให้ผู้ที่สนใจอ่านฟรีๆ ประมาณ 30% ค่ะ ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้ได้เมล์ของกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่องที่เราเขียนมาค่ะ^^ ไม่ได้ส่งแบบหว่านแหเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายและบางทีกลายเป็น junk mail สำหรับเค้าไปซะอีกด้วย

4. ทำเนื้อหาใน platform นั้นๆ ให้น่าสนใจ ไม่ว่าเราจะใช้ platform อะไร Intragram, pinterest, facebook, twitter ฯลฯ ทำเนื้อหาให้สร้างสรรค์ ให้น่าสนใจ ให้คนอ่านติดตาม วิธีนี้ถ้าทำได้ตรงเป้าจะได้ 2 เด้ง เด้งแรกมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นๆ เด้งสองถ้ามีคนเข้ามาอ่านใน platform ของเรานานๆ และเยอะๆ google จะจับได้ทำให้ เนื้อหาของเราขึ้นหน้าแรกๆ ใน google เวลามีการค้นหาค่ะ สรุปว่าได้ทั้งคนได้ทั้งเครื่องนะ อิ อิ

5. ใช้ platform ให้เหมาะกับเนื้อหาของตัวเอง ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องไปทุกๆ social media ในทางกลับกัน เราควรหาว่าเนื้อหาของเราเหมาะกับ platform อันไหนมากกว่า เช่น หลินเป็นคนชอบเขียนยาวๆ blog กะ website จะตอบโจทย์ที่สุด บางคนถ่ายรูปสวย instragram , pinterest จะเหมาะที่สุดเป็นต้นค่ะ นอกจากนี้ควรต้องคอยหมั่นดูว่า platform นั้นๆ เค้ามีการเปลี่ยนระบบอะไรไหม และที่เปลี่ยนกระทบอะไรกับเรารึเปล่า จะได้คอยหาทางหนีทีไล่


จบแล้วนะคะ ใครมีเทคนิคอะไรอยากแชร์บอกให้หลินรู้บ้างนะคะ ข้าน้อยยังต้องศึกษาอีกมาก ขอคารวะอาจารย์ทุกท่านค่าาา

หลิน^^








Friday, August 14, 2015

นิสัยการเขียน เราสร้างได้!

วันนี้มีบทความของฝรั่งมาแบ่งปันค่ะ เหมาะกับคนรักอาชีพนักเขียนอย่างเรามากๆ เค้าว่านักเขียนที่แท้จริง เค้าเขียนหนังสือกันทุกวัน เพื่อสร้างนิสัยชอบเขียน ขอให้เชื่อเถอะว่า นักเขียนที่ดีจริง เก่งจริง แท้จริงแล้วมาจากระเบียบวินัย ไม่ใช่พรสวรรค์!

ความแตกต่างของนักเขียนมืออาชีพกับนักเขียนสมัครเล่น มีอยู่ข้อเดียวคือ "การฝึกฝน" ที่ต่างกันเท่านั้น

เทคนิคก็คือต้องสร้างนิสัยการเขียน ทำๆๆๆ ทุกวัน ทำจนกระทั่งไม่ต้องคิดว่าจะเขียนก็เขียนเองโดยอัตโนมัติ

3 วิธีช่วยสร้างนิสัยการเขียน




  1. เลือกสถานที่ที่จะเขียน จะเป็นที่ไหนก็ได้ค่ะ ขอให้เป็นที่ๆ เราชอบ มีความสุข นั่งสบาย มีแรงบันดาลใจ (อย่าหลับนะคะะ)
  2. เลือกเวลา เหมือนข้างบนค่ะ จะเป็นเวลาไหนก็ได้แต่ขอให้เป็นเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน ขอให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรานั่งลงและเริ่มต้นเขียน ไม่ต้องแคร์ว่าจะมีเรื่องจะเขียนหรือเปล่า ให้คิดว่าเราจะเขียนในช่วงเวลานี้ล่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีวันเริ่มซะที (อ่ะนะ)
  3. ตั้งเป้าหมาย จะเป็นกี่หน้าหรือเป็นกี่คำก็ได้ โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยของคำที่สามารถสร้างนิสัยงานเขียนได้อย่างสม่ำเสมออยู่ที่ 300-1,000 คำ ถ้านับเป็นหน้าก็ประมาณ 2-3 หน้าA4 (หน้าละ 400 คำโดยประมาณค่ะ)
ตำราฝรั่งเค้าบอกให้ทำซ้ำๆ ทำสม่ำเสมอ ทำทุกวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภายในไม่กี่เดือน เราจะเขียนได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นค่ะ

พอถึงจุดนี้ ก็อาจจะมีคนตั้งคำถาม เพราะเข้าสู่โหมดต่อมาก็คือ...

"แล้วจะเขียนอะไร?" "นึกไม่ออก!"???

อย่าได้แคร์ค่ะในช่วงเริ่ม ให้เขียนไปก่อนเพราะถ้านิสัยรักการเขียนยังไม่เริ่ม งานเขียนก็ยากที่จะทำได้ดี ขอให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้นๆ

ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ลองเขียนเรื่องพวกนี้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องรอบๆ ตัวเรา
  • เขียนว่าเราทำอะไรบ้างวันนี้
  • เขียนภาคต่อหรือบทต่อ ของหนังสือตัวเองที่ยังค้างอยู่
  • เขียนถึงเป้าหมายของตัวเอง อยากเป็นหรืออยากทำอะไร
  • เขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน!

หลายคนอาจคิดว่าเขียนอะไรก็ได้แล้วจะเขียนไปทำไม (ยะ) จริงๆ ถ้าพูดถึงการสร้างนิสัยในการเขียน อย่างน้อยเราก็มีก้าวแรกที่จะก้าวต่อไปค่ะ ดีกว่าไม่มีก้าวแรกเลยก็ไม่ได้เริ่มซะทีเลยนะ

สู้ต่อไปทาเคชิค่าาา

หลิน^^

http://goinswriter.com/start-writing-daily/



Sunday, July 12, 2015

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ มีคนมาลงเรียนเรียบร้อยแล้วว

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง ไปมาสะดวกแผนที่แนบด้านล่างนะคะ^^





คอร์สนี้ตั้งใจให้ผู้สนใจอยากเป็นนักเขียนทุกคน สามารถมีผลงานเขียนเป็นของตัวเองเป็น eBook ไปขายที่ Amazon ได้ มีเวทีให้ปล่อยของ แสดงผลงานสู่สายตาชาวโลกได้ ได้ passive income เป็นค่าตอบแทนจากงานเขียนหรือเรียกว่าค่าลิขสิทธิ์ค่ะ ในคอร์สนี้ เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ จะได้มาแชร์ความรู้เกี่ยวกับ

หัวข้อสัมมนา

• นึกไม่ออกจะเขียนอะไรดี (มีคำแนะนำ)
• สอนวิธีลดภาษีจากค่าลิขสิทธิ์ที่ Amazon โอนมาจาก 30% เหลือ 5%
• บอก Guideline ของขนาดตัวอักษร วิธีการออกแบบปก ขนาดไฟล์ ประเภทไฟล์และวิธีการจัดหน้า ที่ kindle Amazon รับและแบบไหนที่ไม่รับ
• วิธีการจัดหน้าด้วยไฟล์ word.doc (ง่ายมากๆ) สำหรับขายใน Amazon
• คำแนะนำจาก Amazon Kindle ให้ขายดี
• สำหรับคนที่ยังนึกว่าจะเขียนอะไรไม่ออก สอนวิธีขายผลงานหนังสือของคนอื่นให้ถูกกฏและได้เงินด้วย
• วิธีโหลดหนังสือ eBook ผ่านเว็บ Amazon แบบโหลดยังไงให้ผ่านแบบทุก step
• วิธีตั้งราคาขายและตั้งค่าลิขสิทธิ์งานเขียน (กระเป๋าตังค์ของเราอยู่ตรงนี้ smile emoticon
• โอนเงินค่าลิขสิทธิ์เข้าบัญชีที่ไทย ทำยังไงให้ง่าย
• วิธีการดูยอดขายจาก Amazon
• วิธีโปรโมทหนังสือให้คนเข้ามาดูเยอะๆ มาซื้อ สร้าง traffic ใน post ให้คนสนใจ
• บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี
• ภาษาที่ใช้ใน kindle
• ตัวช่วยเรื่องภาษาอังกฤษที่คนไทยมีปัญหาเกือบทุกคน (รู้ไหม คนไทยทำหนังสือ eBook ไปขายที่ Amazon น้อยมากเพราะติดขัดเรื่องภาษา ถ้าเราแก้เรื่องนี้ได้จะมีโอกาสมากเพราะเรื่องไทยๆ แบบแท้ๆ ใน Amazon มีน้อยมากค่ะ)
• สรุปค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือ eBook ไปขาย Amazon

ค่าคอร์สเรียน : 2,800 บาทรวม break

พิเศษสุดสำหรับครั้งนี้ หลินแจกหนังสือ eBook “สร้างเงินด้วยงานเขียน Amazon Kindle” ฟรี! (ราคาขาย 390 บาท) หนังสือติด Best Seller อันดับ 2 ในหมวดคู่มือและอันดับ 4 ในหมวดธุรกิจและการลงทุนใน Ookbee.com ค่ะ


ลิงค์หนังสือ

Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/51GOYA

สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlink https://goo.gl/51GOYA แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย





ภาพจากคอร์สที่แล้วค่ะ^^ 
https://www.facebook.com/ebookmakerich/photos/pcb.701581816635973/701580959969392/?type=1&theater

รีวิวจากผู้เรียน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10204142571476846&set=o.655997914527697&type=1

ถามรายละเอียดเพิ่มเติมแอด line id หลินได้เลยค่ะ atcharinlili

ไว้เจอกันนะคะ^^


แผนที่: silomspace  website: http://silomspace.com/










Sunday, June 21, 2015

ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 2)

จากตอนที่ 1 ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/06/1.html
หลินได้เล่าถึงช่วงเวลาในการเตรียมตัวก่อนวางหนังสือขาย 1 ปีค่ะ
โพสที่ 2 เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เรานั่ง time machine มาล่ะ สมมติว่าตอนนี้ผ่านไป 6 เดือนแล้ว ในฐานะนักเขียนอิสระเราควรทำอะไรมั่ง ในอีกช่วงเวลา 6 เดือนที่เหลือก่อนหนังสือออกขาย

มาติดตามกันเรยยยย

1. อย่าguardตก ตรงนี้อธิบายได้ว่าเมื่ออีก 6 เดือน หนังสือจะออกล่ะ คุณเองก็คงต้องยุ่งวุ่นวายกับการตรวจต้นฉบับ แก้ไข ปรับปรุง หารูปประกอบและอีกหลายหน้าที่เยอะแยะ บอกได้เลยว่ามีความเป็นไปสูงงงง ที่คุณจะไม่มีเวลาอัพ social media ของตัวเองไป หันมาอีกทีเพจไม่ขยับมา 2 อาทิตย์ล่ะ




ขอบอกเลยว่าอย่าค่า แหม่ ทำมาตั้งเยอะแล้วจะมาฟอร์มตก การ์ดตกเหมือนมวยหมดแรงได้ไง ช่วงนี้ควรเป็นช่วงที่อัพให้สม่ำเสมอพอๆ กับช่วงแรก คอยรักษา online fanclub ไว้ให้ดีเพราะคนกลุ่มนี้ล่ะเป็น potential customer ของเราในช่วงแรก

วิธีการที่เหนื่อยหน่อยแต่ได้ผลดีกันลืมก็คือ จัดเวลาในแต่ละอาทิตย์เพื่อเขียนโพสหลายๆ โพสในครั้งเดียว แล้วตั้งเวลาไว้ออกโพสกระจายตลอดไปทั่วอาทิตย์

อย่าลืมว่ามีโพสบ่อยๆ เรื่องเล็ก เรื่องน้อย ดีกว่ามีเรื่องเดียวตู้มแล้วจบข่าวหายไปอีก 2 อาทิตย์มาใหม่น้า



2. เตรียมเขียนคำโฆษณาหนังสือของตัวเองไว้ อย่าลืมว่าพอหนังสือใกล้ๆ จะออกเราควรจะปูพรมโฆษณาตาม group หรือเพจต่างๆ ทั้งแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน (ขึ้นกับกำลังทรัพย์) ซึ่งพวกนี้ต้องทำล่วงหน้า ไม่ใช่พอหนังสืออกทำเลยก็เกรงว่าจะไม่ทันกาล




ดังนั้น ควรเขียนคำโปรยโฆษณาไว้ ถ้าเป็นนิยายควรมีพล็อตเรื่องคร่าวๆ ไว้โฆษณาว่ามันเกี่ยวอะไร เพื่อนแพงหรือไง ดราม่าขนาดไหน ถ้าเป็นเรื่องอื่่นๆ ควรมีสารบัญคร่าวๆ ว่าในหนังสือจะบอกอะไรบ้าง นอกจากนี้ ยังควรเตรียมประวัติผู้เขียน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเวลาเขียน ภูมิหลังกว่าจะมาเป็นหนังสือ สุดแล้วแต่เทคนิคใครก็เทคนิคเค้า เตรียมไว้เป็นชุดเดียวกันค่ะ



3. เมื่อไหร่ที่ปกหนังสือเสร็จ เตรียมทำไฟล์ jpg หลายๆ ขนาดเก็บไว้เครื่องรวมไปถึงไฟล์ pdf ด้วย เพราะเวลาจะใช้จะได้เอามาประกอบกับข้อ 2 ได้ทันท่วงที




4. วางแผนการโฆษณาหนังสือของตัวเองและดูเงินในกระเป๋า ถึงขั้นนี้แล้วคงต้องมีวันหนึ่งที่เราต้องมาจริงจังเรื่องวางแผนโฆษณาหนังสือตัวเอง ว่าจะทำยังไง จะผ่านสื่ออะไรดี กลุ่มเป้าหมายคนอ่านหนังสือเราคือใคร ทำไมเค้าต้องอ่านหนังสือเราอ่ะ เราวางแผนจะโฆษณาแบบเสียเงินหรือไม่ ถ้าเสียเงินมีตังค์ในกระเป๋าเท่าไหร่


หลินแนะนำว่า จงเริ่มโฆษณาแบบไม่เสียเงินก่อนค่ะ เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ คือลงใน blog, เพจของตัวเอง (แบบ soft sell) ไปลงตาม group ต่างๆ จากนั้นรอดูฟีดแบก แล้วใกล้ๆ หนังสือออกค่อยโฆษณาเสียเงินอีกที (ถ้าต้องการ) 

ตอนหน้ามาติดตามการเตรียมตัวภาคต่อของ "ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ ตอนที่ 3" ซึ่งจะเล่าว่าอีก 2 เดือนก่อนหนังสือออก นักเขียนต้องทำยังไงดีนะ!

เส้นทางนักเขียนขายดีอยู่แค่เอื้อมค่ะ โปรดติดตามนะจ๊ะ

หลิน



Wednesday, April 8, 2015

ใครขายหนังสือ eBooks บน Amazon บ้าง

คำตอบคือ...(ตอบเร็วไปไหม) มีตั้งแต่สำนักพิมพ์ใหญ่ สำนักพิมพ์เล็ก นักเขียนอิสระ และแม้แต่ Amazonเองก็ลงมาเล่นในตลาดนี้กับเขาด้วยนะ
เราลองมาดูกราฟวงกลมข้างล่างกันดีกว่าค่ะ สังเกตเห็นไหมว่าจำนวนเล่ม(unit sales)ของนักเขียนอิสระมากสุดเลยนะ เย่ เย่! ส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 39% เชียวนะจ๊ะ


 แสดงปริมาณยอดขายของหมวดหนังสือขายดี แยกตามประเภทของผู้จัดทำ



ดูปริมาณยอดขายกันไปแล้ว คราวนี้มาดูรายได้จากการขายบ้าง ไหงกลับกลายเป็นว่า สำนักพิมพ์ใหญ่ครองส่วนแบ่งรายได้มากที่สุดล่ะ
นั่นเป็นเพราะราคาหนังสือต่อเล่ม(Unit price) ของนักเขียนอิสระนั้นตั้งไว้ไม่สูงมาก เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินจึงน้อยกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ ปัจจัยหลักๆในการตั้งราคาได้ไม่สูงนัก อยู่ที่ความน่าเชื่อถือ หากนักเขียนมีผลงานเป็นที่รู้จักก็สามารถที่ตั้งราคาขายได้สูงขึ้นได้ (หากดังขนาดนั้นก็คงมีสำนักพิมพ์มาจีบอยู่ดี)



แสดงรายได้ของหมวดหนังสือขายดี แยกตามประเภทของผู้จัดทำ



ได้เงินเท่าไหร่กันบ้าง เรื่องที่อยากรู้เลย

นักเขียนอิสระก็ยังครองแชมป์เกือบๆจะทุกช่วงของรายได้ แต่ก็อย่าลืมว่าจำนวนนักเขียนอิสระก็เยอะที่สุดด้วยเช่นกัน หากเทียบกับสำนักพิมพ์ใหญ่5อันดับแรก (ย้ำ... แค่5) รายได้ก็เกินครึ่งของรายได้ของนักเขียนอิสระทั้งหมดรวมกันแล้ว


แสดงช่วงรายได้ของนักเขียน แยกตามประเภทของผู้จัดทำ

เราในฐานะ(ว่าที่)นักเขียนอิสระก็มีโอกาสแย่งชิงเงินในตลาดเข้ากระเป๋าเรา หากมองอีกแง่หนึ่งหนังสือของเราก็ต้องแข่งดุเดือดไม่เฉพาะกับนักเขียนอิสระด้วยกันเองแต่ยังต้องแข่งขันกับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆอีกด้วย แต่ก็อย่าเพิ่งท้อไป ในตอนต่อๆไป หลินจะแชร์วิธีการทำให้หนังสือน่าสนใจ รวมไปถึงวิธีการโปรโมตหนังสือให้เป็นที่รู้จักด้วย
หลิน^^

ที่มาของกราฟ
http://www.publishingtechnology.com/2014/02/ebook-sales-growth-where-its-really-coming-from-an-analysis-of-author-earnings/