Showing posts with label Kindle eBooks. Show all posts
Showing posts with label Kindle eBooks. Show all posts

Wednesday, November 25, 2015

รวม 5 เว็บเพื่อขาย eBook ในต่างแดน (ชีวิตมีทางเลือกอีกเยอะะ!!)

หลินว่าใครที่ติดตามเพจหรือ blog นี้มาตลอดก็คงรู้จักกับ Amazon เป็นอย่างดีนะคะ ว่าเป็นตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ยังมีอีกหลายเว็บไซต์เลยนะ ที่ให้นักเขียนอิสระอย่างเราอัพโหลด eBook ไปขายฟรีๆ หรือถ้าไม่ฟรีก็มีการเก็บคำดำเนินการนิดหน่อยค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวหลินเองทุกวันนี้จะขายหนังสือเมืองนอกแค่ในตลาด  Amazon และยังไม่เคยมีประสบการณ์ไปขายที่อื่่นเหมือนกัน แต่หลินก็คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้รู้จักเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราสามารถฝากขาย eBook ของเราได้ เป็นการสร้างทางเลือกและช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นของเรา

ก่อนจะหาข้อมูลเรื่องนี้มาเขียน ตัวหลินเองก็อยากขยับขยาย อยากหาโอกาสใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกันค่ะ พอหาข้อมูลได้จึงคิดว่าเอาข้อมูลนี้มาแบ่งปันกันใน blog และเพจสร้างทางเลือกให้กับคนอื่่นดีกว่า ซึ่งการที่เราเอาหนังสือไปขายในหลายๆตลาดก็เหมือนที่คุณวอเรน บัฟเฟต์ (ตอนแรกๆ อ่านว่าบุฟเฟ่ต์ทุกทีเลย  - -') บอกว่าอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว ควรจะเก็บไว้ที่เล้าด้วย เอ้ย..ไม่ใช่ ควรจะกระจายความเสี่ยงด้วยค่ะ^^

ติดตามรวม 5 เว็บไซต์เพื่อขาย eBook ในต่างแดน สำหรับนักเขียนอิสระอย่างเรากันนะคะ^^ (สนใจรายละเอียดเว็บ คลิกที่ชื่อในแต่ละข้อนะคะ หลินทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ)


1. Lulu

เว็บ Lulu เป็นอีกเว็บที่ดังมากในอเมริกาค่ะ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นกันบ้างแล้ว นอกจากดังแล้ว เว็บนี้ยังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนสูงถึง 90% ค่ะ เราตั้งราคาหนังสือเองได้ด้วยและไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครค่ะ


2. Smashwords

เว็บ Smashwords มีจุดเด่นคือเวลาเราขาย eBook ที่นี่เราจะได้หมายเลข ISBN ฟรีและมีรูปแบบ eBook ให้ใช้ถึง 9 แบบ ขายที่นี่ที่เดียวยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple iBookstore และสำนักพิมพ์หนังสือแบบออนไลน์ดังๆ  อีกหลายแห่งค่ะ ค่าธรรมเนียมในการสมัครไม่มี แต่คิดค่าดำเนินการโดยหักให้นักเขียนเท่ากับ 60-85% ค่ะ



3. PaySpree

เว็บ PaySpree  เว็บนี้มีคนใช้เยอะมากเหมือนกันค่ะ ลูกเล่นเค้าคือขายผลิตภัณฑ์แรกได้ฟรี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียเงินเป็นแพกเกจ (29 USD)  เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียน เพิ่งเริ่มขาย ขายอันแรกไม่ต้องเสียเงินขายต่อไปค่อยเสียค่ะ  เว็บไม่เสียค่าลงทะเบียนในการสมัคร และจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 90-100%


4. eBookIt!
เว็บ eBookIt! ก็ตามชื่อเลยนะคะ เน้น eBook เป็นหลัก จุดเด่นคือสามารถช่วยให้นักเขียนแปลงต้นฉบับเป็นหนังสือ eBook อย่างมืออาชีพได้ โดยนักเขียนเป็นคนจ่ายค่าดำเนินการซึ่งหักค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้อยู่แล้ว สรุปว่านักเขียนไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนค่ะ^^

ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 149 USD ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่ 50-80%



5. E-Junkie

เว็บ E-Junkie เค้ามีลูกเด่นตรงที่เราสามารถขาย eBook ในรูปแบบ PDF ได้เลยค่ะ ซึ่งหมายถึงว่ามันง่ายมากสำหรับทุกคน นอกจากนี้เค้าออกแบบให้มีการแสตมป์ชื่อผู้ขาย อีเมล์ และรายละเอียดอื่นๆ ในหนังสือทุกเล่มแบบแก้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอาไปก๊อปปี้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ค่ะ (ฝรั่งเค้าซีเรียสดีจริงๆ หลินชอบมากค่ะ)

เว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียน 100%  นักเขียนเสียค่าสมัครอยู่ที่ 5 USD/เดือน ค่ะ


ถ้าใครลองแล้วเว็บไหนดีหรือไม่ดียังไงมั่ง แบ่งปันประสบการณ์กันบ้างนะคะ^^ ส่วนใครทีสนใจอยากเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon หลินมีคอร์สสอนวิธีเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบละเอียดยิบๆ ทุกขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่างค่ะ^^ มีโอกาสมาเจอกันนะคะ วันเสาร์นี้แล้วค่ะ^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!
มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------
สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^




Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



Monday, September 7, 2015

5 เทคนิคอ่านหนังสือได้เร็วจี๋!! แบบปุ่มสปีดปรับไม่ทัน!

หลินว่าเราคงเคยได้ยินมาบ้างว่า จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย  เพราะถ้าเราอ่านหนังสือได้มาก คลังคำศัพท์และความรู้รอบตัวต่างๆ ของเราจะเยอะ สะสมไปๆ พอถึงเวลาเราต้องเขียนจริงๆ สมองเราก็จะดึงความรู้พวกนี้มาใช้ได้ทัน

และการที่เราจะเป็นนักอ่านที่ดีได้ เราควรอ่านหนังสือได้มากพอ ปัญหาก็คือ ทุกวันเนี้ยคนเรามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ สารพัดเรื่องราวที่ต้องทำในแต่ละวัน แถมเจอรถติดมหาโหดเข้าไปอีก วันๆ แทบไม่เหลือเวลาแม้แต่จะนอน

หลินไปอ่านเจอเทคนิคการอ่านหนังสือเร็วของฝรั่งมาค่าาา เลยเอามาแบ่งปันกันดีกว่า เอาไว้ใช้ปรับปุ่มสปีดการอ่านของเรานะคะ^^

ติดตามกันเลยค่าา




1. เทคนิคอ่านให้เร็วขึ้นโดยใช้นิ้วไล่ตามบรรทัด
เทคนิคนี้แนะว่าเราจะอ่านเร็วขึ้นได้ ถ้าใช้นิ้วไล่ไปตามบรรทัดที่อ่าน เพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเสียงอ่านตัวเองในใจ (ซึ่งคนปกติมักเป็น ทำให้อ่านช้า) จะได้อ่านต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น  วิธีนี้ช่วยให้อ่านหนังสือจาก speed 200 คำ/นาที เป็น 1,000 คำ/นาทีเลยทีเดียวค่ะ

2. ไม่ต้องอ่านจนจบเล่ม?!
เอ๊ะ! ยังไงน้าาา  เพราะปกติเราซื้อหนังสือเล่มนึงมา เราก็พยายามอ่านให้จบใช่ไหมคะ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่าอ่านแล้วโคตรเบื่อเลย แต่ที่สุดก็พยายามอ่านจนจบอยู่ดี แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือไม่ก็เก็บไว้กะว่าจะกลับมาอ่านแล้วก็ลืมไปเลย

เทคนิคนี้บอกว่าทำแบบที่เราทำกันเนี่ย เสียเวลาฝุดๆ เลยนะ!

เพราะว่าหนังสือทั่วไปเล่มนึงเนี่ย จะมีประเด็นสำคัญแค่ 1-2 ประเด็นเท่านั้น ถ้าหนังสือดีๆ อาจจะมี 2-3 ประเด็น ถ้าหนังสือเทพๆ อาจมีไอเดียเจ๋งๆ ได้ถึง 3-5 ประเด็น ในความเป็นจริงก็คือหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือทั่วไปที่อยู่ในค่าเฉลี่ยเท่านั้นค่ะ 

ส่วนนักเขียนทั่วไปอาจจะเขียนไอเดียเจ๋งๆ ออกมาประมาณ 20 หน้า แต่หนังสือแค่ 20 หน้าจะขายได้ยังไงกันล่ะ? นักเขียนจึงต้องหาอะไรมาเติมให้ได้ 200 หน้าถึงจะทำเป็นหนังสือขายได้ วิธีนี้ทั้งนักเขียนทั่วไปและนักเขียนเทพๆ ก็ทำเหมือนกันหมด (คือหาอะไรมาเพิ่มมาเติม)

แล้วหยั่งงี้เราจะเสียเวลาอ่านหนังสือจนจบเล่มทำไม?? 

อืมมมม...น่าคิดเหมือนกันเนาะ หลินอ่านจนจบทุกเล่มเลย แต่บางเล่มใช้เวลาเป็นปีๆๆ ทำผิดทางมาตะล๊อดดดสิเรา

เทคนิคนี้แนะว่าควรจะอ่านผ่านตาแบบ skim ก่อนเพื่อหาประเด็นของหนังสือ ใช้สารบัญให้เป็นประโยชน์ ทำสัญญลักษณ์ไว้ตรงที่ไม่เข้าใจ  (ครั้งแรกให้ใช้เวลาแค่ 3-5 นาที)

ครั้งที่ 2 กลับมาอ่านอีกแค่ 30 นาที ตรงที่เป็นประเด็นสำคัญและเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจดี (อ่านแบบ scan)

สุดท้าย ถ้าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่าที่จะอ่านอีกรอบ ให้ใช้เวลา 1-2 ชม.ในการอ่านรอบที่ 3

ถ้าทำแบบนี้ได้ เราจะสามารถอ่านหนังสือหนึ่งเล่มด้วยการใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชม.!!

3. กำหนดเวลาที่อ่านให้ชัดเจน
แนะนำว่าให้ตั้งเป้า 4 ชม.กับหนังสือหนา 200-300 หน้า แล้วตั้งใจอ่าน แบบอ่านนิยายค่ะ คือไม่ให้มีอะไรมากวน

อาจจะมีคนคิดว่า โฮ้ยยย!! ใครจะทำได้ 4 ชม.หนังสือเล่มนึง เทคนิคนี้เค้าบอกว่าถ้าเราบอกว่า 4 ชม. จะอ่านให้จบ สมองเราจะพยายามทำให้ได้ แต่ถ้าเราบอกไว้เดือนนึงอ่านให้จบ รับรองว่าไม่จบ เพราะเราไม่ตั้งใจจะทำ จะไปทำนู่นทำนี่ทำนั่น ที่สุดแล้วไม่จบชัวร์

ถ้าอ่านแล้วเจอเรื่องไม่เข้าใจ ให้เขียน note ไว้แล้วกลับมาอ่านทีหลัง อย่าพยายามหาคำตอบให้ได้ในครั้งแรกที่อ่านเพราะจะเสียเวลา และสุดท้ายเรื่องที่เราไม่เข้าใจนั้นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลยนะ (เหมือนทำข้อสอบเลยอ่ะค่ะ ว่าม่ะ?)

4. เริ่มจากหนังสือเล่มง่ายๆ ก่อน
แทนที่จะเริ่มจากหนังสือโคตรยากหนา 1,000  หน้า ให้เริ่มจากหนังสือง่ายๆ หนา 100-150 หน้าก่อน ให้มีความมั่นใจแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า

พออ่านได้แล้ว ค่อยพัฒนาความสามารถในการอ่านตัวเอง ให้อ่านหนังสือได้หนาขึ้นๆ และยากขึ้นเรื่อยๆ

5. อ่านแต่หนังสือที่คุ้มค่าจะอ่าน
สั้นๆ เลยเพราะเวลาเรามีจำกัด ไหนๆ จะเลือกอ่านทั้งที ให้อ่านอะไรที่มีประโยชน์ต่อเราค่ะ
อะไรที่ไม่มีประโยชน์อย่าเสียเวลาอ่านเลย เอาเวลาไปนอนดีก่าา (หลินพูดเอง 55)

หวังว่าจะได้เทคนิคแจ่มมะว้าวว กันถ้วนหน้านะคะ ใครมีเทคนิคเจ๋งๆ ยังไงก็แชร์กันได้ค่าา

หลิน^^










Wednesday, September 2, 2015

ขึ้นอันดับ 1 !!

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle ขึ้นอันดับ 1 ของ Ookbee ในหมวดธุรกิจและการลงทุนค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับทุกการสนับสนุนและเห็นว่าหนังสือที่หลินเขียนมีประโยชน์นะคะ^^
หลิน




Tuesday, August 25, 2015

วิธีให้ Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวหนังสือเรา!!

หลินเพิ่งไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ How To Get Amazon’s Top Customer Reviewers To Review Your Book ตัวหลินเองก็เพิ่งได้ความรู้ใหม่ตรงนี้ด้วย เลยแปลมาให้อ่านกันนะคะ คิดว่าจะเป็นประโยชน์มากๆ เลย กับคนที่จะเอาหนังสือไปขายที่ Amazon ค่า^^

ภาพจาก http://www.wordstream.com/


Amazon’s Top Customer Reviewers  คืออะไร? 

ก่อนจะเล่าก็ขอเกริ่นหน่อยเพื่อความเข้าใจง่ายว่า การซื้อขายของใน Amazon ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายของออนไลน์ทั่วไป แม้กระทั่งในไทยเอง เช่น pantip market ดังนั้น การที่คนซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือเป็นหนังสือ ซื้อมาแล้วมารีวิวว่าของเค้าดีเจงๆ หรือหนังสือน่าสนใจจริงๆๆ (ไม่ใช้ม้า!) ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้คนที่จะซื้อตัดสินใจได้ง่าย รีวิวดีๆเยอะก็ขายได้เยอะ ขายได้เยอะคนก็กลับมารีวิวอีก วนลูปต่อไปเรื่อยๆ เค้าถึงว่าอะไรที่ขายดียิ่งขายดีขึ้นเรื่อยๆ ใช่ป่าวคะ

ที่นี้ที่ Amazon นี่ก็ยิ่งกว่า เพราะมีการจัดอันดับ Amazon’s Top Customer Reviewers ไว้ด้วย แปลเป็นไทยประมาณว่า "นักรีวิวระดับท๊อปของอะเมซอน" นักรีวิวพวกนี้มีจำนวนรีวิวที่เย๊อะมากกก คนที่ได้อันดับ 1 ณ วันนี้รีวิวไป 3,000++ รีวิว เอิ๊กกกกก..!!!! และก็ไม่ใช่รีวิวเอาปริมาณเข้าว่าด้วยนะ  รีวิวของเค้าเหล่านั้นได้รับการโหวตว่าเป็นรีวิวที่มีประโยชน์ต่อคนซื้อคนต่อๆ ไป คนที่ได้รับการโหวตว่ามีประโยชน์มากและจำนวนรีวิวมากพอ ก็จะได้ติด Amazon’s Top Customer Reviewers  !!!

นอกจากนี้ เมื่อเค้าเหล่านี้ไปรีวิวอะไรใน Amazon อีกก็ตาม ข้างใต้ชื่อเค้าตรงที่รีวิวก็จะขึ้นแถบว่าเป็น Top 500 reviewers หรืออื่นๆ ตามแต่จัดอันดับ สร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มไปอีกค่ะ

แล้วนักเขียนจะได้ประโยชน์อะไรนะ?

สั้นๆ เลย ถ้าได้รีวิวดีๆ จาก Top Customer Reviewers ก็จะช่วยสนับสนุนยอดขายหนังสือของเราด้วยค่ะะะ^^  เพราะนักรีวิวพวกนี้ ถ้าจัดอันดับดีๆ ส่วนใหญ่มี blog หรือเว็บไซด์ของตัวเอง  มีฐานแฟนคลับของตัวเองจำนวนมาก พอเค้ารีวิวหนังสือเรากลุ่มแฟนคลับที่ติดตามเค้าอยู่ก็จะเห็นหนังสือหรือสินค้าของเราไปด้วยค่ะ  เราจึงได้โฆษณาฟรีแบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาค่าา เฮ!!)

แล้วจะทำไงให้เค้ารีวิวล่ะ บ้านก็ไม่ใกล้กันซะหน่อย เค้าก็ไม่รู้จักเราด้วย เค้าจะยอมรีวิวให้เราง่ายๆ เหรอ?

ลองทำแบบนี้สิคะ :)


  1. ไปที่ลิงค์นี้ https://www.amazon.com/review/top-reviewers  
  2. จะมีรายชื่อนักรีวิวเยอะแยะเลยค่ะ ให้เลือกดูประวัติการรีวิวของเค้าล่าสุดว่าเค้ารีวิวสินค้าหรือหนังสืออะไรบ้าง สำคัญ*** บางคนไม่รีวิวหนังสือนะคะ รีวิวเฉพาะของที่ขายใน Amazon***
  3. สำหรับหนังสือ ให้ดูหัวข้อ interest ว่าเค้าสนใจหนังสือประเภทไหน?  บางคนเขียนเลยว่าไม่รีวิวนิยาย ไม่รีวิวเรื่องสั้น ฯลฯ
  4. เลือกมาสัก 3-4 คนค่ะ จะต้องเลือกเผื่อไว้ด้วยเพราะต้องทำใจรับหากเค้าไม่ตอบรับรีวิวของเรา
  5. หาอีเมล์ของเค้าในหัวข้อ contact information แล้วส่งไฟล์หนังสือของเราไปหา เขียนโน้ตสั้นๆ ไปด้วยว่าอยากให้เค้ารีวิวให้ เพราะเห็นว่าคุณสนใจหนังสือแนวนี้ และขอบคุณมากๆ


ถึงแม้ว่านักรีวิวจะช่วยให้กระตุ้นยอดให้หนังสือเราขายดี แต่เหล่านี้คือ ***ข้อเสียที่เราต้องเตรียมใจรับไว้ หากเราขอให้รีวิวค่ะ***


  1. เค้าอาจจะไม่ตอบ ไม่สนใจเงียบไปเลย (แต่เรา back up ไว้แล้วด้วยการเลือก 3-4 คน)
  2. เค้าจะรีวิวว่าหนังสือเราห่วย !!! อ๊ากกซซ์์!!  ทางแก้อันนี้คือเราควรต้องคัดเลือกคนที่เราจะรีวิวด้วย ด้วยการเข้าไปดูในลิงค์  Amazon’s Top Customer Reviewers ข้างบน ใช้เวลาและเลือกอย่างพิถีพิถันหน่อย ไม่ใช่หว่านแหแล้วส่งๆ ไป ถ้าไม่ต้องกับความสนใจของเค้า เค้าอาจรีวิวผิดๆ ถูกๆ ก็ได้
เคล็ดลับนี้หลินว่าไม่เลวนะคะ เหมือนกับเราได้โฆษณาหนังสือไปในตัวแบบฟรีๆ แต่ต้องเลือกให้ดีว่าจะให้คนไหนรีวิวหนังสือเรา ในกรณีที่เราขายของก็ลองหาช่องทางให้เค้ารีวิวสินค้าของเราผ่านทาง Amazon’s Top Customer Reviewers ก็ได้ เพราะมั่นใจว่าคนอื่นๆ หรือชาติอื่นๆ ที่ซื้อของก็อยากได้ความเชื่อมั่นในรีวิวผ่าน Amazon’s Top Customer Reviewers ทั้งนั้นนนค่าา^^

โชคดีกันทุกคนนะคะ ว่าแล้วหลินไปลองหา Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวมั่งดีกว่าา

หลิน^^











Sunday, August 23, 2015

แผนการตลาดสำหรับนักเขียน ฉบับทำเองขายเองก็ได้!

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นหลินต้องขอโทษอย่างมากๆ เลยที่ห่างหายจากจากการโพสไปหนึ่งอาทิตย์เต็มค่ะ เพราะมีภารกิจไปเรียนหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำ (ส่องกระจกอีกที เอ้ย แก่ไปเยอะแระ T_T) วันนี้กลับมาแล้วนะคะ และเหมือนเดิมพยายามหาอะไรที่มีประโยชน์ต่อนักเขียนอย่างเราๆ มาแบ่งปันค่ะ หวังว่าจะได้ประโยชน์กันทั่วหน้าเลยน้าาา อย่าเพิ่งหนีหายกันไปนะคะ^^

อย่างที่เรารู้กันนะคะว่า เดี๋ยวนี้พลังของสื่อสมัยก่อน ( traditional media) (นสพ. ทีวี วิทยุ ฯลฯ) เริ่มเสื่อมความขลังลงๆ เหตุผลก็เพราะ social media มาแทนที่ คนดูทีวีน้อยลง ฟังวิทยุน้อยลง แต่ดู youtube และเล่นเฟสวันละ 7-8 ชั่วโมง เฮือก!!

ดังนั้น เราในฐานะนักเขียนถ้าเรามัวแต่รอให้สำนักพิมพ์ช่วยโปรโมทให้ ผลลัพธ์ก็อาจจะช้า ยิ่งกว่านั้นถ้าเราไม่มีสำนักพิมพ์แบ็คอัพล่ะ?!!

คำตอบก็คือต้องทำเองแล้วล่ะค่ะ หลินยังเชื่อเสมอนะคะว่าเดี๋ยวนี้ต่อให้หนังสือดีมากแค่ไหนแต่ถ้าคนไม่รู้จักก็ไม่ซื้อค่ะ  แผนการตลาดจึงสำคัญและจำเป็นสำหรับนักเขียนทุกคน ไม่ว่าจะมืออาชีพ มือสมัครเล่น จะเป็น self-publishing หรือพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์ และไม่ว่าขายผ่านที่ไหน Ookbee, Amazon หรือตลาดอื่นๆ แผนการตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ นอกเหนือจากคิด content ดีๆ ค่ะ

มาติดตามแผนการตลาดสำหรับนักเขียนอย่างเรากันค่ะ เอาไว้เป็นแนวทางนะคะ ปรับใช้เพิ่ม-ลดได้ตามความสะดวกได้เลย


ภาพจาก http://www.cootransuroccidente.com/


1. เริ่มทันที  ถ้าเราวางแผนจะเป็นนักเขียนและจะมีผลงานเขียนออกมาแน่ๆ หรือมีงานเขียนแล้วก็ตามแต่ยังไม่เคยทำการตลาดเองเลย หลินบอกว่าเราเริ่มกันเลยค่ะ ไม่ต้องรออะไรแล่ว เพราะอย่าลืมว่าเราต้องใช้เวลาเหมือนกันนะ กว่าคนจะรู้จัก กว่าจะเข้าใจสไตล์แฟนคลับของเรา กว่าจะรู้ว่า platform อันไหนเหมาะกะหนังสือเรา กว่าจะ...ฯลฯ ดังนั้น เริ่มเลยอย่าได้มัวแต่รอ

2. มีเว็บไซด์  นักเขียนฝรั่งเค้าแนะนำว่าควรมีเว็บไซด์ของตัวเองค่ะ  หลินเองก็เห็นด้วยนะและเป็นแผนของตัวเองในอนาคตเหมือนกัน เพราะว่า platform  อื่นๆ ก็เป็นของคนอื่น เช่น  facebook fanpage วันนึงเค้าเปลี่ยนระบบที organic reach ลดลงๆ จนตอนนี้เหลือแค่ 1% จากยอด Like ทั้งหมดเป็นต้นค่ะ 

3. หา email list ของลูกค้าของเราให้ได้  วิธีนี้เค้าแนะนำว่าเราอาจจะทำหนังสือแจกฟรีฉบับย่อๆ (แต่เนื้อต้องน่าสนใจด้วยนะ) แล้วแจกให้ผู้อ่านที่สนใจอยากอ่านโดยวิธีส่งเมล์มาหาเรา แล้วเราส่งหนังสือกลับไป วิธีนี้เราก็จะได้เมล์ของกลุ่มผู้อ่าน ที่สนใจในเรื่องที่เราเขียนค่ะ ต่อไปเวลาเรามีหนังสือออกใหม่หรืออยากจะบอกอะไรลูกค้ากลุ่มนี้ ก็สามารถใช้เมล์นี้ในการติดต่อได้ กระซิบนิดนุง หลินเองก็ใช้วิธีเหมือนกัน หลินแจกหนังสือตัวอย่างของตัวเองให้ผู้ที่สนใจอ่านฟรีๆ ประมาณ 30% ค่ะ ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้ได้เมล์ของกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่องที่เราเขียนมาค่ะ^^ ไม่ได้ส่งแบบหว่านแหเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายและบางทีกลายเป็น junk mail สำหรับเค้าไปซะอีกด้วย

4. ทำเนื้อหาใน platform นั้นๆ ให้น่าสนใจ ไม่ว่าเราจะใช้ platform อะไร Intragram, pinterest, facebook, twitter ฯลฯ ทำเนื้อหาให้สร้างสรรค์ ให้น่าสนใจ ให้คนอ่านติดตาม วิธีนี้ถ้าทำได้ตรงเป้าจะได้ 2 เด้ง เด้งแรกมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นๆ เด้งสองถ้ามีคนเข้ามาอ่านใน platform ของเรานานๆ และเยอะๆ google จะจับได้ทำให้ เนื้อหาของเราขึ้นหน้าแรกๆ ใน google เวลามีการค้นหาค่ะ สรุปว่าได้ทั้งคนได้ทั้งเครื่องนะ อิ อิ

5. ใช้ platform ให้เหมาะกับเนื้อหาของตัวเอง ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องไปทุกๆ social media ในทางกลับกัน เราควรหาว่าเนื้อหาของเราเหมาะกับ platform อันไหนมากกว่า เช่น หลินเป็นคนชอบเขียนยาวๆ blog กะ website จะตอบโจทย์ที่สุด บางคนถ่ายรูปสวย instragram , pinterest จะเหมาะที่สุดเป็นต้นค่ะ นอกจากนี้ควรต้องคอยหมั่นดูว่า platform นั้นๆ เค้ามีการเปลี่ยนระบบอะไรไหม และที่เปลี่ยนกระทบอะไรกับเรารึเปล่า จะได้คอยหาทางหนีทีไล่


จบแล้วนะคะ ใครมีเทคนิคอะไรอยากแชร์บอกให้หลินรู้บ้างนะคะ ข้าน้อยยังต้องศึกษาอีกมาก ขอคารวะอาจารย์ทุกท่านค่าาา

หลิน^^








Friday, August 14, 2015

นิสัยการเขียน เราสร้างได้!

วันนี้มีบทความของฝรั่งมาแบ่งปันค่ะ เหมาะกับคนรักอาชีพนักเขียนอย่างเรามากๆ เค้าว่านักเขียนที่แท้จริง เค้าเขียนหนังสือกันทุกวัน เพื่อสร้างนิสัยชอบเขียน ขอให้เชื่อเถอะว่า นักเขียนที่ดีจริง เก่งจริง แท้จริงแล้วมาจากระเบียบวินัย ไม่ใช่พรสวรรค์!

ความแตกต่างของนักเขียนมืออาชีพกับนักเขียนสมัครเล่น มีอยู่ข้อเดียวคือ "การฝึกฝน" ที่ต่างกันเท่านั้น

เทคนิคก็คือต้องสร้างนิสัยการเขียน ทำๆๆๆ ทุกวัน ทำจนกระทั่งไม่ต้องคิดว่าจะเขียนก็เขียนเองโดยอัตโนมัติ

3 วิธีช่วยสร้างนิสัยการเขียน




  1. เลือกสถานที่ที่จะเขียน จะเป็นที่ไหนก็ได้ค่ะ ขอให้เป็นที่ๆ เราชอบ มีความสุข นั่งสบาย มีแรงบันดาลใจ (อย่าหลับนะคะะ)
  2. เลือกเวลา เหมือนข้างบนค่ะ จะเป็นเวลาไหนก็ได้แต่ขอให้เป็นเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน ขอให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรานั่งลงและเริ่มต้นเขียน ไม่ต้องแคร์ว่าจะมีเรื่องจะเขียนหรือเปล่า ให้คิดว่าเราจะเขียนในช่วงเวลานี้ล่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีวันเริ่มซะที (อ่ะนะ)
  3. ตั้งเป้าหมาย จะเป็นกี่หน้าหรือเป็นกี่คำก็ได้ โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยของคำที่สามารถสร้างนิสัยงานเขียนได้อย่างสม่ำเสมออยู่ที่ 300-1,000 คำ ถ้านับเป็นหน้าก็ประมาณ 2-3 หน้าA4 (หน้าละ 400 คำโดยประมาณค่ะ)
ตำราฝรั่งเค้าบอกให้ทำซ้ำๆ ทำสม่ำเสมอ ทำทุกวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภายในไม่กี่เดือน เราจะเขียนได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นค่ะ

พอถึงจุดนี้ ก็อาจจะมีคนตั้งคำถาม เพราะเข้าสู่โหมดต่อมาก็คือ...

"แล้วจะเขียนอะไร?" "นึกไม่ออก!"???

อย่าได้แคร์ค่ะในช่วงเริ่ม ให้เขียนไปก่อนเพราะถ้านิสัยรักการเขียนยังไม่เริ่ม งานเขียนก็ยากที่จะทำได้ดี ขอให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้นๆ

ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ลองเขียนเรื่องพวกนี้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องรอบๆ ตัวเรา
  • เขียนว่าเราทำอะไรบ้างวันนี้
  • เขียนภาคต่อหรือบทต่อ ของหนังสือตัวเองที่ยังค้างอยู่
  • เขียนถึงเป้าหมายของตัวเอง อยากเป็นหรืออยากทำอะไร
  • เขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน!

หลายคนอาจคิดว่าเขียนอะไรก็ได้แล้วจะเขียนไปทำไม (ยะ) จริงๆ ถ้าพูดถึงการสร้างนิสัยในการเขียน อย่างน้อยเราก็มีก้าวแรกที่จะก้าวต่อไปค่ะ ดีกว่าไม่มีก้าวแรกเลยก็ไม่ได้เริ่มซะทีเลยนะ

สู้ต่อไปทาเคชิค่าาา

หลิน^^

http://goinswriter.com/start-writing-daily/



Tuesday, July 21, 2015

วิธีเอาผลงานคนอื่นมาขายใน Amazon ให้ถูกกฏ บอกแบบหมดเปลือก!

หลายคนที่อยากขายหนังสือบน Amazon แต่ติดที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี ยังตกผลึกไม่ได้ ยังต้องใช้เวลาในการคิด ฯลฯ

วันนี้หลินมีอีกแนวทางเลือกหนึ่งมานำเสนอค่ะ ไม่ต้องเป็นงานตัวเองก็เอาไปขายได้ ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย และได้ตังค์เหมือนกัน!

ใน Amazon Kindle มีศัพท์เฉพาะคำนึง เรียกว่า Public Domain ค่ะ ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงเป๊ะเลยกะเรื่องที่เราจะคุยในวันนี้

อย่าเสียเวลามารู้จัก Public Domain กันค่ะ^^

Public Domain คือ ผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ที่ใครๆ (ในโลกนี้) สามารถนำผลงานนี้ไปใช้ต่อได้ฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งจริงๆ แล้ว Public Domain works เนี่ยมีความหมายครอบคลุมใช้ได้กับหนังสือ เพลงหรือภาพยนต์ก็ได้ค่ะ ในที่นี้จะเน้นที่งานเขียนเป็นหลักนะคะ

และก็เพราะว่าเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ จึงไม่มีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เวลาเอาไปใช้

แต่เราจะรู้ยังไงล่ะว่า ผลงานไหนเป็น Public Domain  ? เดวพลาดเอาไปใช้โดน ban account อีกยุ่งตายเลย

วิธีการคือดูบนเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ผลงานที่เข้าข่ายเป็น Public Domain ได้แก่

  1. ผลงานที่เป็น Public Domain โดยอัตโนมัติเพราะงานชิ้นนั้นไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ เช่น ข้อเท็จจริงต่างๆ (สูตรคูณที่เราท่องกันตอนเด็กๆ) หรืองานที่รัฐบาลเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้
  2. ผลงานที่เจ้าของผลงานกำหนดให้งานของตัวเองไม่มีลิขสิทธิ์ (เหตุผลเพื่อให้ผลงานของตนเองแพร่หลายเป็นวงกว้าง) ใครจะเอาไปใช้ก็ใช้ได้ นึกไม่ออกก็หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ ที่ใครอยากพิมพ์ซ้ำเผยแพร่ก็ย่อมได้ 
  3. ผลงานที่เกิดก่อนปี 1923   ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ผลงานที่เกิดก่อนปี 1923 จึงเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ไปโดยปริยาย
  4. ผลงานที่ลิขสิทธิ์หมดอายุลง



หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมีกรณีไหนบ้างล่ะที่ทำให้ลิขสิทธิ์หมดอายุลงล่ะ?

คำตอบก็คือผลงานที่อยู่ในเกณฑ์พวกนี้ค่าาา

  • ผลงานของนักเขียน (บุคคล) ที่มีลิขสิทธิ์และเสียชีวิตเกิน 70 ปีขึ้นไป  (พูดง่ายๆคือ เราใช้ผลงานเขาได้หลังจากเขาเสียไปแล้วเกิน 70 ปี) แต่หากว่าหนังสือเล่มนั้นมีผู้เขียนร่วมหลายคน ให้นับเอาจากคนสุดท้ายที่เสียชีวิตนะคะ อาจจะรอหน่อยนึง (แต่ถ้าเค้ายังหนุ่ม ไปเลือกเล่มอื่นเต๊อะเพราะเราอาจไปก่อน แหะๆ)
  • หากเป็นผลงานในนามองค์กรหรือหน่วยงาน ผลงานจะสิ้นสุดลิขสิทธิ์เมื่อ 95 ปีนับจากตีพิมพ์ครั้งแรกหรือ 120 ปีนับจากปีที่ผลงานนั้นถูกสร้างขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าอายุไหนถึงก่อน (เลือกจำนวนปีที่น้อยกว่าเสมอ)
ดังนั้น เวลาที่เราจะเอาผลงานคนอื่นไปขายในลักษณะ Public Domain เพื่อความมั่นใจ ขอให้ตอบคำถามสักสองสามข้อข้างล่างนี้ก่อนค่ะ

  1. ใครเป็นคนสร้างผลงานเขียนชิ้นนี้?
  2. คนเขียนเสียชีวิตเกิน 70 ปี รึยัง?
  3. หากเป็นผลงานในนามองค์กรหรือหน่วยงาน ผลงานนั้นตีพิมพ์ครั้งแรกเกิน 95 ปี หรือมีอายุเกิน 120 ปีแล้วหรือยัง?
ตัวอย่างนะคะ
บทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet เราอยากเอามาขายเป็น Public Domain ใน Amazon มากๆ เลย ขอให้ตอบคำถามนี้ก่อน

  1. ใครเป็นคนแต่ง คำตอบก็คือ William Shakespeare (ซึ่งเป็นบุคคลไม่ใช่องค์กร)
  2. เขาเสียชิวิตเมื่อไหร่  คำตอบก็คือปี 1616 ซึ่งเกิน 70 ปีขึ้นไปและยังก่อนปีที่จะมีกฎหมายลิขสิทธิซะอีก 
ดังนั้น บทประพันธ์ Romeo and Juliet จึงถือว่าเป็น Public Domain เราและคนอื่นๆ (ในโลกนี้) เอามาใช้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครเลยค่ะ

หมายเหตุ กาดอกจันตัวโตๆๆ ด้วยน้าาา

  • กฏหมายลิขสิทธิ์ของแต่ละประเทศอาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง
  • งานที่ดัดแปลงจากต้นฉบับดั้งเดิม (original version) ก็มีลิขสิทธิ์ของเค้านะคะ เช่นหนัง Romeo and Juliet ที่พระเอกสุดหล่อ (ในตอนนั้น) Leonardo Di Caprio แสดง ก็ถือว่าผลงานชิ้นนี้มีลิขสิทธิ์ ที่เกิดจากการดัดแปลงเนื้อหาให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ถึงแม้สร้างจากบทประพันธ์ที่ถือว่าเป็น Public Domain แล้วก็ตาม พูดง่ายๆ คือถ้าเราจะทำหนังสือ  Romeo and Juliet  มาขาย ก็ทำได้เฉพาะเนื้อหาของWilliam Shakespeare ไม่ใช่ทำหนังสือจากเนื้อหาของ Romeo and Juliet เวอร์ชั่นเฮีย Leonardo ค่ะ^^

ซึ่งเท่าที่หลินหาข้อมูลในเนตมา มีคนไทยทำหนังสือจาก Public Domain  มาขายเหมือนกัน แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเนื่องจากผลงานเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เรา (คนไทย) ทำขายได้ คนอื่นทั่วโลกก็ทำขายได้เหมือนกันนะคะ

หวังว่าคงจะได้ความรู้เกี่ยวกับ Public Domain กันมากขึ้นค่ะ เป็นอีกทางเลือกให้กับทุกคนนะคะ^^


หลิน^^

Tuesday, July 14, 2015

ใครอ่าน eBook กันบ้างน้า?

แต่ไหนแต่ไรมา เราทุกคนในโลกนี้ก็อ่านหนังสือเล่มๆ เป็นหลักนะคะ จนกระทั่งมาถึงยุคดิจิตอลก็เลยเกิดเป็น eBook ขึ้นมา เค้าว่าสั่นคลอนวงการหนังสือในวงกว้างทีเดียว ปฏิวัติชีวิตนักเขียน นักอ่าน และกระบวนการทำหนังสือทั้งหมดเลยนะ

แต่บางคนบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง หนังสือเล่มต้องไม่ตาย บางคนบอกว่าหนังสือเล่มบางประเภทต้องตายแหง๋แก๋ แต่ยังไงซะ eBook ก็คงไม่สามารถมาแทนที่หนังสือเล่มได้ทุกอย่างหรอกน่า

ไม่ว่าจะถกเถียงกันยังไง เรามาดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ  eBook  ที่ฝรั่งเค้าทำกันค่ะ

infographic นี้เป็นของต่างประเทศค่ะ เขาแสดงให้เห็นว่าใครอ่าน eBook กันบ้าง โดยแยกตามเพศ อายุ การศึกษา ฐานะ และ ความสนใจค่ะ ผลสำรวจออกมาว่า แท่น..แท๊นนนน

  • ผู้หญิงรักการอ่านมากกว่าผู้ชายและยังเริ่มหันมาอ่าน eBook เป็นสัดส่วนที่มากกว่าหนังสือเล่มอีกด้วยแน่ะ เย้! 
  • กลุ่มคนหนุ่มสาวเปิดรับ eBook กันมากขึ้น ซึ่งดูไม่น่าแปลกใจ เพราะตอบรับและเรียนรู้เทคโนโลยีกันไวอยู่แล้ว ใช่ไหมพวกเรา
  • 2 ใน 3 ของคนอ่าน eBook จบอนุปริญญาหรือปริญญาเป็นอย่างต่ำ
  • คนมีฐานะชอบอ่าน eBook (อุ่ย ตรงจังเว่อร์ๆ อิ อิ)
  • คนชอบอ่าน (ทั้ง eBook และหนังสือเล่ม) ชอบอ่านเรื่องลึกลับ สอบสวน ซ่อนเงื่อน รองลงไปคือนิยายรักโรแมนติก แต่ยังไงคนยังคงชอบอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์จากหนังสือเล่มมากกว่า eBook นะ (ไม่รู้ว่าเพราะเกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ จะได้ฟิลต้องอ่านจากหนังสือเล่มๆ หรือป่าว)
  • จำนวนคนซื้อ eBook ที่ราคาไม่เกิน $5 มีมากกว่าหนังสือเล่ม (ที่ช่วงราคาเดียวกัน คือไม่เกิน $5) อันนี้ไม่แปลก เพราะราคา eBook ถูกกว่าหนังสือเล่มอยู่แล้วค่ะ (เพราะไม่มีค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ และค่าจัดจำหน่ายก็ถูกกว่า ฯลฯ) ยิ่งเป็นหนังสือแบบเดียวกันที่มีทั้งเวอร์ชั่น eBook และหนังสือเล่ม หนังสือที่เป็น eBook จะราคาถูกกว่าอย่างแน่นอน

และสุดท้ายปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ชอบอ่าน ส่วนใหญ่ตอบว่าการอ่านเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตค่ะ^^ (ฟังคำตอบแล้วปลื้มปริ่มไงไม่รู้นะคะ)


ที่มา Random House's Research and Analytics team

หลินคิดว่าไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่มหรือ eBook ก็ดีทั้งนั้นแหละค่ะ หนังสือดีๆ พาเราท่องเที่ยวไปได้โดยไม่ต้องเดินทาง เพิ่มประสบการณ์ทางอ้อมจากการเรียนรู้ประสบการณ์คนอื่นผ่านตัวหนังสือ  เป็นครูดีๆสอนวิชาความรู้ต่างๆ แล้วยังเป็นสื่อบันเทิงในราคาที่เอื้อมถึง 

ยังๆ ยังไม่จบ ยังเป็นของขวัญ ความปรารถนาดีและความเอื้ออาทรส่งหนังสือให้คนที่รัก และส่งต่อหนังสือที่เราอ่านแล้วให้คนที่ยังมีโอกาสเข้าถึงหนังสือน้อยกว่าเราได้อีกด้วย :)

เขียนจบแล้วน้ำตาจิไหล T_T 

จบด้วยคำแสนเชย 

"วันนี้คุณอ่านหนังสือหรือยังคะ"

หลิน^^




Thursday, April 9, 2015

Amazon Kindle คืออะไร

แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ Amazon เริ่มต้นทำธุรกิจ eBooks นอกจากจะต้องมีไฟล์ eBooks วางจำหน่ายแล้ว ทาง Amazon ก็ได้ทำอุปกรณ์ไว้สำหรับอ่าน eBooks ออกจำหน่ายอีกด้วย มีชื่อว่า Amazon Kindle ซึ่งเรียกง่ายๆว่ามันคือ eBook reader ที่พัฒนาโดย Amazon เพื่อใช้อ่าน eBooks ที่เป็น format ของ Amazon eBooks (ป้องกันการcopy)ที่เราเรียกว่า Kindle





kindle fire hdx


ต่อมาเทคโนโลยีด้าน IT พัฒนาขึ้น ปัจจุบันนี้มี APP เพื่ออ่าน eBooks สามารถติดตั้งใน Smartphone (ทั้ง IPhone และ android phone) รวมถึง iPad แม้กระทั่งDesktop Computer ให้ download ฟรี ซึ่งเมื่อติดตั้ง APP เสร็จเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าวก็สามารถอ่าน Kindle eBooks ได้ จากนั้นเราก็สามารถสั่งซื้อ eBooks ที่มีวางขายบน Amazon แล้วใช้ Smartphone ของเราอ่าน eBooks ได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เครื่องมือที่ใช้อ่าน eBooks ของ Amazon แพร่หลายมากขึ้น เพราะแม้แต่โทรศัพท์ของเราก็อ่าน eBooks ได้

เราจะเห็นว่าเครื่องมืออ่าน  Amazon Kindle eBooks มีมากมาย ไม่จำเป็นต้องซื้อ Amazon Kindle Device มาโดยเฉพาะเพื่ออ่าน eBooks นั่นเป็นเพราะว่า Amazon เองก็เน้นขายหนังสือ eBooksไม่ได้เน้นขาย Devices (คงคิดว่าให้APPฟรีแพร่หลาย แล้วเอากำไรจาก eBooks จะดีกว่า) ทำให้ข้อจำกัดของคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้อ่าน Kindle eBooks แทบจะไม่มีเลย

Kindle Device รุ่นใหม่ๆที่ออกมาก็ไม่ได้มีfunction ที่ใช้อ่านแต่ eBooks เหมือนรุ่นแรกๆ มันสามารถเชื่อมต่อ Wifi ,จอTouchscreen, มีfunctionช่วยอำนวยความสะดวกในการอ่านหนังสือ แถมยังพ่วงโปรโมชั่นกับ Kindle eBooks Store ของAmazon อีกด้วย เรียกว่าซื้อ eBooks ได้ในราคาถูก อ่านฟรีเล่มไหนก็ได้30วัน และอื่นๆอีกมากมาย น่าสนไหมล่ะ ยิ่งรุ่น Kindle Fire HDX แทบจะทำอะไรได้เหมือน iPad เลยทีเดียวล่ะ สนใจถอยสักเครื่องไหมคะ

หลิน^^