Showing posts with label facebook. Show all posts
Showing posts with label facebook. Show all posts

Monday, February 8, 2016

อยากสร้าง Blog ให้ประสบความสำเร็จ จะทำไงดี???

สวัสดีค่ะ พลพรรคนักเขียนทุกท่านคะ ตรุษจีนเพิ่งผ่านไปหลินขออวยพรให้ทุกท่านเฮงๆ ร่ำรวยๆ และประสบความสำเร็จมี passive income จากงานหนังสือกันทุกคนนะคะ^^

ถ้ายังจำกันได้ หลินเคยเขียนไว้หลายโพสแล้วเหมือนกันว่าหนึ่งในวิธีแนะนำตัวในฐานะนักเขียนที่ถูกที่สุด แต่หลายคนก็ประสบความสำเร็จจากการเริ่มต้นวิธีนี้คือการเริ่มต้นเขียน Blog  (อ่านเพิ่มเติมที่ลิงค์ข้างล่างได้เลยยยย)


แต่ที่นี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ค่ะ ที่ตอนเริ่มแรกๆ เขียน Blog ใหม่ๆ ฐานคนอ่านเราจะน้อย เราเขียนอะไรไป คนไม่ค่อยอ่าน อาจจะไม่เห็น Blog เรา หรือแม้กระทั่งเราเขียนยังไม่ "โดน" ใจลูกค้า วันนี้หลินมีวิธีทำ Blog ให้ประสบความสำเร็จมากฝากค่ะ  เอามาปรับใช้กับ Blog ของเรา สร้างฐานลูกค้าให้เติบโต ให้มีคนติดตามมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ ลองอานดูได้เลย^^



1. ใช้ social media อื่นๆ มาช่วยโปรโมท Blog อีกที

วิธีนี้หลายๆ คนใช้รวมทั้งหลินด้วยค่ะ คือเริ่มเขียนจากใน Blog ก่อนจากนั้นค่อย เอาลิงค์ไปใส่ใน social media ตามถนัด จะเป็น facebook, twitter, Line@ อะไรก็ได้ที่เราใช้อยู่ วัตถุประสงค์ก็เพื่อดึงคนอ่านให้เข้ามาอ่านใน Blog สร้างยอด Traffic เพื่อให้ Google เห็นว่า Blog ของเรามีประโยชน์ (seo) หลังจากนั้น Google ก็จะจัดอันดับBlog ของเราให้อยู่บนๆของอันดับค้นหา  ลูกค้าใหม่ๆ ก็จะได้เห็น Blog ของเราได้ง่ายๆ ด้วยล่ะค่ะ

แรกๆ อาจเริ่มจากส่งลิงค์ Blog ผ่าน facebook ส่วนตัวให้เพื่อน ญาติ แฟน อ่านกันก่อน เริ่มจากคนใกล้ๆ ตัวแล้วค่อยๆ ขยายๆ ออกไปนะคะ

2. เขียนคำโปรยให้น่าสนใจ

หลินว่าหลายๆ คนคงต้องได้เจอโพสทำนองว่า "ในคืนนั้นของผู้หญิงคนนี้ที่เจอแฟนเก่ากับเด็กข้างบน ทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลล..." และแน่นอนว่าเราก็คลิกเข้าไปอ่านใช่ป่าวคะ และหลังจากที่อ่านแล้วเราก็พบว่า โธ่เว้ย..ไม่น่าคลิกเข้ามาอ่านเล้ยยยย เซ็งห่าน  ><' (เพราะไม่มีอะไรเลยอ่ะ)

ซึ่งโพสแบบนี้แหละค่ะฝรั่งเรียกว่า Click Bait หมายถึงคลิกที่เป็นเหยื่อล่อ กระตุ้นความสนใจให้คนอ่านอยากเข้าไปอ่านต่อในลิงค์ วัตถุประสงค์สำคัญก็คือสร้างยอด Traffic ให้ Google เห็นนั่นเอง

เราเองในฐาน Blogger ควรจะเรียนรู้วิธีเขียนโปรยหัวแบบเหยื่อล่อแบบนี้มั่ง แต่อย่าให้ฮาร์ดคอร์นักนะคะ สมมติว่าเราอยากเขียนโปรโมทสบู่ซักยี่ห้อ แทนที่จะบอกว่าถูแล้วจักกะแร้ขาวชัวร์ๆ แม่ค้าเอาหัวเป็นประกันคลิกเล้ยยย ยอดคนคลิกก็อาจจะไม่มากเท่่าไหร่ แต่ถ้าเขียนทำนองว่า "หนูเคยมีปัญหาจักกะแร้ดำ เพื่อนล้อจนอาย ไม่อยากใส่เสื้อแขนกุด จนมาเจอสมุนไพรใกล้ตัวที่มองข้าม ทำให้กลับมามั่นใจอีกหน" แล้วแนบลิงค์ไป

วิธีนี้ถ้าเขียนโดนใจคนมีปัญหาเรื่องจักแร้ที่อยากจะแก้ไข มีโอกาสที่เค้าจะคลิกเข้าไปดูมากกว่าเขียนวิธีแรกชัวร์ๆ นะ

3. ทำโพสให้น่าสนใจ และให้มีประโยชน์

หลังจากที่มีผู้อ่านคลิกเข้ามาแล้วนะคะ  โพสของเราก็ควรเป็นโพสที่มีประโยชน์ด้วย ไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรกะสาวที่เจอกับเด็กข้างบน ถูกไหมคะ

โพสที่ดีต้องมีประโยชน์กับคนอ่าน "ไม่ใช่" ประโยชน์กับคนเขียน  ยิ่งโพสมีประโยชน์กับคนอ่านมากเท่่าไหร่ คนอ่านก็มีแนวโน้มจะแชร์และแชร์และแชร์มากเท่านั้น โดยที่เราไม่ตังเสียตังให้น้องมาร์ครวยขึ้นแต่อย่างใดเลยค่ะ

ดังนั้นต้องท่องไว้ว่า ไหนๆ จะเสียเวลาเขียนโพสแล้ว โพสต้องมีประโยชน์ด้วยนะคะ

ยกตัวอย่างเช่น อยากพาลูกไปกินข้าวอร่อยที่ห้างแถวบ้าน เขียนแบบนี้จะมีใครจะสนใจเท่าไหร่ถูกไหมคะ แต่ถ้าเราเขียนว่า "รวมร้านเด็ด ร้านอร่อย ถูกปากเด็กวัย 5 ขวบ ย่านศรีนครินทร์"  เขียนแบบนี้คุณแม่ทั้งหลายที่มีลูกอายุ 5 ขวบ ถ้าบ้านอยู่แถวนั้นรับรองได้ว่าอยากอ่าน อยากดูแน่นอน ยิ่งถ้าเรามีรูปประกอบ บรรรยกาศร้าน คอมเม้นท์จากเรา ฯลฯ ยิ่งทำให้โพสแบบนี้มีคุณค่าที่ (ผู้อ่าน) คู่ควรจะแชร์ต่ออย่างยิ่งค่ะ

ลองดูกันนะคะทุกคน อย่าเพิ่งเขียน Blog แล้วยอมแพ้นะคะ^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings

http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^

เรียนเขียน เพื่อขายกับ Amazon

ทำหนังสือเองเพื่อขาย ในตลาดหนังสือ eBook ในไทยและต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ ผ่าน amazon kindle store ตลาด ebook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก









Tuesday, January 26, 2016

5 วิธีโปรโมทผลงานตัวเองผ่าน Facebook ไม่ยากเลยค่ะ^^

สวัสดีค่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้งนะคะกับบทความดีๆ ส่งเสริมสนับสนุนนักเขียนอย่างเราให้สามารถทำงานเขียนได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะวิธีเขียน วิธีขาย และวิธีโปรโมทตัวเอง^^

โพสนี้ก็เป็นอีกครั้งค่ะที่หลินอยากแนะนำมากๆ ค่ะสำหรับนักเขียนมือใหม่ ที่หลังจากมีผลงานหรือกำลังมีผลงานของตัวเองแล้ว อยากหาวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook จะทำยังไงดี?

ติดตามวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook ได้ในโพสนี้ค่าาาา^^




1. เข้าใจความต่างระหว่าง personal account ของตัวเองใน facebook กับ facebook fanpage

เวลาเรามี account ของเราเองใน facebook มีข้อดีคือเราสามารถไปเปิด fanpage ได้ ซึ่งตัว fanpage นั้นดีกว่า account ตรงที่สามารถทำโฆษณาแบบเสียตังค์ได้ (facebook ad) ตั้งเวลาโพสได้ ย้อนหลังก็ได้  แต่ข้อเสียคือโอกาสที่คนที่ Like page จะเห็นโพสของเราทั้งหมด (organic reach) จะน้อยกว่าโพสมาจาก account ของเราเองค่ะ สาเหตุก็เพราะพี่มาร์คต้องการให้เราเสียตังค์นิเอง = ='

ดังนั้น ที่ใช้กันบ่อยๆ คือใช้ควบคู่กันไประหว่าง account ของเราเองและ facebook fanpage โพสไหนเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ ก็ใช้ fanpage ไป โพสไหนไม่ได้โฆษณาแรงจ๋าไป เขียนแบบซอฟท์หน่อยๆ ไม่ได้ hard sales มากก็ใช้ account ของเราเองสลับกันไปได้ค่ะ


2. ใช้รูปปกหนังสือโปรโมทก็ดีนะ

ถ้าเราเป็นนักเขียนก็สามารถใช้รูปหน้าปกหนังสือของเราในการโปรโมทโพสได้ค่ะ ข้อแนะนำคือถ้าเรามีผลิตภัณฑ์ที่หลายอย่าง หรือหนังสือหลายเล่ม ควรจะทำการโปรโมทผ่าน facebook เรื่องเดียวหรือเล่มเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง อย่าทำหลายเรื่องๆ หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะไม่งั้้นคนซื้อจะงงว่าจะซื้ออะไรดี ซื้ออะไรแน่ เพราะต้องยอมรับว่าถ้าไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้ของเราจริงๆ เค้าจำไม่ได้หรอกค่ะว่าเรามีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้  newsfeed ของแต่ละคนเยอะมากๆ


3. สร้างกรุ๊ปใน facebook หรือไม่ก็ join ในกรุ๊ปอื่นๆ 

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นกรุ๊ปใน facebook เยอะแยะมากเลยนะคะ ไม่ว่าเป็นกรุ๊ป ตลาดซื้อขายบทความ E-book  หรือกรุ๊ปงานเขียน ebook  อีกเทคนิคนึงที่ใช้การสร้าง connection คือสร้างกรุ๊ปพวกนี้ขี้นมาเองเลยค่ะ ถ้าทำแล้วกรุ๊ปประสบความสำเร็จ ก็จะมีนักเขียนคอเดียวกันมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานตัวเอง แล้วก็ได้โฆษณาหนังสือของเราไปด้วย

แต่ถ้าคิดว่าสร้างกรุ๊ปขึ้นมาแล้วคิดว่าไม่สามารถดูแลได้ ใช้วิธีไป join ในกรุ๊ปอื่นๆ ที่เกี่่ยวข้องกับงานเขียนของเราก็ได้ค่ะ หมั่น active บ่อยๆ จะช่วยสร้าง connection ให้กับเราได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

4. โฆษณาอย่างมีลิมิต

แน่นอนเมื่อเราทำโฆษณาผ่าน fanpage ได้ ก็อย่าทุ่มโฆษณาเยอะมากๆ และเนื้อหาซ้ำกันบ่อยๆ ในทุกๆโพส เพราะว่าจะสร้างความรำคาญให้กับคนอ่านมากกว่าสร้างความอยากซื้อแน่นอนค่ะ เราจะอาจจะเจอ Unlike ได้ ควรมีจังหวะการลงโฆษณา จังหวะที่ไม่ลง เว้นวรรคด้วยลงโพสที่มีประโยชน์กับคนอ่าน ที่สำคัญลงโฆษณาเสียตังค์เยอะๆ เนี่ยพี่มาร์คจะรวยเอาคนเดียวนะคะ อิ อิ


5. เลือกกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณาให้ถูก

เวลาเราลงโฆษณาแบบเสียเงินใน fanpage เนี่ย เราสามารถตั้งค่าให้คนอ่านเห็นโฆษณาของเราได้ ยิ่งถ้าตัวเลขประมาณการคนเห็นเยอะ เงินเราก็จะเสียเยอะหรือหมดเร็วด้วย

จริงๆ แล้วหลินคิดว่าตั้งค่า facebook ad เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ตรงเป้าของเราจะดีกว่าหว่านแหค่ะ เพราะนอกจากจะเสียเงินค่าโฆษณาน้อยกว่าแล้ว ยังตรงกับว่าที่คนอ่านที่จะซื้อหนังสือของเราด้วย แรกเริ่มอาจจะทดลองลงโฆษณาสัก 100 บาท แล้วลองตั้ง target ดู target ไหนผลตอบรับดี Like เยอะหรือหนังสือเราขายได้ ถือว่าเรามาถูกทาง ค่อยลองอีกสัก 100 บาทถัดไปค่ะ ปกติหลินใช้งบประมาณอยู่ที่ 100 บาทต่อการโฆษณา 3 วันเป็นค่าเฉลี่ยค่ะ

นอกจากโพสนี้แล้ว หลินได้เขียนโพสเรื่องเทคนิคโปรโมทสำหรับนักเขียนมือใหม่ไว้ที่ลิงค์นี้ด้วย อ่านคู่กันแล้วคิดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นนะคะ^^ คลิกที่นี่เลยยย  5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

หลิน^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings
http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^



Monday, December 14, 2015

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต 

ถ้าจำกันได้หลินได้เคยเขียน 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา ไปเมื่อโพสก่อนนะคะ (ติดตามอ่านคลิก  http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/12/4-blog.html ) คราวนี้สมมติว่าเราเปิด Blog เพื่อชิมลางตลาดแนวหนังสือที่เราสนใจแล้ว เราจะทำยังไงให้ Blogของเราเติบโตดีๆ มีคนเข้ามาอ่านเยอะๆ ล่ะ??

สำหรับตัวหลินเองมี Blog หลักๆ อยู่ 2 Blog ค่ะ คือ Blog นี้ (ยอดวิว 24,000+) กับ Blog เรียนจีน ให้ได้จีน http://chinesexpert.blogspot.com/ (ยอดวิวที่ประมาณ 380,000+)

คำถามคือว่าการที่มียอดวิวเยอะๆ ใน Blog หรือเทียบได้กับยอดไลค์เยอะๆ ในเฟสดียังไงนะ??

มีข้อดีเยอะเลยค่ะ แต่ข้อที่สำคัญมากๆ กับอาชีพนักเขียนคือ ถ้าเรามียอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์เยอะๆ แปลว่าเรามีฐานแฟนคลับของเราเอง แฟนคลับกลุ่มนี้พูดง่ายๆ ก็คือลูกค้าของเรา เป็นกลุ่มที่จะฟีดแบกหรือคอมเม้นท์ว่างานเขียน หรือโพสของเราดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อ่านหรือไม่อ่าน และถ้าในอนาคตเรามีหนังสือใหม่ๆ ออกมา เค้าจะสนับสนุน จะชอบ และสุดท้ายจะซื้อด้วยหรือเปล่า??




ดังนั้น การเขียน Blog จริงๆ แล้วไม่ยากนะคะ  Blogspot เปิดแป๊ปเดียวก็ได้แล้ว สำคัญคือทำยังไงให้เนื้อหาโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ให้เค้าติดตามอยากอ่าน และสุดท้ายนำมาสู่การซื้อหนังสือหรือผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคตค่ะ^^

และเมื่อ Blog เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่สำคัญอย่างนี้เองงงงง (ต้องทำเสียงลากๆ แบบทีวีแชมเปี้ยนจะได้อารมณ์มากขึ้นค่ะ อิ อิ) วันนี้หลินเลยมีแนวทางการเขียน Blog ที่จะทำให้ Blog เติบโตมาฝากกัน

ติดตามนะคะ^^


1. เขียนให้ดี 

เขียนให้ดี?? พูดง่ายแต่ทำยากเหมือนกันนะ เขียนยังไงคือเขียนให้ดี เราก็ว่าเราเขียนดีแล้วนะ ทำไมไม่โดน?

ถ้ายังติดขัดกับปัญหาข้างบน ลองเทคนิคที่หลินใช้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อย่าใช้ศัพท์แสงที่วิชาการจ๋า (ถึงแม้ว่าจะมี) ซะจนผู้อ่านของเราไม่รู้เรื่อง 
  • เรื่องที่เราเขียนต้องมีคุณค่า มีประโยชน์และผู้อ่านชอบค่ะ  จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ แนว How to เสริมสร้างความรู้ หรือแม้แต่ให้ความบันเทิงได้หมด 
วิธีการคือฝึกเขียนเยอะๆ  ดูฟีดแบกของผู้อ่านสม่ำเสมอแล้วเอามาปรับปรุงเรื่อยๆ
เมื่อเราเขียนดีมีประโยชน์ คนอ่านจะช่วยแชร์เองค่ะ ก็เพราะว่ามันมีประโยชน์ไง เค้าถึงอยากแชร์ให้เพื่อน ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง อย่างน้อยตัวคนแชร์เองก็สามารถกลับมาอ่านได้อีกรอบก่อนที่จะถูก newsfeed อื่นกลบหายไปหมด



2. สร้างทักษะที่จำเป็นต่องานเขียน

งานเขียน Blog แรกๆ เลยส่วนมากแล้วจะเริ่มจากคนๆ เดียวค่ะ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างซึ่งไม่ใช่แค่เขียนอย่างเดียว หารูปประกอบด้วย หา reference ที่มาของบทความด้วย ฯลฯ

ซึ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์ social media ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยเผยแพร่ผลงานของเราให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ทักษะที่ Blogger ควรจะมีอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี คือรู้ platform การเขียน Blog รู้วิธีการอัพโพส รู้เทคนิคการเลือกและแต่งรูปอย่างง่ายๆ เอาเป็นว่าความรู้เบื้องต้นพื้นฐานเราควรจะมีบ้าง

ถ้าเก่งขึ้นมาอีกขั้น ควรรู้จักการใช้ SEO เพื่อสร้างช่องทางให้คนเห็น Blog ของเราเยอะๆ  จากนั้นก็พัฒนาไปเป็น  HTML และ  CSS code ซึ่งจะช่วยให้เราแก่ไขปรับแต่ง Blog ของเราให้ดูดี สวยงามขึ้น มืออาชีพขึ้น

แต่นั่นควรสิ่งที่ทำหลังจากที่เนื้อหาที่เป็นเรื่องหลักของเราแน่นแล้ว ดีแล้ว จึงค่อยมาคิดถึงเรื่องแต่งหน้าทาปากให้ Blog นะคะ อีกอย่างความรู้ทางเทคนิคพวกนี้ เราสามารถจ้าง freelance ทำได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีเวลาทำเอง หรือยากเกิน แต่หลินแนะนำว่าความรู้เบื้องต้นเราต้องมีไว้ เพราะต่อให้จ้าง freelance วางระบบให้ ทำ SEO ให้แต่สุดท้ายเราก็ต้องทำเองด้วย จ้างทั้งหมดจะใช้เงินเยอะมากเกินไปค่ะ

สรุป ความสำคัญตามอันดับก่อนหลังในการทำ Blog หลินแนะนำว่าควรเป็นแบบนี้

พัฒนาเนื้อหาให้แน่นและความรู้เบื้องต้นทำ Blog >>  SEO >>> HTML หรือ CSS code



3. รู้ว่าผู้อ่านของเราคือใคร

ไม่ว่าเราจะเขียน Blog ได้ดีมากขนาดไหน เนื้อหาแน่น ข้อมูลเจ๋ง แต่มีผู้อ่านที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็เปรียบเหมือนเราสร้างฮีตเตอร์ เครื่องทำความร้อนคุณภาพดีมากๆ แต่กลับเอามาขายกรุงเทพที่ร้อนตับแลบ (แม้กระทั่งเดือนธันวา) _ _ ' ฮีตเตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจากเอาไว้รกบริษัทเท่านั้น

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขียนบทความอะไรๆ ก็ตาม ลองนึก ลองจินตนาการดูว่าคำถามที่ผู้อ่านจะถามอากู๋ google เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนคืออะไร ก็ให้เราเขียนบทความนั้นเพื่อตอบคำถามที่เรา (คิดว่า) ผู้อ่านจะถามรอก่อนไว้ได้เลย

เช่น เราเชี่ยวชาญเรื่องเลี้ยงปลาทอง เป็นที่รู้กันว่าปลาทองใจเสาะตายง่ายมากๆ  ใครๆ ที่เคยเลี้ยงปลาทองย่อมรู้ดี สุ่ยหลินเลี้ยงตายไปหลายตู้จนเลิกเลี้ยงแล้วค่ะ ดังนั้น หนึ่งในคำถามยอดฮิตเรื่องการเลี้ยงปลาทองคือ สาเหตุอะไรที่ทำให้ปลาทองตายง่ายๆ กินมากก็ตาย (มั๊ง) น้ำไม่สะอาดนิดนึงก็ตาย (มั๊ง)  หลินยังไม่รู้เลยจนถึงวันนี้ แหะๆ แล้วเขียนบทความนั้นไว้คอยท่าใน Blog ของเราเลยค่ะ เพื่อรอให้คุณผู้อ่านที่ search หาจากอากู๋แล้วติดคำตอบที่โดนใจอันนี้ของเราไว้ด้วย เค้าจะได้ตามมาอ่านใน Blog ทำให้ Blog เติบโตขึ้น หรือจะเอาไปโพสในกรุ๊ปที่เลี้้ยงปลาทองแล้วทำลิงค์มาที่ Blog ของเราก็ไม่ผิดกติกาค่ะ

ถ้าเรารู้ถึงความต้องการผู้อ่าน สื่อเรื่องราวให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้คำพื้นๆ สบายๆ จะเป็นใบเบิกทางให้เราได้รับการต้อนรับจากผู้ที่อ่านงานเขียนของเราค่ะ



4. ทำโครงก่อน แลัวค่อยเติมเนื้อลงไป

เขียนบทความ Blog ให้ใช้หลักการเหมือนการสร้างบ้าน เริ่มจากฐานราก - เค้าโครงเรื่อง,  เสา- หัวข้อ, ผนังพื้น-เนื้อหา, ทาสี - เก็บรายละเอียด



อย่าพยายามเขียนเนื้อหาในคราวเดียว เพราะอาจไม่ครอบคลุม ให้เน้นที่เค้าโครงเรื่องก่อน จากนั้นแตกเป็นหัวข้อให้ครอบคลุม ต่อจากนั้นค่อยใส่เนื้อหาลงไป ทำอย่างนี้จะเป็นระบบ เนื้อหาก็จะครอบคลุมไม่วกวน ผู้อ่านก็ชอบ เพราะไม่งงว่าคนเขียนจะเอายังไงกันแน่ ตกลงประเด็นไหนเนีย เขียนปลาทอง เขียนไปเขียนมาเล่าถึงทอดมันซะนี่ ><'


5. ทำด้วยใจรัก เขียนในเรื่องที่ชอบ

อย่าเริ่มการเขียน Blog เพราะหวังสร้างเงินแสนเงินล้าน การเขียน Blog เป็นงานที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การที่เรามีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราเบื่อและเหนื่อยเร็วมาก สุดท้ายก็จอดทุกรายไป

แน่นอนค่ะ ถ้าหากงานเขียน Blog สามารถสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อย แต่การมีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินก็ไม่เพียงพอให้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง  ให้สร้างแรงผลักดันที่มาจากส่วนอื่นด้วย เช่น มาจากความชอบที่จะเขียน ชอบที่จะแชร์ ให้เป็นความหลงไหลที่สามารถนำมาสร้างเงินได้ ทำอย่างนี้ เราจะทำได้ยั่งยืนจนถึงวันที่เราประสบความสำเร็จได้นะคะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. (เสาร์นี้แล้ววว)  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon  รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^




*************************



หนังสือ "สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle" บอกทุกสเต็ปของวิธีการเอาหนังสือที่ตัวเองเขียนและเอาผลงานคนอื่นไปขายอย่างถูกกฏที่ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ^^


ซื้อผ่าน ookbee หรือ mebmarket ทาง app store , AIS และ web ได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ
Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/JYAvLE


สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlinkhttps://goo.gl/JYAvLE แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย

หรือใครอยากอ่านบน PC หรือ Notebook จอใหญ่ๆติดต่อมาทาง inbox ได้เลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ดีใจจริงๆ ที่หนังสือมีประโยชน์และคนให้ความสนใจอย่างมากกค่าา

หลิน^^

Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Friday, October 9, 2015

10 เรื่องที่คุณยังไม่รู้กับเทคนิคการใช้โซเชี่ยล!!

เช่นเคยค่ะ กับบทความดีๆ ให้ความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ สำหรับนักเขียน บทความนี้เป็นของฝรั่งค่ะ  มีการทำสถิติสรุปในรูปแบบ infographic บอกเรื่องราวถึงวิธีการทำ marketing บนโลกโซเชี่ยล 
หลินเลยขอจัดมาให้อ่านค่าา เอาไปพลิกแพลงตะแคงหงายกันได้ตามสะดวกเลยนะคะ^^

ติดตามค่ะ

กฏข้อที่ 1 รู้หรือป่าวว่าเครื่องมือ platform ในโลกโซเชี่ยลมีกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน?  ไม่ว่าจะเป็น facebook ,Twitter, Instragram, pinterest ฯลฯ

แน่นอนว่าต้องมีอันที่ซ้ำกันมั่ง คือมีคนที่ชอบอ่าน facebook ด้วยเล่น instragram ด้วย แต่ยังไงก็ตามแต่ละ platform ก็มีลักษณะเด่นพิเศษเฉพาะ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ติดตามชอบเป็นเฉพาะๆ กลุ่มไป


กฏข้อที่ 2  เวลาที่ดีที่สุดในการเข้าโพส หรืออัพโหลด คือเวลาไหน?

แน่นอนที่สุดว่าต้องเป็นเวลาหลังเลิกงานนะคะ (เพราะในเวลางานต้องแอบๆ อิ อิ) โดยเฉพาะช่วงเวลา 4-5 ทุ่ม (ของเมืองไทย หลินว่าเริ่มได้ตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยนะ)  ฝรั่งเค้าบอกว่าวันศุกร์เหมาะกะการอัพเฟส และวันอาทิตย์เหมาะกะรีทวิต O_o


กฏข้อที่ 3 รู้ป่าวว่าคนใช้โซเชี่ยลมีเดียเป็น search engine ด้วย?  (ประหนึ่่งว่าแทน google)

facebook เป็น Platform ที่นำโด่งเลยในข้อนี้เลยนะ  (ไม่เแปลกใจคุณพี่มาร์ค รวยเอ้า รวยเอาเนอะ)


กฏข้อที่ 4 สำหรับคนที่ใช้โซเชี่ยลเพื่อการตลาด ให้โพสเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราสม่ำเสมอๆ  (อันนี้รู้อยู่แล้วเนอะ)


กฏข้อที่ 5  ในบรรดาประเภทโพสทั้งหมด โพสแบบไหนมีอิทธิพลต่อคนอ่านมากสุด??

แต่น แต้นท์... คำตอบคือโพสข้อความค่าา แต่หลินอยากเน้นว่าข้อความต้องน่าสนใจด้วยน้า ไม่งั้นคนอ่านจะใช้ดรรชนีนางเลื่อนไปอย่างไวเลย


กฏข้อที่ 6   โพสด้วยรูปภาพได้รับความสนใจในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าโพสอย่างอื่น  อันนี้เห็นด้วยป่าวคะ?


กฏข้อที่ 7  เมื่ออยู่ในโลกโซเชี่ยล ต้องยอมรับความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่างจากเราแน่ๆ อย่ารบกันหน้า wall น้าา


กฏข้อที่ 8 ใช้โซเชี่ยลให้เป็นประโยชน์ ไว้หา feedback หาข้อมูล เข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจตลาด และอื่นๆ อีกแยะ อย่า search หาเม้ามอยดาราอย่างเดียว


กฏข้อที่ 9  ข้อนี้เค้าบอกว่า 91% ของคนที่แสดงความคิดเห็น เป็นคนที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 500 คน เรื่องนี้เค้าจะบอกอะไรเรานะ??

จากสถิตินี้ ตามความเข้าใจของหลินคือ เค้าจะบอกว่า เพราะคนกลุ่มนี้มี followers ไม่มากนัก ความเป็นส่วนตัวยังสูง ยังไม่เป็นบุคคลสาธารณะทางโซเชี่ยล จึงกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องคอยแคร์หรือกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากนัก  

ดังนั้นอย่าละเลยความคิดเห็นจากคนกลุ่มนี้น้าา


กฏข้อที่ 10 จะให้คนอ่านติดตาม อย่าหวังว่าจะสำเร็จในคืนเดียว!
สร้างความน่าเชื่อถือและการติดตามต้องใช้เวลา หลินเขียนเพจมาตั้ง 5 ปีแล้วค่าาา แต่ยังคงสู้ต่อไป ไอ้มดแดง ^^ เฮ!

ลองปรับใช้กันดูนะคะ

หลิน^^


ภาพจาก http://www.bustle.com/

Tuesday, June 16, 2015

ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 1)

สำหรับนักเขียนมือใหม่ทั้งหลาย หลายคนอาจจะท้อ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เพราะอาชีพนักเขียนอิสระ ไม่มีสำนักพิมพ์มาคอยทำโปรโมชั่นให้ ไม่มีสายส่ง ไม่มีตัวแทนจำหน่าย ไม่มีพนักงานจัดหนังสือเข้าชั้น และอีก ฯลฯ สรุปก็คือไม่มีอะไรสักอย่างค่ะ

ดังนั้น จึงสำคัญมากกกก ที่นักเขียนอย่างเราๆ ต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิต ทำ marketing ทำโปรฯ ส่งเสริมการขาย PRหนังสือ ฯลฯ นอกเหนือจากความเชียวชาญในเรื่องที่เราจะเขียนค่ะ

หลินได้ไปเจอบทความนี้มา เค้าปูพื้นเส้นทางนักเขียนอิสระ โดยทำ timeline แยกเป็นเฟสๆ ไว้ ซึ่งหลินคิดว่าดีมากๆ เลย เพราะนักเขียนอิสระอย่างเราๆ บางทีก็ลืมนู่นนั่นโน่นนี่ บางทีแค่คิดพล็อตหนังสือกับสารบัญ แค่นี้ สมอง (น้อยๆ ) ของเราก็แทบโอเวอร์โหลด บทความนี้เลยเป็นเหมือน checklist ที่ดี ที่คอยเตือนว่าเราควรทำอะไรมั่งนะ

เริ่มตั้งแต่เป็นนักเขียนอิสระมือใหม่กันเลยค่ะ วางแผน 1 ปีล่วงหน้าก่อนจะวางขายหนังสือ (ระหว่างนี้ก็เขียนหนังสือไปด้วยน้า)

1. ตั้งเป้าหมายและความคาดหวังของเรา ตรงนี้ใครอ่านก็เหมือนว่า อ่านผ่านๆ ไปเห๊อะ เพราะตำราๆ ไหน ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรๆ ก็บอกให้ตั้งเป้าๆ ตั้งแล้วได้อะไร เสียเวลาปล่าว




ความจริง หลินบอกได้เลยว่าที่ตำราๆ เค้าว่ากันอ่ะค่ะ ถูกแล้ว สังเกตดูเวลาเราไม่ตั้งเป้า (ในทุกเรื่องนะ) เรามักจะปล่อยตัวเอื่อยเฉือยไปเรื่อยๆ หมดเวลาไปวันๆ สมมติมีคนถามว่าหนังสือจะเสร็จเมื่อไหร่ ถ้าเราตอบว่าค่อยๆ เขียนไม่รีบ บอกได้เลยว่าอีกนานแน่กว่าจะเสร็จ หรือถามเมื่อไหร่จะลดนน.สำเร็จ บอกว่าค่อยๆ ลด เห็นเมื่อไหร่ก็อ้วนเหมือนเดิม (นี่เอาชีวิตจริงมาตีแผ่ชัดๆ ! !)

ตั้งเป้าแล้วอย่างเดียวไม่พอ ต้องจริงจังกะเป้าด้วย แล้วก็ต้องชัดเจนว่าเราคาดหวังอะไร เช่น อยากเขียนหนังสือขาย คาดหวังเขียนให้เสร็จภายใน 1 ปี เป็นต้น



2. เริ่มสร้าง social media profile ไม่ว่าเป็น facebook, fanpage, blog, twitter เลือกดูว่าอันไหนเหมาะกับเรา หรือใช้หลายๆ ช่องทางร่วมกัน




เพราะแต่ละ social media มีลักษณะเด่นไม่เหมือนกันค่ะ เช่น facebook ก็จะเน้นเป็นเรื่องส่วนตัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร fanpage ก็จะเป็นธุรกิจขึ้นมาหน่อยแต่มีข้อเสียคือ newsfeed ไหลไปเรื่อย โพสตกเร็วและโอกาสเข้าถึงคนให้มากๆ จะมีน้อยลงเรื่อยๆ (เพราะ facebook บังคับให้คนทำ fanpage เสียตังค่าโฆษณา) 

Blog เหมาะกับบทความยาวๆ เป็นที่รวบรวมผลงานเขียนต่างๆ ได้ดี แต่ข้อเสียคือต้องโปรโมท ไม่งั้นโอกาสเข้าถึงคนอ่านก็น้อย เป็นต้น

จากนั้น ว่าที่นักเขียนทั้งหลายควรเริ่มสร้างตัวตนผ่านทาง platform เหล่านี้ค่ะ หลายคนอาจถามว่าทำไมต้องสร้างตั้ง 1 ปีล่วงหน้าไม่นานเหรอ! บอกได้เลยค่ะจากประสบการณ์จริง การสร้างตัวตนใน social media ใช้เวลา มากหรือน้อยขึ้นกับว่า content โดนใจคนอ่านแค่ไหน เรื่องนั้นเป็นกระแสสังคมอยู่หรือเปล่า ดังนั้น 1 ปีไม่ถือว่านานเกินไปค่ะ



3. หลังจากมี social media profile แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อคือต้องหมั่นขยันอัพ ทำให้เกิด traffic อยู่เสมอๆ ไม่งั้นก็เปล่าประโยชน์ที่จะมี คงไม่มีคนอ่านคนไหนเข้ามาทีไร เพจก็ร้าง เข้าบล็อคทีไรบล็อคก็เป็นข้อมูลเดิมตั้งแต่เดือนก่อน เป็นอย่างงี้บ่อยๆ เข้า คนอ่านก็ไม่เข้ามาอีก


ดังนั้น ก่อนจะทำ social media จงดูว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหนในการบริหาร social media (ค่าเฉลี่ยของหลินในทุกเพจคืออาทิตย์ละ 3-4 โพส) ทำแล้วต้องทำเลยอย่างสม่ำเสมอ ห้ามเลิก (เหมือนแต่งงานเลยเนาะ)

ข้อมูลใน social media ก็ควรเป็นสร้างฐานแฟนคลับของเรา เนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือ บทความที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเรากำลังทำหนังสืออะไร และจะเสร็จเมื่อไหร่ สนับสนุนให้แฟนคลับมามีส่วนร่วม พูดคุย ใน social media ของเราค่ะ


4. สร้าง connection ของคนในวงการเดียวกัน ตรงนี้หลายคนอาจมีความคิดว่า เฮ้ย เดี๋ยวก็แย่งลูกค้ากันหร้อก จริงๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกค่ะ การสร้าง connection ช่วยให้เราเรียนรู้จุดเด่นของคนอื่น พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ปิดจุดด้อยของตัวเอง เปิดโลกทัศน์ ฯลฯ บางทีเรารู้ของเราคนเดียว เราคิดว่าเราเก่ง โดน แต่ไม่ได้รู้เลยว่า โลกของงานของเราเค้าไปกันไกลแล้ว




การมี connection ช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นค่ะ ถ้าสัมพันธภาพเราดี ในอนาคตเราได้ได้ทำโปรเจคเป็นพันธมิตรร่วมกันก็ได้ ไม่ต่างอะไรกับ 7-11 ที่เปิดเกือบทุกมุมถนน ถามว่ามาแย่งลูกค้ากันไหม ความจริงคือไม่ว่าจะเข้าร้านไหนเจ้าของได้ตังหมด จบข่าว (คือเขารวยคนเดียวค่าาา)

วิธีหาพันธมิตรที่ดีก็คือ คอร์สอบรมสัมมนาทั้งหลาย Group ต่าง ๆ ใน facebook เป็นต้นค่ะ



5.ส่งตัวอย่าง ดราฟหรือต้นฉบับหนังสือไปให้คนอื่นๆ อ่าน พอเราเริ่มเขียนหนังสือไปได้สักระยะ เราสามารถส่งดราฟหนังสือไปให้คนอื่นอ่านว่าชอบไหม หนังสือแบบนี้เป็นไง พล็อตแบบนี้เป็นไง มีอะไรจะเม้นท์ไหม



เราสามารถส่งไปที่ connection นักเขียนที่เรามี ซึ่งเป็นคนวงการเดียวกันให้เม้นท์ได้ หรือถ้ากลัวความลับรั่วไหล ก็ส่งไปให้เพื่อน ญาติหรือคนที่สนใจหนังสือแบบที่เราจะขายอ่านเพื่อเม้นท์ก่อนก็ได้

ไว้มาต่อกันคราวหน้าเรื่อง ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 2) นะคะ

หลิน