Showing posts with label สร้างนิสัยนักเขียน. Show all posts
Showing posts with label สร้างนิสัยนักเขียน. Show all posts

Friday, October 16, 2015

5 วิธีที่จะทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!!!

หลินว่าโตจนป่านนี้ เราอ่านอะไรเกี่ยวกับ How to be successful กันมาเยอะนะคะ
10 วิธีถึงฝั่งฝัน, 5 วิธีรวยเงินล้าน,  8 วิธีมีประสิทธิภาพในการทำงาน 6 วิธีเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ขั้นเทพและอื่นๆ อีกเยอะเลย

พอดีได้ไปดูคลิป TedTalk มาค่ะ ชื่อ 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! เห้ยยย..น่าสนใจ นี่มันตรงกันข้ามกับที่เราอ่านกันมาเย๊อะะเลยนี่ ดั๊นมาบอกวิธีทำลายฝัน ลองคลิกดูดีกว่า..

ดูจบแล้วได้เรื่องเลยค่าาา หลินว่าเค้าพูดได้ตรงใจมากๆ มันเป็นธรรมชาติของคนเราจริงๆ กับทุกๆ เรื่องของชีวิตที่หวังความสำเร็จเร็วๆ หวังว่าต้องมีใครมาคอยช่วยเหลือ หวังว่าใครสักคนต้องมาบอกสูตรเคล็ดลับให้ประสบความสำเร็จ และอีกสารพัดที่จะหวัง 

ข่าวดีก็คือเดี๋ยวนี้มีสื่อฟรีๆ ให้เราเสพเยอะแยะเลย Role Models ก็มีเยอะแยะที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากสำเร็จมั่ง
ข่าวร้ายก็คือมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ว่าน่ะสิ ไม่ว่าคุณยอมควักเงินแพงแค่ไหนก็ตาม

ติดตาม 5 วิธีที่ทำให้ฝันคุณไม่สำเร็จ!! (5 Ways How Not to Follow Your Dream) จาก TedTalk ค่ะ^^




วิธีแรก เชื่อว่าความสำเร็จต้องมาชั่วข้ามคืน
หุ หุๆ คุ้นๆ หรือป่าวคะ หลินว่าตัวเองก็เคยเป็นนะ เราคงเคยเห็นใครก็ตามรวยเร็วๆ แบบว่าเทพหุ้นมาเอง รวยสิบเด้งใน 2 ปี  เรียนเก่งโคตรๆ อ่านหนังสือก่อนสอบวันเดียวได้เต็มแระ ทำธุรกิจแล้วก็ประสบความสำเร็จสุดๆ ขายดีถล่มทลาย (บางทีเราก็แอบคิดว่า ไรแว้? แค่ขายของแค่เนี้ย ทำไมขายดีนักอ่ะ! เราก็ทำได้ไม่เห็นยาก) โอ้โหห...เฮะะ! น่าอิจฉาเป็นบ้าเลยใช่ป่าวคะ

ในความเป็นจริงสิ่งที่เราเห็นคือทฤษฏีภูเขาน้ำแข็ง คือเราเห็นแค่ก้อนลอยเหนือน้ำจิ๊ดเดียวที่เค้าประสบความสำเร็จ รู้ป่าวว่ากว่าจะมาถึงวันนี้เลือดออกทางเข่ามากี่หน ร้องไห้มากี่ครั้ง พยายามมากี่รูปแบบ ล้มมากี่ครั้ง เรารู้มั่งป่าว?? (ก้อนใหญ่บะเริ่มเทิ่มอยู่ใต้น้ำ)

ดังนั้น ไม่มีความสำเร็จอะไรชั่วข้ามคืนหรอกค่าา มันแค่เพราะเราไม่เห็นเอง...ก็เท่านั้น



วิธีที่ 2 เชื่อว่ามีคนจะให้สูตรสำเร็จกับตัวเองได้แน่นอน
แน่นอนที่สุดว่าคุณเป็นที่รักของเพื่อนฝูง ครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตมีทางแยก คุณต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ทุกคนที่รักคุณและคุณรักก็จะพร้อมใจกันมาให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรืออะไรก็ตามแต่ 

แต่เชื่อไหม เราจะถามใครไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก เพราะเค้าไม่ใช่เราและเราไม่ใช่เค้า หลังจากคุณได้คำแนะนำจากเค้า ผ่านไปอีกสักพักชีวิตคุณก็จะถึงเวลาต้องตัดสินใจอีก แล้วเอาไงล่ะ?? ถามทุกคนที่รู้จัก 100 คน ได้ 100 คำตอบ แล้วคุณจะเลือกทางไหน?? หรือเอามายำรวมกันดีไหม??

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องตัดสินใจเลือกเดินด้วยตัวเอง เพราะ "ไม่มี" ใครในโลกนี้ที่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราทุกอย่างหรอกค่ะ แน่นอนว่าทางเดินที่คุณเลือกอาจจะสะดุดหกล้มบ้าง ไรบ้าง แต่บอกได้เลยว่านี่คือกระบวนของการเป็นชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ นี่ล่ะ  (ใครจะการันตีล่ะว่าถ้าทำตามคนอื่นๆ แล้วชีวิตเราจะไม่สะดุด แล้วถึงตอนนั้นจะโทษใคร??)



วิธีที่ 3 เลิกเมื่อถึงเป้าเดียวในชีวิต
แน่นอนว่าพอเราบรรลุเป้าอะไรสักอย่างที่เราวางแผนไว้ เราก็อยากจะเลิกใช่ป่าวคะ เหนื่อยเฟ้ย เสร็จซะที ><'

แต่จริงๆ ชีวิตเรามันไม่ได้มีเป้าหมายเดียว พอบรรลุแล้วเราก็ต้องพยายามๆ ต่อไปเพื่อไปถึงเป้าหมายใหม่ เป้าหมายต่อไป ถ้าเราผ่อนแรงลงมั่งมันก็อาจจะไม่ได้แย่เท่าไหร่ เพราะมีฐานเดิมคอยหนุน แต่ให้เรามองอีกอย่างดีกว่าว่าถ้าเราใส่แรงลงไปอีกหน่อย พยายามอีกนิด เราจะไปได้ไกลกว่าเดิมเพราะมีฐานเดิมมาคอยหนุนต่างหาก




วิธีที่ 4 โทษว่าความผิดพลาดทั้งหลายนั้นเป็นของคนอื่นและสิ่งอื่นๆ (ยกเว้นตัวเอง)
ได้ยินกันบ่อยๆ ป่าวคะว่า โอ้ยย!..เศรษฐกิจไม่ดีอ่ะ เลยขายของไม่ดีเลย  โอ้ยยย!..ชั้นมันไม่มี connection อ่ะ จะมีโอกาสออกหนังสือได้ไง โอ้ยยย!..หัวไม่ดีมาตั้งแต่เด็กอ่ะ เรียนไม่เก่ง โอ้ยย!...ได้ลูกน้องไม่เก่งอ่ะ ธุรกิจเลยไม่โต ฯลฯ (หลินก็เป็นแบบนี้เป๊ะๆ เลย เอาชีวิตจริงมาตีแผ่น่ะเนี่ย TT)

จริงๆ แล้วฝัน "ของเรา" เราต้องเป็นคนรับผิดชอบฝันนี้เต็มๆ รับผิดชอบให้ฝันของเราสำเร็จ ใช่แล้วล่ะค่ะเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดแย่ หาลูกน้องดีๆ ไม่ได้ ไม่มีหัวการค้า ไม่เคยทำ ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีใครอยากซื้อหนังสือที่คุณเขียน ไม่มีใครอยากซื้อของที่คุณขาย ไม่มีใครอยากทำงานกับคุณเลย แสดงว่า "ตัวเรา" ต้องมีอะไรผิดพลาดแหงๆ แน่นอน

ตัวเราต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าฝันเราไม่เป็นจริง อย่าโทษคนอื่น




วิธีที่ 5 มุ่งแต่ถึงเป้าหมาย ลืมความสวยงาม (ของชีวิต) ระหว่างทาง
เชื่อว่าชีวิตมีแต่เป้าหมายเท่านั้นอย่างอื่นไม่มี เหมือนอย่างเราไปปีนเขาที่สูงมากๆ ลูกนึง ตั้งตาตั้งตาปีนให้สำเร็จ พอไปถึงยอดแล้ว?? ดีใจกันแล้ว ?? ประมาณ 10 นาทีต่อมา เอาไงต่อฟร่ะ??  (ก็ต้องลงเขาดิ ถามได้??)

จริงๆ ชีวิตไม่มีแค่ฝัน แต่ชีวิตคือการเดินทางเพื่อไปถึงฝันต่างหาก ดังนั้น สำคัญคือเราต้อง "มีความสุข" กับทุกย่างก้าวที่เดินไปหาฝัน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำฝันให้เป็นจริง จนลืมไปเลยว่าความสวยงามข้างทางระหว่างที่เราเดินนี่เป็นไง

แน่นอนว่าบางก้าวเดินง่ายแฮะ พื้นเรียบดี บางก้าวดันล้มซะนี่ ก็ให้คิดว่าก้าวที่มันเรียบก็ควรจะดีใจว่า เห้ยย!..มันไม่ยากแฮะ ดีใจจัง ส่วนก้าวที่ล้มก็ให้คิดเป็นประสบการณ์จะได้ไม่ล้มท่าเดิมอีก (ท่าใหม่รออยู่ อิ อิ) 

ที่สำคัญ อย่าลืมเราเองจะอาจไปไม่ถึงฝันก็ได้นะคะ แต่ไม่เสียใจหากพยายามเต็มที่แล้ว


หลิน^^

Credit: https://www.ted.com/talks/bel_pesce_5_ways_to_kill_your_dreams

ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับงานเขียนอื่นๆได้ที่ Blog นี้ หรือที่ facebook fanpage ข้างล่างนะคะ
https://www.facebook.com/ebookmakerich



















Thursday, September 17, 2015

9 เทคนิคเขียนให้ได้ 5,000 คำใน 1 วัน!! :)

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า รักจะทำงานเขียน ต้องฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ำเสมอนะคะ^^ ที่นี้ปัญหาอยู่ที่ บางทีนึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไรดี จะทำยังไงถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ?

วันนี้หลินมีเทคนิคของฝรั่งมาแชร์ เค้าอ้างว่าด้วยวิธีนี้ทำให้เค้าเขียนได้ถึง 5,000 คำใน 1 วันเลยล่ะค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ^^  ถึงแม้อาจจะทำได้ไม่ถึง 5,000 คำอย่างเขา แต่ต้องดีกว่าเดิม ชัวร์!




1. ให้เขียนตอนเช้า
เค้าบอกตอนเช้าคนเรามักมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด แล้วค่อยถูกๆ ทำให้ไขว้เขว ถูกรบกวนด้วยนู่นนั่นนี่ ทำให้ประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ โดยเริ่มตั้งแต่เที่ยงถึง 4 โมงเย็น

ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง ถ้าเราเอาเวลานี้มาฝึกฝนการเขียนในตอนเช้าได้ ก็จะเยี่ยมฝุดๆ เลยนะคะ^^ แต่หากบางคนบอกว่า แหม!ไม่สะดวกเลยอ่ะ ตอนเช้าเนี่ย เพราะต้องทำโน่นนี่เยอะแยะ วุ่นวาย ไหนยังต้องทำงานประจำอีกด้วยด้วย ไม่ว่างมาเขียนตอนเช้าสิ

ไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องมาเขียนตอนเลิกงาน  จริงๆแล้วที่ว่า หากเลือกได้ให้เลือกตอนเช้านั้นก็คือ สมองเรายังปลอดโปร่งอยู่นั่นเอง ดังนั้นหลังจากที่เราทำภารกิจมาทั้งวัน ก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียน ให้ผ่อนคลายจิตใจก่อนค่ะ จะฟังเพลงเบาๆหรือวิธีไหนก็ได้ที่ถูกจริตเรา ทำให้เกิดสมาธิก่อนเริ่มเขียน ก็เป็นวิธีชดเชยกับการที่เราไม่สามารถเลือกช่วงเวลาเช้าได้ค่ะ

2. คอยพักเรื่อยๆ ระหว่างเขียน
การเขียนรวดเดียวจนจบโดยไม่พักเลย จะมีข้อเสียตรงที่ทำให้พลังงานของเราหมดแม็กอย่างรวดเร็วค่ะ เทคนิคก็คือควรพักอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่เขียน เช่น ทุก 25 นาที พัก 5 นาที ฝรั่งเค้าว่าวิธีนี้ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

บางคนใช้วิธีตั้งเวลาจะใช้มือถือหรือใช้ app โหลดฟรีก็ได้ พอถึงเวลาดังเตือนก็หยุดสักแป๊ป

3. เขียนให้ได้ทุกๆ วันๆ
ข้อนี้เป็นไปตามกลไกว่า ฝึกเขียนทุกๆ วันๆ ก็ช่วยให้เขียนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ลื่นไหลขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลงๆ ค่ะ


4. กำจัดสิ่งที่คอยรบกวนให้หมด
ข้อนี้หลินก็เป็นนะคะ แต่ก่อนเคยใช้เวลาอยู่กับ internet  แบบไม่รู้ตัว ท่องเว็บไปเรื่อยๆ อ่านไปเรื่อย ๆ เรื่องดารา เรื่องอะไรต่อมิอะไร เหมือนกับฆ่าเวลาไปงั้น ๆ

แต่ทำเป็นเล่นไป ในที่สุดก็ใช้เวลาบนหน้าจอ (แบบไร้สาระ ไม่ได้อะไรขึ้นมา เช่น เม้าท์มอยดารา) วันละหลายๆ ชั่่วโมงแบบไม่รู้ตัวเลย

วิธีที่หลินใช้ตอนนี้ก็คือ เขียน list ที่สำคัญและต้องทำแน่ๆ ในแต่ละวันออกมา และพยายามทำใน list ให้เสร็จก่อน ขีดฆ่าหัวข้อที่ทำเสร็จแล้ว บอกตัวเองว่าถ้าไม่เสร็จก็อดท่อง internet ด้วยวิธีนี้หลินค้นพบว่ามัน work เลยค่ะ งานก็ไม่ค้างและเป็นไปตามแผนด้วย ลองดูนะคะ^^


5. อย่าเสียเวลานั่งคอย คิดถึงไอเดียบรรเจิดเพริดแพร้ว ฝันกลางวันหรือใจลอยไปไหนถึงไหน??!?
หลายคนเวลาจะลงมือเขียนมักอ้างว่าไม่มี "ฟิลลิ่ง" (feeling)

คำถามคือฟิลลิ่งตอนนี้ไม่มีแล้วตอนไหนถึงจะมี ?

แต่หากว่าฟิลลิ่งไม่บังเกิดจริงๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานดูบ้างก็ดี อาจจะเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน เปิดเพลงเบาๆ ที่สำคัญคืออย่าเอามันมาเป็นข้ออ้างในการไม่เขียนค่ะ

ความจริงก็คือจะเขียนเก่งขึ้นได้ก็ต้องการ การฝึกฝน เหมือนจะผอมก็ต้องออกกำลังกาย มัวแต่รอฟิลลิ่ง ฝันกลางวัน ใจลอยยยไปนู่น คงไม่ได้เก่งขึ้นมาด้วยวิธีนี้เท่าไหร่

ลืมตาตื่นแล้วลงมือเขียนจะดีกว่าาาา.........เนอะ



6. เริ่มการเขียนเป็นสิ่งแรกของวัน
เค้าว่า (ซึ่งหลินว่าจริง) ถ้าเราเริ่มการทำงานด้วยการเช็ค email, website, Twitter, หรือ Facebook. เราจะไม่ได้หันมาเขียนซะที

มีงานวิจัยมาสนับสนุนด้วยว่า social media ทั้งหลายทำให้เกิดภาวะยากที่หยุด คล้ายๆ กับการติดยาหรือติดสารอะไรบางอย่าง คือเริ่มเล่นแล้วต้องเล่นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าเราเริ่มงานในแต่ละวันด้วย social media  คงยากที่งานเขียนของเราจะสำเร็จได้ค่ะ TT

7. อย่าเขียนไป edit ไป
เพราะว่าจะไม่เสร็จซักที ทำไปแก้ไป แก้ไปแก้มาไม่ถูกใจ แก้บรรทัดนี้กลับไปแก้ย่อหน้าที่แล้วอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ จะคืบหน้าได้ยังไง?

วิธีแนะนำคือจะเขียนอะไรก็เขียนให้เสร็จก่อน จะเป็นบทความ เรื่องสั้น ไดอารี่หรืออื่นๆ แล้วค่อยกลับมาแก้งานทีหลังค่ะ^^

8. ใช้จอmonitor 2 จอ
เคยเป็นไหมคะ ที่ต้องค้นคว้าข้อมูลไปแล้วก็เขียนไปด้วย หน้าต่างบนจอคอมเยอะแยะไปหมด สลับหน้าต่างไปมา อ่านหน้าต่างโน้นเขียนหน้าต่างนี้ ยุบโน่นเปิดนี่ กว่าจะเขียนเสร็จก็นาน แต่ไม่สำคัญเท่าขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ในการเขียนนี่สิ

เค้ามีวิธีค่ะ ให้เซ็ตคอมพิวเตอร์ให้ใช้ได้สองหน้าจอพร้อมกัน แล้วแยกเลยค่ะ จอนี้ไว้สำหรับงานเขียน อีกจอนึงก็ไว้สำหรับหาข้อมูล จะได้ไม่ปนกัน ดูจอโน้นพิมพ์จอนี้ งานก็เร็ว อารมณ์ก็ต่อเนื่องขึ้นด้วยล่ะ


9. กฏระเบียบทั้งหลายคือเราเป็นคนสร้าง สร้างได้ก็พังได้!
ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่เค้าก็ไม่ใช่เราอยู่ดีค่ะ ลองเอาแนวทางของคนอื่นๆ มาปรับใช้ อะไรเหมาะกะตัวเองก็จัด อะไรไม่เหมาะก็ทิ้งไป

อย่าไปเครียด กดดันตัวเองมาก ทำงานให้สุข ให้สบาย จะได้ผลงานที่ดีกว่าคะ

ลองดูกันนะคะ^^
หลิน

เรียบเรียงจาก HOW TO WRITE 5,000 WORDS A DAY โดย THERYANLANZ

Saturday, September 12, 2015

เข้าคอร์สนักเขียนไม่ได้ช่วยให้คุณเขียนดีขึ้นหรอกนะ ถ้า....???

เดี๋ยวนี้มีคอร์สนักเขียนเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องดีค่ะ เพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มหรือ eBook ยังคงไปได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนจะซบเซายังไง บทความที่เป็น content ต่างๆ ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น เพื่อเอาไปลง social media ดึงดูดให้คนเข้าไปดู และซื้อสินค้าในที่สุด จะเห็นได้จากตลาดซื้อขายบทความหรืออาชีพ ghostwriter ที่คึกคักมากๆ นะคะ

จริงๆ แล้วหลินอยากจะบอกว่าการเข้าคอร์สไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ ถึงแม้จะได้เรียนกับอาจารย์ขั้นเทพ เรียนมาหลายคอร์ส เป็นศิษย์หลายสำนัก แต่หากไม่เคยลงมือเขียนเลยสักครั้ง หรือลงมือแล้วแต่ขาดความสม่ำเสมอ เราก็ไม่สามารถมีก้าวแรกในการเป็นนักเขียนที่ดีได้ค่ะ

ตัวหลินเอง รู้ตัวว่ายังต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอีก ก็มีตารางการเขียนในหนึ่งอาทิตย์เลยค่ะ ว่าจะเขียนอะไรบ้างและเขียนยังไง และพยายามยึดกับตารางนี้ให้ได้ ฝนจะตกแดดจะออก ก็จะต้องเขียนให้ได้ตามเป้า ถึงแม้บางทีจะเหนื่อยโฮกๆ ก็ตาม

เพราะว่าอ่านมาหลายตำรา เรียนมาก็เย๊อะะ  กูรูหลายคนบอกตรงกันว่าการเขียนบ่อยๆ และการฝึกฝนซ้ำๆ  จะเป็นเป็นปัจจัยหลักให้เราเป็นนักเขียนที่ดีได้ค่าา :)

นอกจากนี้ การเขียนไม่ใช่ว่าแค่เรียนรู้เทคนิคแล้วจะทำได้ทันทีนะ ไม่งั้นศิษย์ครูเดียวกันคงจะเก่งเหมือนกันหมด จริงๆ แล้วมันคือการสร้างทักษะล้วนๆ  เป็นทักษะการเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนอ่าน สื่ออารมณ์และความคิด ทักษะในการถ่ายทอดความรู้ให้ถึงและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าหรือคนอ่านของเรา




เทียบง่ายๆก็เหมือนกับการว่ายน้ำ เราแค่ฟังวิธีการหรือรู้ทฤษฎีจะว่ายน้ำได้ไหม? คำตอบก็คือไม่ได้ค่ะ เราต้องลงสระฝึกว่ายน้ำ กว่าจะเป็นก็สำลักน้ำไปหลายอึกเลยนะ

การเขียนก็เช่นเดียวกัน แค่นั่งฟังในคอร์สไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น ต้องลงมือเขียนด้วยตัวเอง กว่าจะเก่งก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนค่ะ จะยาวจะสั้นแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ เพราะพื้นฐาน ครอบครัว ความชำนาญ ฯลฯ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แต่ทฤษฎีหรือเทคนิคในคอร์สที่เรียนมาจะช่วยก็ตรงนี้แหละค่ะ คือย่นระยะเวลาลองผิดลองถูกให้น้อยลง ให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ ของครู จากนักเขียนเก่งๆ สุดท้ายนำมาปรับใช้ให้เป็นสไตล์เราค่ะ สำคัญคือเราต้องหา signature ของเราให้เจอค่ะ^^

ครูที่เก่งๆ ช่วยเราได้ในเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟนักเขียน แนะนำทางลัดและสารพัดเทคนิค แต่หากเราเองไม่ลงมือทำก็ไม่มีวันสำเร็จ เหมือนเราหิวข้าว ให้คนอื่นกินแทนก็ไม่อิ่ม เลยต้องกินเองยังไงหยั่งงั้นเลยค่ะ

หลินมีเทคนิคง่ายๆ ของฝรั่งมาฝากค่ะ เขาว่า:

You sit down at the keyboard and you put one word after another until it’s done. It’s that easy, and that hard. ~Neil Gaiman

เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก แต่หากไม่ทำก็ไม่สำเร็จ ให้คิดซะว่าการฝึกฝนงานเขียน เหมือนออกกำลังกาย  จะออกมากออกน้อย นานหรือไม่นานไม่ว่ากัน แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย  เรื่องที่คิดว่ายาก ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป^^

(ดูโพส นิสัยการเขียน เราสร้างได้!คลิ๊ก http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/08/blog-post_14.html)

Never put off writing until you are better at it. ~Gary Henderson
จงอย่าหยุดเขียนจนกว่าคุณจะเก่งนะคะ สู้ๆ ค่าาา

หลิน^^