Showing posts with label Amazon. Show all posts
Showing posts with label Amazon. Show all posts

Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Wednesday, November 25, 2015

รวม 5 เว็บเพื่อขาย eBook ในต่างแดน (ชีวิตมีทางเลือกอีกเยอะะ!!)

หลินว่าใครที่ติดตามเพจหรือ blog นี้มาตลอดก็คงรู้จักกับ Amazon เป็นอย่างดีนะคะ ว่าเป็นตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ยังมีอีกหลายเว็บไซต์เลยนะ ที่ให้นักเขียนอิสระอย่างเราอัพโหลด eBook ไปขายฟรีๆ หรือถ้าไม่ฟรีก็มีการเก็บคำดำเนินการนิดหน่อยค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวหลินเองทุกวันนี้จะขายหนังสือเมืองนอกแค่ในตลาด  Amazon และยังไม่เคยมีประสบการณ์ไปขายที่อื่่นเหมือนกัน แต่หลินก็คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้รู้จักเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราสามารถฝากขาย eBook ของเราได้ เป็นการสร้างทางเลือกและช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นของเรา

ก่อนจะหาข้อมูลเรื่องนี้มาเขียน ตัวหลินเองก็อยากขยับขยาย อยากหาโอกาสใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกันค่ะ พอหาข้อมูลได้จึงคิดว่าเอาข้อมูลนี้มาแบ่งปันกันใน blog และเพจสร้างทางเลือกให้กับคนอื่่นดีกว่า ซึ่งการที่เราเอาหนังสือไปขายในหลายๆตลาดก็เหมือนที่คุณวอเรน บัฟเฟต์ (ตอนแรกๆ อ่านว่าบุฟเฟ่ต์ทุกทีเลย  - -') บอกว่าอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว ควรจะเก็บไว้ที่เล้าด้วย เอ้ย..ไม่ใช่ ควรจะกระจายความเสี่ยงด้วยค่ะ^^

ติดตามรวม 5 เว็บไซต์เพื่อขาย eBook ในต่างแดน สำหรับนักเขียนอิสระอย่างเรากันนะคะ^^ (สนใจรายละเอียดเว็บ คลิกที่ชื่อในแต่ละข้อนะคะ หลินทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ)


1. Lulu

เว็บ Lulu เป็นอีกเว็บที่ดังมากในอเมริกาค่ะ คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นกันบ้างแล้ว นอกจากดังแล้ว เว็บนี้ยังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนสูงถึง 90% ค่ะ เราตั้งราคาหนังสือเองได้ด้วยและไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครค่ะ


2. Smashwords

เว็บ Smashwords มีจุดเด่นคือเวลาเราขาย eBook ที่นี่เราจะได้หมายเลข ISBN ฟรีและมีรูปแบบ eBook ให้ใช้ถึง 9 แบบ ขายที่นี่ที่เดียวยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple iBookstore และสำนักพิมพ์หนังสือแบบออนไลน์ดังๆ  อีกหลายแห่งค่ะ ค่าธรรมเนียมในการสมัครไม่มี แต่คิดค่าดำเนินการโดยหักให้นักเขียนเท่ากับ 60-85% ค่ะ



3. PaySpree

เว็บ PaySpree  เว็บนี้มีคนใช้เยอะมากเหมือนกันค่ะ ลูกเล่นเค้าคือขายผลิตภัณฑ์แรกได้ฟรี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียเงินเป็นแพกเกจ (29 USD)  เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียน เพิ่งเริ่มขาย ขายอันแรกไม่ต้องเสียเงินขายต่อไปค่อยเสียค่ะ  เว็บไม่เสียค่าลงทะเบียนในการสมัคร และจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 90-100%


4. eBookIt!
เว็บ eBookIt! ก็ตามชื่อเลยนะคะ เน้น eBook เป็นหลัก จุดเด่นคือสามารถช่วยให้นักเขียนแปลงต้นฉบับเป็นหนังสือ eBook อย่างมืออาชีพได้ โดยนักเขียนเป็นคนจ่ายค่าดำเนินการซึ่งหักค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้อยู่แล้ว สรุปว่านักเขียนไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนค่ะ^^

ค่าธรรมเนียมลงทะเบียน 149 USD ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่ 50-80%



5. E-Junkie

เว็บ E-Junkie เค้ามีลูกเด่นตรงที่เราสามารถขาย eBook ในรูปแบบ PDF ได้เลยค่ะ ซึ่งหมายถึงว่ามันง่ายมากสำหรับทุกคน นอกจากนี้เค้าออกแบบให้มีการแสตมป์ชื่อผู้ขาย อีเมล์ และรายละเอียดอื่นๆ ในหนังสือทุกเล่มแบบแก้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการเอาไปก๊อปปี้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ค่ะ (ฝรั่งเค้าซีเรียสดีจริงๆ หลินชอบมากค่ะ)

เว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียน 100%  นักเขียนเสียค่าสมัครอยู่ที่ 5 USD/เดือน ค่ะ


ถ้าใครลองแล้วเว็บไหนดีหรือไม่ดียังไงมั่ง แบ่งปันประสบการณ์กันบ้างนะคะ^^ ส่วนใครทีสนใจอยากเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon หลินมีคอร์สสอนวิธีเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบละเอียดยิบๆ ทุกขั้นตอน ดังรายละเอียดด้านล่างค่ะ^^ มีโอกาสมาเจอกันนะคะ วันเสาร์นี้แล้วค่ะ^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!
มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------
สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^




Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Monday, September 21, 2015

ยินดีด้วยกับชาว Indie Publisher (นักเขียนอิสระ)!!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าตกลง eBook จะมาจะไป จะรุ่งหรือไม่รุ่ง บางกระแสก็ว่าไม่มีทางหร้อกที่ eBook จะไปได้เพราะใครๆ ก็ชอบจับ ชอบสัมผัสหนังสือ ชอบเขียนลงไปในหนังสือ eBook ไม่ตอบโจทย์ตรงนี้เล้ย  บางกระแสก็ว่าเดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป๋ คนอยู่คอนโดอยากจะเก็บหนังสือเยอะๆ ก็ไม่มีที่เก็บ แถมจะพกหนังสือหลายๆ เล่มไปไหนก็หนักลำบากสารพัด eBook ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่ซู้ดดด

แต่ไม่ว่าจะเป็นไงก็ตามนะคะ กระแส eBook เมืองนอกเค้ามาแรงซะเหลือเกิน วันนี้หลินเลยรวบรวมมาแชร์กันค่าา 

รายงานยอดขายของ Amazon Kindle eBook ล่าสุด เค้าเก็บตัวอย่างจากหนังสือ 200,000 เล่มแรกที่ขายดี (ซึ่งทำยอดขายรวมกันเท่ากับ 55% ของยอดขาย eBook ทั้งหมดบน Amazon) แล้วเอามาจัดทำสถิติ ไปดูกันดีกว่าค่ะ

อัตราส่วนอันดับหนังสือ eBook ขายดี แยกตามประเภทของผู้จำหน่าย

หลินดูแบบคนไม่เก่งเลขนะ กราฟวงกลมข้างล่างนี่ เทียบเดือนพฤษภาคมกับเดือนมกราคมปีนี้ทั้งคู่ จำนวนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดี ที่เขียนโดยนักเขียนอิสระ (คือนักเขียนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใดเป็นล่ำเป็นสัน) เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% 

โดยที่หนังสือสังกัดสำนักพิมพ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีอัตราส่วนหนังสือที่ขึ้นอันดับขายดีลดลงค่ะ 




อัตราส่วนยอดขายต่อวันของหนังสือขายดี

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับข้างบนค่ะ ยอดขายหนังสือของนักเขียนอิสระก็เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 38% ค่ะ คนที่โดนแย่งส่วนแบ่งไปเยอะสุดคือ สำนักพิมพ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ที่ยอดขายตกลงไปถึง 17% เลยล่ะ



ดูเทรนด์ย้อนหลัง 15 เดือน ยอดขาย eBook

เฮ้ยย นี่มันขาขึ้นชัดๆ!สำหรับชาวอินดี้ ทั้งจำนวนเล่ม และรายได้เลยนะเนี่ย!





หลินเอามาให้ดู ศึกษาความเป็นไปของตลาด eBook กันไว้ค่ะ  ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆจะทำ eBook แต่ไม่เอาไปขายบน Amazon ก็ตาม อยากจะแค่ขายในไทย ก็ควรจะดูไว้อยู่ดีนะ  เพราะเทรนด์มันตามกันไป ไม่เว้นแม้ในบ้านเรา ดูแล้วคันไม้คันมือ อยากจะทำ eBook กันมั่งงงรึยังล่ะคะ? 

หลิน^^

ป.ล. หลินมีคอร์สสอนวิธีเอาหนังสือไปขายที่ Amazon วันที่ 26 กย.นี้ค่าา ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Note:all graphs in this blogpost were originally published by AuthorEarnings.com



5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

ทุกครั้งที่หลินไปแชร์ประสบการณ์ทำไงให้หนังสือขายดี? มักจะมีคำถามที่เกิดขึ้นในคลาสบ่อยๆ คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามที่หลายๆ คนคาใจ หนึ่งในนั้นก็คือเวลาทำหนังสือขายแค่ทำหนังสือดีๆ ออกมาวางขาย (ทั้ง Offline หรือ Online) ก็เสร็จแล้วใช่ป่าว? แค่วางไว้เฉยๆ หนังสือก็ขายเองเลยได้ใช้ไหม??

สำหรับคำถามยอดฮิตแบบนี้ หลินเองแต่ก่อนจะตอบว่าใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว  O_o'

ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ?

ตามความคิดของหลิน เดี๋ยวนี้คนเราวันๆ ได้ข้อมูลถล่มทลายมากมาย Newsfeed ใน Facebook มีไม่รู้เท่าไหร่ บางคนมี friends เยอะๆ มาก อ่านแทบไม่ทันทีเดียว แถมที่สำคัญคนเรายังมีความอดทนน้อยลงๆ ที่จะรออ่านอะไรที่คิดว่าไม่น่าสนใจไม่ได้อีกแล้ว

ผลวิจัยบอกว่า คนเราสามารถอดทนอ่านโพสโซเชี่ยลได้แค่ 8 วินาที ??!!!!

แปลว่าไรนะ?? ก็แปลว่าหลังจากนั้น ถ้าไม่โดน ก็เขี่ยหน้าจอให้ผ่านค่าาา TT เศร้าแพรบเขียนแทบตายแน่ะ!!

ถ้าอย่างงั้น วันนี้เรามารู้จักวิธีโปรโมทตัวเองแบบฉบับนักเขียนกันดีกว่าค่าา ประยุกต์ใช้ได้ทั้งตลาดไทยและตลาดนอกนะคะ ติดตามกันเรยยย^^^

ข้อ 1 เขียน Blog
พอพูดถึงเขียน Blog หลายคนอาจร้องยี้ ใครจะอ่าน? เดวนี้ Blog เยอะแยะไปหมดแล้ว!!

ตอบ ในความคิดของหลิน หลินคิดว่า Blog เหมาะมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ค่ะ เพราะได้ฝึกฝนการเขียน ลองตลาดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกๆ เรายังไม่รู้หรอกว่าตลาดเป็นไง? อยากอ่านแบบไหน? เราเขียนได้ไหม? ต้องปรับเบา หนัก อ่อน ตรงไหนอีก??

ว่ากันง่ายๆ ถ้าเขียนให้อ่านฟรี ยังไม่มีคนอยากอ่าน วันนึงเราจะออกหนังสือจะมีคนซื้อเหรอ?

แต่ถ้าเราจับทางถูก เราจะมีแฟนคลับของตัวเอง แฟนคลับกลุ่มนี้ล่ะค่าา เป็นผู้คอยสนับสนุนเรา คอยแชร์ post แชร์ผลงาน แชร์งานเขียนของเรา คนก็จะรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งมีผลอย่างมีนัยนะต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราในอนาคตค่ะ

ถ้ามี Blog ของตัวเองแล้ว ก็ต้องพยายามโพสให้สม่ำเสมอ Blog ที่หมั่นโพสจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นๆ Blog มีแห้งเหี่ยว ว่างทีโพสที จะเสียความนิยมกลายเป็นดาบสองคมซะงั้น





ข้อ 2 วางแผนโครงสร้างของ Blog เรา
ทำไมต้องวางแผน? นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนเลยไม่ได้เหรอ??

ตอบ จิงๆ แล้วได้ค่า แต่การวางแผนโครงสร้างว่า Blog เราจะพูดเรื่องอะไรมั่ง จะทำให้จับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนคลับเราได้ชัดๆ ไม่สะเปะสะปะ ไม่จับฉ่ายในหม้อ ชัดเจนในจุดยืนว่างั้น

ในทางกลับกันผู้อ่าน Blog เราก็ชัดเจนที่จะชอบเราด้วยนะ คาดว่าจะมาพัฒนางานเขียน ตาม Blog ของหลิน วันนึงหลินจู่ๆ ลุกขึ้นขายครีมหน้าขาว ผู้อ่านคง unfollow โดยไม่ต้องคิด ถูกไหม?




ข้อ 3 สร้าง connection กับคนอื่น
ทำไมต้องสร้าง? แค่เขียนหนังสือ ต้องรู้จักคนมากมายด้วยเหรอ? เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเจอใครอ่ะ


ภาพจาก kassaone.ru

ตอบ การสร้าง connection ที่ดีกับคนอื่นๆ ในธรุกิจเดียวกัน หลินว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดีอยู่แล้วนะคะ ถ้าในวงการนักเขียน ก็คงต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น สำนักพิมพ์ กราฟฟิค คนจัดหน้า บก. นักเขียน ghostwriter ฯลฯ เอาไว้

คงจะไม่มีใครเถียงว่า connection ที่ดีทำให้งานง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น ใช่ไหม?

หลินแนะนำว่าโซเชี่ยลทุกประเภทเป็นคำตอบที่ดี แล้วแต่จะเลือกใช้เพราะมันง่าาายและฟรีค่าา (เค้าชอบของฟรีๆ อิ อิ)




ข้อ 4 เป็นแขกรับเชิญใน Blog อื่น หรือมีบทสัมภาษณ์คนอื่นใน Blog เรามั่ง
ทำแล้วได้อะไรเหรอวิธีเนี้ย? กลัวจะเหนื่อยฟรีอ่ะดิ?


ตอบ วิธีนี้เหมือนช่วยให้เราได้โฆษณาตัวเองบนฐานของแฟนคลับของ Blog อื่น ในทางกลับกันเวลาเราเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญใน Blog เรา ก็เหมือนสร้างสีสันให้กับ Blog เราเองด้วย ไม่น่าเบื่อ

หลินเองก็ไปสัมภาษณ์ใน CEO Blogger ในฐานะแขกรับเชิญ ด้วยเหตุผลนี้เหมือนกันค่าา คลิกโลด
http://www.theceoblogger.com/1507006/




ข้อ 5 เวลาโปรโมททั้งที อย่าโปรโมทแต่หนังสือ ให้โปรโมทตัวเองด้วย
ทำไมต้องทำอย่างงั้นล่ะ?

ตอบ เพราะอย่างงี้ค่ะ หนังสือของเราหรือผลิตภัณฑ์จากเรา ต่อๆ ไปก็คงไม่ได้มีแค่เล่มเดียวหรืออย่างเดียว ก็คงมีหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นๆ การโปรโมทแค่หนังสือเล่มเดียวของเรา หลินว่าไม่ยั่งยืนเท่ากับโปรโมทตัวเองในฐานะนักเขียน เพราะเมื่อเรามีแฟนคลับที่ติดตามแล้ว ต่อไปเราจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อะไร  ก็จะมีคนกลุ่มนี้คอยสนับสนุน เค้าสนับสนุนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากเรา ไม่ใช่เพราะแค่เคยเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้เฉยๆ เพราะถ้าโปรโมทแต่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ต่อไปเมื่อหน้าปกเปลี่ยน เค้าก็จำไม่ได้ล่ะว่าใครเขียน??

ลองเอาไปปรับใช้ดูกันนะคะ^^

หลิน

Thursday, September 17, 2015

9 เทคนิคเขียนให้ได้ 5,000 คำใน 1 วัน!! :)

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า รักจะทำงานเขียน ต้องฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ำเสมอนะคะ^^ ที่นี้ปัญหาอยู่ที่ บางทีนึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไรดี จะทำยังไงถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ?

วันนี้หลินมีเทคนิคของฝรั่งมาแชร์ เค้าอ้างว่าด้วยวิธีนี้ทำให้เค้าเขียนได้ถึง 5,000 คำใน 1 วันเลยล่ะค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ^^  ถึงแม้อาจจะทำได้ไม่ถึง 5,000 คำอย่างเขา แต่ต้องดีกว่าเดิม ชัวร์!




1. ให้เขียนตอนเช้า
เค้าบอกตอนเช้าคนเรามักมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด แล้วค่อยถูกๆ ทำให้ไขว้เขว ถูกรบกวนด้วยนู่นนั่นนี่ ทำให้ประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ โดยเริ่มตั้งแต่เที่ยงถึง 4 โมงเย็น

ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง ถ้าเราเอาเวลานี้มาฝึกฝนการเขียนในตอนเช้าได้ ก็จะเยี่ยมฝุดๆ เลยนะคะ^^ แต่หากบางคนบอกว่า แหม!ไม่สะดวกเลยอ่ะ ตอนเช้าเนี่ย เพราะต้องทำโน่นนี่เยอะแยะ วุ่นวาย ไหนยังต้องทำงานประจำอีกด้วยด้วย ไม่ว่างมาเขียนตอนเช้าสิ

ไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องมาเขียนตอนเลิกงาน  จริงๆแล้วที่ว่า หากเลือกได้ให้เลือกตอนเช้านั้นก็คือ สมองเรายังปลอดโปร่งอยู่นั่นเอง ดังนั้นหลังจากที่เราทำภารกิจมาทั้งวัน ก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียน ให้ผ่อนคลายจิตใจก่อนค่ะ จะฟังเพลงเบาๆหรือวิธีไหนก็ได้ที่ถูกจริตเรา ทำให้เกิดสมาธิก่อนเริ่มเขียน ก็เป็นวิธีชดเชยกับการที่เราไม่สามารถเลือกช่วงเวลาเช้าได้ค่ะ

2. คอยพักเรื่อยๆ ระหว่างเขียน
การเขียนรวดเดียวจนจบโดยไม่พักเลย จะมีข้อเสียตรงที่ทำให้พลังงานของเราหมดแม็กอย่างรวดเร็วค่ะ เทคนิคก็คือควรพักอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่เขียน เช่น ทุก 25 นาที พัก 5 นาที ฝรั่งเค้าว่าวิธีนี้ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

บางคนใช้วิธีตั้งเวลาจะใช้มือถือหรือใช้ app โหลดฟรีก็ได้ พอถึงเวลาดังเตือนก็หยุดสักแป๊ป

3. เขียนให้ได้ทุกๆ วันๆ
ข้อนี้เป็นไปตามกลไกว่า ฝึกเขียนทุกๆ วันๆ ก็ช่วยให้เขียนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ลื่นไหลขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลงๆ ค่ะ


4. กำจัดสิ่งที่คอยรบกวนให้หมด
ข้อนี้หลินก็เป็นนะคะ แต่ก่อนเคยใช้เวลาอยู่กับ internet  แบบไม่รู้ตัว ท่องเว็บไปเรื่อยๆ อ่านไปเรื่อย ๆ เรื่องดารา เรื่องอะไรต่อมิอะไร เหมือนกับฆ่าเวลาไปงั้น ๆ

แต่ทำเป็นเล่นไป ในที่สุดก็ใช้เวลาบนหน้าจอ (แบบไร้สาระ ไม่ได้อะไรขึ้นมา เช่น เม้าท์มอยดารา) วันละหลายๆ ชั่่วโมงแบบไม่รู้ตัวเลย

วิธีที่หลินใช้ตอนนี้ก็คือ เขียน list ที่สำคัญและต้องทำแน่ๆ ในแต่ละวันออกมา และพยายามทำใน list ให้เสร็จก่อน ขีดฆ่าหัวข้อที่ทำเสร็จแล้ว บอกตัวเองว่าถ้าไม่เสร็จก็อดท่อง internet ด้วยวิธีนี้หลินค้นพบว่ามัน work เลยค่ะ งานก็ไม่ค้างและเป็นไปตามแผนด้วย ลองดูนะคะ^^


5. อย่าเสียเวลานั่งคอย คิดถึงไอเดียบรรเจิดเพริดแพร้ว ฝันกลางวันหรือใจลอยไปไหนถึงไหน??!?
หลายคนเวลาจะลงมือเขียนมักอ้างว่าไม่มี "ฟิลลิ่ง" (feeling)

คำถามคือฟิลลิ่งตอนนี้ไม่มีแล้วตอนไหนถึงจะมี ?

แต่หากว่าฟิลลิ่งไม่บังเกิดจริงๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานดูบ้างก็ดี อาจจะเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน เปิดเพลงเบาๆ ที่สำคัญคืออย่าเอามันมาเป็นข้ออ้างในการไม่เขียนค่ะ

ความจริงก็คือจะเขียนเก่งขึ้นได้ก็ต้องการ การฝึกฝน เหมือนจะผอมก็ต้องออกกำลังกาย มัวแต่รอฟิลลิ่ง ฝันกลางวัน ใจลอยยยไปนู่น คงไม่ได้เก่งขึ้นมาด้วยวิธีนี้เท่าไหร่

ลืมตาตื่นแล้วลงมือเขียนจะดีกว่าาาา.........เนอะ



6. เริ่มการเขียนเป็นสิ่งแรกของวัน
เค้าว่า (ซึ่งหลินว่าจริง) ถ้าเราเริ่มการทำงานด้วยการเช็ค email, website, Twitter, หรือ Facebook. เราจะไม่ได้หันมาเขียนซะที

มีงานวิจัยมาสนับสนุนด้วยว่า social media ทั้งหลายทำให้เกิดภาวะยากที่หยุด คล้ายๆ กับการติดยาหรือติดสารอะไรบางอย่าง คือเริ่มเล่นแล้วต้องเล่นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าเราเริ่มงานในแต่ละวันด้วย social media  คงยากที่งานเขียนของเราจะสำเร็จได้ค่ะ TT

7. อย่าเขียนไป edit ไป
เพราะว่าจะไม่เสร็จซักที ทำไปแก้ไป แก้ไปแก้มาไม่ถูกใจ แก้บรรทัดนี้กลับไปแก้ย่อหน้าที่แล้วอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ จะคืบหน้าได้ยังไง?

วิธีแนะนำคือจะเขียนอะไรก็เขียนให้เสร็จก่อน จะเป็นบทความ เรื่องสั้น ไดอารี่หรืออื่นๆ แล้วค่อยกลับมาแก้งานทีหลังค่ะ^^

8. ใช้จอmonitor 2 จอ
เคยเป็นไหมคะ ที่ต้องค้นคว้าข้อมูลไปแล้วก็เขียนไปด้วย หน้าต่างบนจอคอมเยอะแยะไปหมด สลับหน้าต่างไปมา อ่านหน้าต่างโน้นเขียนหน้าต่างนี้ ยุบโน่นเปิดนี่ กว่าจะเขียนเสร็จก็นาน แต่ไม่สำคัญเท่าขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ในการเขียนนี่สิ

เค้ามีวิธีค่ะ ให้เซ็ตคอมพิวเตอร์ให้ใช้ได้สองหน้าจอพร้อมกัน แล้วแยกเลยค่ะ จอนี้ไว้สำหรับงานเขียน อีกจอนึงก็ไว้สำหรับหาข้อมูล จะได้ไม่ปนกัน ดูจอโน้นพิมพ์จอนี้ งานก็เร็ว อารมณ์ก็ต่อเนื่องขึ้นด้วยล่ะ


9. กฏระเบียบทั้งหลายคือเราเป็นคนสร้าง สร้างได้ก็พังได้!
ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่เค้าก็ไม่ใช่เราอยู่ดีค่ะ ลองเอาแนวทางของคนอื่นๆ มาปรับใช้ อะไรเหมาะกะตัวเองก็จัด อะไรไม่เหมาะก็ทิ้งไป

อย่าไปเครียด กดดันตัวเองมาก ทำงานให้สุข ให้สบาย จะได้ผลงานที่ดีกว่าคะ

ลองดูกันนะคะ^^
หลิน

เรียบเรียงจาก HOW TO WRITE 5,000 WORDS A DAY โดย THERYANLANZ

Saturday, September 12, 2015

เข้าคอร์สนักเขียนไม่ได้ช่วยให้คุณเขียนดีขึ้นหรอกนะ ถ้า....???

เดี๋ยวนี้มีคอร์สนักเขียนเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องดีค่ะ เพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มหรือ eBook ยังคงไปได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนจะซบเซายังไง บทความที่เป็น content ต่างๆ ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น เพื่อเอาไปลง social media ดึงดูดให้คนเข้าไปดู และซื้อสินค้าในที่สุด จะเห็นได้จากตลาดซื้อขายบทความหรืออาชีพ ghostwriter ที่คึกคักมากๆ นะคะ

จริงๆ แล้วหลินอยากจะบอกว่าการเข้าคอร์สไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ ถึงแม้จะได้เรียนกับอาจารย์ขั้นเทพ เรียนมาหลายคอร์ส เป็นศิษย์หลายสำนัก แต่หากไม่เคยลงมือเขียนเลยสักครั้ง หรือลงมือแล้วแต่ขาดความสม่ำเสมอ เราก็ไม่สามารถมีก้าวแรกในการเป็นนักเขียนที่ดีได้ค่ะ

ตัวหลินเอง รู้ตัวว่ายังต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอีก ก็มีตารางการเขียนในหนึ่งอาทิตย์เลยค่ะ ว่าจะเขียนอะไรบ้างและเขียนยังไง และพยายามยึดกับตารางนี้ให้ได้ ฝนจะตกแดดจะออก ก็จะต้องเขียนให้ได้ตามเป้า ถึงแม้บางทีจะเหนื่อยโฮกๆ ก็ตาม

เพราะว่าอ่านมาหลายตำรา เรียนมาก็เย๊อะะ  กูรูหลายคนบอกตรงกันว่าการเขียนบ่อยๆ และการฝึกฝนซ้ำๆ  จะเป็นเป็นปัจจัยหลักให้เราเป็นนักเขียนที่ดีได้ค่าา :)

นอกจากนี้ การเขียนไม่ใช่ว่าแค่เรียนรู้เทคนิคแล้วจะทำได้ทันทีนะ ไม่งั้นศิษย์ครูเดียวกันคงจะเก่งเหมือนกันหมด จริงๆ แล้วมันคือการสร้างทักษะล้วนๆ  เป็นทักษะการเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนอ่าน สื่ออารมณ์และความคิด ทักษะในการถ่ายทอดความรู้ให้ถึงและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าหรือคนอ่านของเรา




เทียบง่ายๆก็เหมือนกับการว่ายน้ำ เราแค่ฟังวิธีการหรือรู้ทฤษฎีจะว่ายน้ำได้ไหม? คำตอบก็คือไม่ได้ค่ะ เราต้องลงสระฝึกว่ายน้ำ กว่าจะเป็นก็สำลักน้ำไปหลายอึกเลยนะ

การเขียนก็เช่นเดียวกัน แค่นั่งฟังในคอร์สไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น ต้องลงมือเขียนด้วยตัวเอง กว่าจะเก่งก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนค่ะ จะยาวจะสั้นแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ เพราะพื้นฐาน ครอบครัว ความชำนาญ ฯลฯ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แต่ทฤษฎีหรือเทคนิคในคอร์สที่เรียนมาจะช่วยก็ตรงนี้แหละค่ะ คือย่นระยะเวลาลองผิดลองถูกให้น้อยลง ให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ ของครู จากนักเขียนเก่งๆ สุดท้ายนำมาปรับใช้ให้เป็นสไตล์เราค่ะ สำคัญคือเราต้องหา signature ของเราให้เจอค่ะ^^

ครูที่เก่งๆ ช่วยเราได้ในเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟนักเขียน แนะนำทางลัดและสารพัดเทคนิค แต่หากเราเองไม่ลงมือทำก็ไม่มีวันสำเร็จ เหมือนเราหิวข้าว ให้คนอื่นกินแทนก็ไม่อิ่ม เลยต้องกินเองยังไงหยั่งงั้นเลยค่ะ

หลินมีเทคนิคง่ายๆ ของฝรั่งมาฝากค่ะ เขาว่า:

You sit down at the keyboard and you put one word after another until it’s done. It’s that easy, and that hard. ~Neil Gaiman

เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก แต่หากไม่ทำก็ไม่สำเร็จ ให้คิดซะว่าการฝึกฝนงานเขียน เหมือนออกกำลังกาย  จะออกมากออกน้อย นานหรือไม่นานไม่ว่ากัน แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย  เรื่องที่คิดว่ายาก ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป^^

(ดูโพส นิสัยการเขียน เราสร้างได้!คลิ๊ก http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/08/blog-post_14.html)

Never put off writing until you are better at it. ~Gary Henderson
จงอย่าหยุดเขียนจนกว่าคุณจะเก่งนะคะ สู้ๆ ค่าาา

หลิน^^


Sunday, September 6, 2015

เรื่องต้องรู้ก่อนเขียน! เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าจะให้ใครอ่าน?

หลินห่างหายจากการอัพเพจเป็น 2 วัน เพราะป่วยงอมพระรามเลยค่ะ ตื่นมาเวียนหัวไปหมดแถมนั่งแท็กซี่ไปหาหมอ ต้องแวะไปฝากรอยอาลัยเป็นระยะไว้ที่เสาไฟฟ้าอีกต่างหาก T_T หมอบอกน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดมาเพิ่งเป็นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ว่านอนรพ. ไป 8 ชม. เสียค่าหมอไปหมื่นกว่าบาท ><'

สรุปคือทุกคนอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขออภัยด้วยค่าที่แวปหายจ้อยไป T_T

กลับมาเรื่องนักเขียนของเราดีกว่า...

หลินไปเจอเรื่องราวน่าสนใจจากเวบนึงค่ะ อันที่จริงเป็นเวบเกี่ยวกับเรื่องราวจีนๆ ซึ่งหลินก็ติดตามอ่านบ่อยๆ เพื่ออัพเดทข่าวหรือเรื่องราวฮิตๆในอินเตอร์เนต เผื่อว่าเจอเรื่องน่าสนใจจะได้ไปเล่าใน blog ภาษาจีนที่หลินทำอยู่

แต่อ่านไปอ่านมาเห็นว่าเรื่องนี้น่าเก็บมาฝากแฟนเพจเรียนเขียน เพื่อขายบน Amazon ด้วย เพราะเป็นเรื่องถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนึง ที่มีคนตั้งข้อสงเกตว่าแพงมากกกกกๆ เมื่อเทียบกับเนื้อหาในเล่มที่ซึ่งโคตะระง่าย ช่างไม่คุ้มค่าเงินซะเลย แล้วใครนะที่ยอมเสียตังค์ซื้อ?
"Little Blue and Little Yellow"

โฉมหน้าของหนังสือเล่มนี้ค่า 小蓝和小黄 แปลเป็นไทยว่า "เจ้าสีฟ้าน้อยและเจ้าสีเหลืองน้อย" (มุ้งมิ้งมากคร่าาา)

หนังสือเล่มนี้ขายอยู่ที่ 29.80 หยวน ก็ประมาณ 150 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงเหมือนกันเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ทั้งที่จริงแล้วหนังสือในเมืองเมืองจีนราคาไม่แพงเลย เพราะเค้าพิมพ์ทีนึงเยอะมากๆ

ประเด็นก็คือ นอกจากมันแพงแล้วยังขายดีซะด้วยสิคะ!! (ทั้งๆที่เนื้อหาก็ดูง่ายมากๆ ใครๆก็เขียนได้ ไม่เห็นต้องมีการทักษะขั้นเทพอะไรเลย!!)

เรื่องนี้ชาวเนทจีนก็ถกกันน่าดู มีบางประเด็นที่หลินเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คือ

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนอ่านค่ะ กลุ่มเป้าหมายคือเด็กอนุบาล คนเขียนเขาเขียนให้เด็กเล็กๆ อ่าน เพื่อเข้าใจหลักการผสมสี  เพราะงั้นจงอย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปตัดสินหนังสือของเด็กน้าา
  • บางคนคอนเฟิร์มว่าเด็กชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะโลกของเด็กไม่เหมือนกับโลกของผู้ใหญ่นะ ดังนั้นที่ใครบอกว่าเนื้อหาง่ายๆนั้น หากเป็นโลกของเด็กเนี่ยความยากถือว่าอยู่ในระดับที่พอดีๆ แล้ว

เล่ากันมาพอควร เดี๋ยวจะนึกภาพไม่ออกมาดูเนื้อหาส่วนนึงกันค่ะ

"This is Little Blue."
คำบรรยาย--นี่คือเจ้าสีฟ้าน้อย

"Little Blue has many friends."
คำบรรยาย--เจ้าสีฟ้าน้อยมีเพื่อนมากมาย

"But his best friend is Little Yellow."
คำบรรยาย--แต่เพื่อนที่สนิทที่สุดคือสีเหลืองน้อย

"They happily hugged each other."
คำบรรยาย--พวกเขาทั้งสองกอดกันอย่างมีความสุข

"Hugged and hugged."
คำบรรยาย--กอดกัน กอดกัน!!

"Then they became green."
คำบรรยาย--ในที่สุดพวกเขาก็กลายเป็นสีเขียว


จบล่ะสำหรับบทนี้ ส่วนบทอื่นๆ ก็ทำนองนี้เหมือนกัน

ง่ายใช่ป่าวคะ? อย่าเพิ่งทำสายตาเคลือบแคลงใจค่า หลินว่าเรื่องนึงที่เราควรเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เขียนหนังสือต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าเขียนให้ใครอ่าน?

อันนี้สำคัญมากๆ เพราะเนื้อหาที่เราจะสื่อสารออกไปต้องตรงความต้องการ ตรงความสนใจ เหมาะกับระดับความรู้และเหมาะกับความชอบของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนอ่านของเราค่ะ

เพราะต่อให้หนังสือความรู้แน่น ทฤษฎีเป๊ะแค่ไหน แต่หากกลุ่มคนที่เราจะเขียนหนังสือให้เขาอ่านดันไม่สนใจหรือมันยากเกินระดับความรู้ เขาก็ไม่อ่านหรืออ่านหน่อยก็เลิก ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือที่เขียนแย่ๆ เล่มนึง (เพราะทั้งหมดคือขายไม่ดีหรือขายไม่ได้)

ดังนั้น จะเขียนหนังสือสักเล่ม ต้องคิดก่อนนะคะว่าเราเขียนให้ใครอ่าน? 

จากนั้น ต้องเขียนให้เหมาะกับความต้องการ ความสนใจ ความรู้และความชอบของคนอ่าน เราก็จะก้าวไปอีกขั้นในการเป็นหนังสือที่ขายดีค่ะ และจะดีกว่านั้นอีกถ้าเนื้อหาหนังสือของเราดีด้วยยย!!

สู้ๆนะคะทุกค้นนนน!!

ป.ล. ใครสนใจภาษาจีน เชิญได้ที่นี่ค่ะ 

หลิน^^










Wednesday, September 2, 2015

ขึ้นอันดับ 1 !!

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle ขึ้นอันดับ 1 ของ Ookbee ในหมวดธุรกิจและการลงทุนค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะสำหรับทุกการสนับสนุนและเห็นว่าหนังสือที่หลินเขียนมีประโยชน์นะคะ^^
หลิน




Friday, August 28, 2015

นักเขียนที่ดี VS นักเขียนที่ห่วย!

ฝรั่งเค้าว่าความแตกต่างระหว่างนักเขียนที่ดีกับนักเขียนที่ห่วย ไม่เกี่ยวกับเรื่อง "ความสามารถในการเขียน" เลยค่ะ แต่ต่างกันแค่นักเขียนที่ดีจะเขียนต่อ (ไป) และนักเขียนที่แย่จะเลิกเขียน !
มันคือแค่นั้นน (จริงอ๊ะ?!?)

ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาตัวเอง มีอีโก้ให้น้อย และทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่ยอมแพ้ ไม่ไล่ไม่เลิก หรือไล่ก็ไม่เลิกประมาณนี้ค่ะ :)

เค้าลองลิสต์หัวข้อคร่าวๆ ของคุณสมบัติในการเป็นนักเขียนที่ดีและนักเขียนที่แย่ออกมา ลองมาทำ checklist ดูดีกว่า ว่าเราในฐานะเป็นนักเขียน เข้าข่ายตกอยู่ฝั่งไหนมากกว่ากัน?

เริ่มเลยยย!!




นักเขียนที่ดีเค้าว่าจะทำแบบนี้กันค่าาา

  1. ฝึกฝนการเขียน ใช้เวลากับการเขียน ขัดเกลา แก้ไขผลงานจนกระทั่งถูกใจ ใช้เวลาหลายชั่วโมง หลายวันเพื่อทำอะไรแบบนี้
  2. ยอมรับคำติชม ฟังทัังเสียงจากใจตัวเองและเสียงจากคนอื่่น  ทั้งหมดมีเป้าเดียวก็เพื่อพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งขึ้นๆ
  3. ยอมรับว่างานเขียนตัวเองเวอร์ชั่นแรกมักห่วยแตก สิ่งที่จะทำให้งานเขียนเป็นระดับมาสเตอร์พีซได้คือฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน
  4. เชื่อว่าตัวเองทำได้ และทำได้แน่ๆ งานเขียนไม่ใช่แค่งานอดิเรก มันคือความฝัน ความสุข คือแรงบันดาลใจคือทุกอย่างของตัวเอง
  5. ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ หาวิธีทำงานให้ดีที่สุดและส่งผลงานออกไปสู่สาธารณะ มันก็แค่นั้นนน



นักเขียนที่แย่มักจะชอบทำแบบนี้

  1. ไม่เข้าใจกระบวนการคิดข้างบน แต่กลับพยายามเขียน ๆ เพื่อให้ได้โล่ เพื่อให้บรรลุเป้าอะไรสักอย่าง  เขียนให้จบๆ ไป ให้เสร็จๆ ซะที ทั้งที่จริงงานเขียนคืองานศิลปะแขนงหนึ่ง ต้องใช้เวลา ใช้การฝึกฝนให้ดีขึ้นๆ จะเร่งรัด รีบร้อน (นัก) มันบ่ไม่ได้
  2. ไม่รับความคิดเห็นของคนอื่น หลายคนขอฟีดแบก แต่พอเป็นฟีดแบกเป็นลบ ก็รับไม่ได้ 
  3. ไม่คิดจะแก้ไข ปรับปรุงผลงานเขียนตัวเอง คิดว่านี่มันสุดยอดแล้วอ๊ะชั้นเนี่ย! จะให้แก้ตรงไหนอีก
  4. คิดว่าตัวเองยังไม่เก่ง ยังเป็นยาหม่องตราลิงถือท้อ ทำไม่ได้หรอก สู้คนอื่นไม่ได้
  5. รอจนพร้อม แล้วค่อยเขียนดีกว่า (ความจริง วันที่พร้อมที่สุดมักมาไม่ถึงซ้ากกที)

เป็นไงกันคะ checklist แล้วเราอยู่ฝั่งไหนมากกว่า?

แต่จริงๆ แล้ว เราเลือกได้นะคะว่าเราอยากอยู่ฝั่งไหน ถ้าตอนนี้เราค่อนไปทางไม่ดีก็ปรับปรุงซะ ถ้าดีแล้วก็ทำให้ตัวเองดีขึ้นๆ ไป เค้าถึงว่ามนุษย์เราพัฒนาตัวเองได้เพราะหยั่งงี้นี่เอง

เอาใจช่วยให้ทุกคนเป็นนักเขียนทีดียิ่งๆๆ ขึ้นต่อไปค่าาา

หลิน^^











Tuesday, August 25, 2015

วิธีให้ Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวหนังสือเรา!!

หลินเพิ่งไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ How To Get Amazon’s Top Customer Reviewers To Review Your Book ตัวหลินเองก็เพิ่งได้ความรู้ใหม่ตรงนี้ด้วย เลยแปลมาให้อ่านกันนะคะ คิดว่าจะเป็นประโยชน์มากๆ เลย กับคนที่จะเอาหนังสือไปขายที่ Amazon ค่า^^

ภาพจาก http://www.wordstream.com/


Amazon’s Top Customer Reviewers  คืออะไร? 

ก่อนจะเล่าก็ขอเกริ่นหน่อยเพื่อความเข้าใจง่ายว่า การซื้อขายของใน Amazon ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายของออนไลน์ทั่วไป แม้กระทั่งในไทยเอง เช่น pantip market ดังนั้น การที่คนซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือเป็นหนังสือ ซื้อมาแล้วมารีวิวว่าของเค้าดีเจงๆ หรือหนังสือน่าสนใจจริงๆๆ (ไม่ใช้ม้า!) ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้คนที่จะซื้อตัดสินใจได้ง่าย รีวิวดีๆเยอะก็ขายได้เยอะ ขายได้เยอะคนก็กลับมารีวิวอีก วนลูปต่อไปเรื่อยๆ เค้าถึงว่าอะไรที่ขายดียิ่งขายดีขึ้นเรื่อยๆ ใช่ป่าวคะ

ที่นี้ที่ Amazon นี่ก็ยิ่งกว่า เพราะมีการจัดอันดับ Amazon’s Top Customer Reviewers ไว้ด้วย แปลเป็นไทยประมาณว่า "นักรีวิวระดับท๊อปของอะเมซอน" นักรีวิวพวกนี้มีจำนวนรีวิวที่เย๊อะมากกก คนที่ได้อันดับ 1 ณ วันนี้รีวิวไป 3,000++ รีวิว เอิ๊กกกกก..!!!! และก็ไม่ใช่รีวิวเอาปริมาณเข้าว่าด้วยนะ  รีวิวของเค้าเหล่านั้นได้รับการโหวตว่าเป็นรีวิวที่มีประโยชน์ต่อคนซื้อคนต่อๆ ไป คนที่ได้รับการโหวตว่ามีประโยชน์มากและจำนวนรีวิวมากพอ ก็จะได้ติด Amazon’s Top Customer Reviewers  !!!

นอกจากนี้ เมื่อเค้าเหล่านี้ไปรีวิวอะไรใน Amazon อีกก็ตาม ข้างใต้ชื่อเค้าตรงที่รีวิวก็จะขึ้นแถบว่าเป็น Top 500 reviewers หรืออื่นๆ ตามแต่จัดอันดับ สร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มไปอีกค่ะ

แล้วนักเขียนจะได้ประโยชน์อะไรนะ?

สั้นๆ เลย ถ้าได้รีวิวดีๆ จาก Top Customer Reviewers ก็จะช่วยสนับสนุนยอดขายหนังสือของเราด้วยค่ะะะ^^  เพราะนักรีวิวพวกนี้ ถ้าจัดอันดับดีๆ ส่วนใหญ่มี blog หรือเว็บไซด์ของตัวเอง  มีฐานแฟนคลับของตัวเองจำนวนมาก พอเค้ารีวิวหนังสือเรากลุ่มแฟนคลับที่ติดตามเค้าอยู่ก็จะเห็นหนังสือหรือสินค้าของเราไปด้วยค่ะ  เราจึงได้โฆษณาฟรีแบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาค่าา เฮ!!)

แล้วจะทำไงให้เค้ารีวิวล่ะ บ้านก็ไม่ใกล้กันซะหน่อย เค้าก็ไม่รู้จักเราด้วย เค้าจะยอมรีวิวให้เราง่ายๆ เหรอ?

ลองทำแบบนี้สิคะ :)


  1. ไปที่ลิงค์นี้ https://www.amazon.com/review/top-reviewers  
  2. จะมีรายชื่อนักรีวิวเยอะแยะเลยค่ะ ให้เลือกดูประวัติการรีวิวของเค้าล่าสุดว่าเค้ารีวิวสินค้าหรือหนังสืออะไรบ้าง สำคัญ*** บางคนไม่รีวิวหนังสือนะคะ รีวิวเฉพาะของที่ขายใน Amazon***
  3. สำหรับหนังสือ ให้ดูหัวข้อ interest ว่าเค้าสนใจหนังสือประเภทไหน?  บางคนเขียนเลยว่าไม่รีวิวนิยาย ไม่รีวิวเรื่องสั้น ฯลฯ
  4. เลือกมาสัก 3-4 คนค่ะ จะต้องเลือกเผื่อไว้ด้วยเพราะต้องทำใจรับหากเค้าไม่ตอบรับรีวิวของเรา
  5. หาอีเมล์ของเค้าในหัวข้อ contact information แล้วส่งไฟล์หนังสือของเราไปหา เขียนโน้ตสั้นๆ ไปด้วยว่าอยากให้เค้ารีวิวให้ เพราะเห็นว่าคุณสนใจหนังสือแนวนี้ และขอบคุณมากๆ


ถึงแม้ว่านักรีวิวจะช่วยให้กระตุ้นยอดให้หนังสือเราขายดี แต่เหล่านี้คือ ***ข้อเสียที่เราต้องเตรียมใจรับไว้ หากเราขอให้รีวิวค่ะ***


  1. เค้าอาจจะไม่ตอบ ไม่สนใจเงียบไปเลย (แต่เรา back up ไว้แล้วด้วยการเลือก 3-4 คน)
  2. เค้าจะรีวิวว่าหนังสือเราห่วย !!! อ๊ากกซซ์์!!  ทางแก้อันนี้คือเราควรต้องคัดเลือกคนที่เราจะรีวิวด้วย ด้วยการเข้าไปดูในลิงค์  Amazon’s Top Customer Reviewers ข้างบน ใช้เวลาและเลือกอย่างพิถีพิถันหน่อย ไม่ใช่หว่านแหแล้วส่งๆ ไป ถ้าไม่ต้องกับความสนใจของเค้า เค้าอาจรีวิวผิดๆ ถูกๆ ก็ได้
เคล็ดลับนี้หลินว่าไม่เลวนะคะ เหมือนกับเราได้โฆษณาหนังสือไปในตัวแบบฟรีๆ แต่ต้องเลือกให้ดีว่าจะให้คนไหนรีวิวหนังสือเรา ในกรณีที่เราขายของก็ลองหาช่องทางให้เค้ารีวิวสินค้าของเราผ่านทาง Amazon’s Top Customer Reviewers ก็ได้ เพราะมั่นใจว่าคนอื่นๆ หรือชาติอื่นๆ ที่ซื้อของก็อยากได้ความเชื่อมั่นในรีวิวผ่าน Amazon’s Top Customer Reviewers ทั้งนั้นนนค่าา^^

โชคดีกันทุกคนนะคะ ว่าแล้วหลินไปลองหา Amazon’s Top Customer Reviewers มารีวิวมั่งดีกว่าา

หลิน^^











Sunday, August 23, 2015

แผนการตลาดสำหรับนักเขียน ฉบับทำเองขายเองก็ได้!

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นหลินต้องขอโทษอย่างมากๆ เลยที่ห่างหายจากจากการโพสไปหนึ่งอาทิตย์เต็มค่ะ เพราะมีภารกิจไปเรียนหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำ (ส่องกระจกอีกที เอ้ย แก่ไปเยอะแระ T_T) วันนี้กลับมาแล้วนะคะ และเหมือนเดิมพยายามหาอะไรที่มีประโยชน์ต่อนักเขียนอย่างเราๆ มาแบ่งปันค่ะ หวังว่าจะได้ประโยชน์กันทั่วหน้าเลยน้าาา อย่าเพิ่งหนีหายกันไปนะคะ^^

อย่างที่เรารู้กันนะคะว่า เดี๋ยวนี้พลังของสื่อสมัยก่อน ( traditional media) (นสพ. ทีวี วิทยุ ฯลฯ) เริ่มเสื่อมความขลังลงๆ เหตุผลก็เพราะ social media มาแทนที่ คนดูทีวีน้อยลง ฟังวิทยุน้อยลง แต่ดู youtube และเล่นเฟสวันละ 7-8 ชั่วโมง เฮือก!!

ดังนั้น เราในฐานะนักเขียนถ้าเรามัวแต่รอให้สำนักพิมพ์ช่วยโปรโมทให้ ผลลัพธ์ก็อาจจะช้า ยิ่งกว่านั้นถ้าเราไม่มีสำนักพิมพ์แบ็คอัพล่ะ?!!

คำตอบก็คือต้องทำเองแล้วล่ะค่ะ หลินยังเชื่อเสมอนะคะว่าเดี๋ยวนี้ต่อให้หนังสือดีมากแค่ไหนแต่ถ้าคนไม่รู้จักก็ไม่ซื้อค่ะ  แผนการตลาดจึงสำคัญและจำเป็นสำหรับนักเขียนทุกคน ไม่ว่าจะมืออาชีพ มือสมัครเล่น จะเป็น self-publishing หรือพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์ และไม่ว่าขายผ่านที่ไหน Ookbee, Amazon หรือตลาดอื่นๆ แผนการตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ นอกเหนือจากคิด content ดีๆ ค่ะ

มาติดตามแผนการตลาดสำหรับนักเขียนอย่างเรากันค่ะ เอาไว้เป็นแนวทางนะคะ ปรับใช้เพิ่ม-ลดได้ตามความสะดวกได้เลย


ภาพจาก http://www.cootransuroccidente.com/


1. เริ่มทันที  ถ้าเราวางแผนจะเป็นนักเขียนและจะมีผลงานเขียนออกมาแน่ๆ หรือมีงานเขียนแล้วก็ตามแต่ยังไม่เคยทำการตลาดเองเลย หลินบอกว่าเราเริ่มกันเลยค่ะ ไม่ต้องรออะไรแล่ว เพราะอย่าลืมว่าเราต้องใช้เวลาเหมือนกันนะ กว่าคนจะรู้จัก กว่าจะเข้าใจสไตล์แฟนคลับของเรา กว่าจะรู้ว่า platform อันไหนเหมาะกะหนังสือเรา กว่าจะ...ฯลฯ ดังนั้น เริ่มเลยอย่าได้มัวแต่รอ

2. มีเว็บไซด์  นักเขียนฝรั่งเค้าแนะนำว่าควรมีเว็บไซด์ของตัวเองค่ะ  หลินเองก็เห็นด้วยนะและเป็นแผนของตัวเองในอนาคตเหมือนกัน เพราะว่า platform  อื่นๆ ก็เป็นของคนอื่น เช่น  facebook fanpage วันนึงเค้าเปลี่ยนระบบที organic reach ลดลงๆ จนตอนนี้เหลือแค่ 1% จากยอด Like ทั้งหมดเป็นต้นค่ะ 

3. หา email list ของลูกค้าของเราให้ได้  วิธีนี้เค้าแนะนำว่าเราอาจจะทำหนังสือแจกฟรีฉบับย่อๆ (แต่เนื้อต้องน่าสนใจด้วยนะ) แล้วแจกให้ผู้อ่านที่สนใจอยากอ่านโดยวิธีส่งเมล์มาหาเรา แล้วเราส่งหนังสือกลับไป วิธีนี้เราก็จะได้เมล์ของกลุ่มผู้อ่าน ที่สนใจในเรื่องที่เราเขียนค่ะ ต่อไปเวลาเรามีหนังสือออกใหม่หรืออยากจะบอกอะไรลูกค้ากลุ่มนี้ ก็สามารถใช้เมล์นี้ในการติดต่อได้ กระซิบนิดนุง หลินเองก็ใช้วิธีเหมือนกัน หลินแจกหนังสือตัวอย่างของตัวเองให้ผู้ที่สนใจอ่านฟรีๆ ประมาณ 30% ค่ะ ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้ได้เมล์ของกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่องที่เราเขียนมาค่ะ^^ ไม่ได้ส่งแบบหว่านแหเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายและบางทีกลายเป็น junk mail สำหรับเค้าไปซะอีกด้วย

4. ทำเนื้อหาใน platform นั้นๆ ให้น่าสนใจ ไม่ว่าเราจะใช้ platform อะไร Intragram, pinterest, facebook, twitter ฯลฯ ทำเนื้อหาให้สร้างสรรค์ ให้น่าสนใจ ให้คนอ่านติดตาม วิธีนี้ถ้าทำได้ตรงเป้าจะได้ 2 เด้ง เด้งแรกมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นๆ เด้งสองถ้ามีคนเข้ามาอ่านใน platform ของเรานานๆ และเยอะๆ google จะจับได้ทำให้ เนื้อหาของเราขึ้นหน้าแรกๆ ใน google เวลามีการค้นหาค่ะ สรุปว่าได้ทั้งคนได้ทั้งเครื่องนะ อิ อิ

5. ใช้ platform ให้เหมาะกับเนื้อหาของตัวเอง ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องไปทุกๆ social media ในทางกลับกัน เราควรหาว่าเนื้อหาของเราเหมาะกับ platform อันไหนมากกว่า เช่น หลินเป็นคนชอบเขียนยาวๆ blog กะ website จะตอบโจทย์ที่สุด บางคนถ่ายรูปสวย instragram , pinterest จะเหมาะที่สุดเป็นต้นค่ะ นอกจากนี้ควรต้องคอยหมั่นดูว่า platform นั้นๆ เค้ามีการเปลี่ยนระบบอะไรไหม และที่เปลี่ยนกระทบอะไรกับเรารึเปล่า จะได้คอยหาทางหนีทีไล่


จบแล้วนะคะ ใครมีเทคนิคอะไรอยากแชร์บอกให้หลินรู้บ้างนะคะ ข้าน้อยยังต้องศึกษาอีกมาก ขอคารวะอาจารย์ทุกท่านค่าาา

หลิน^^








Friday, August 14, 2015

นิสัยการเขียน เราสร้างได้!

วันนี้มีบทความของฝรั่งมาแบ่งปันค่ะ เหมาะกับคนรักอาชีพนักเขียนอย่างเรามากๆ เค้าว่านักเขียนที่แท้จริง เค้าเขียนหนังสือกันทุกวัน เพื่อสร้างนิสัยชอบเขียน ขอให้เชื่อเถอะว่า นักเขียนที่ดีจริง เก่งจริง แท้จริงแล้วมาจากระเบียบวินัย ไม่ใช่พรสวรรค์!

ความแตกต่างของนักเขียนมืออาชีพกับนักเขียนสมัครเล่น มีอยู่ข้อเดียวคือ "การฝึกฝน" ที่ต่างกันเท่านั้น

เทคนิคก็คือต้องสร้างนิสัยการเขียน ทำๆๆๆ ทุกวัน ทำจนกระทั่งไม่ต้องคิดว่าจะเขียนก็เขียนเองโดยอัตโนมัติ

3 วิธีช่วยสร้างนิสัยการเขียน




  1. เลือกสถานที่ที่จะเขียน จะเป็นที่ไหนก็ได้ค่ะ ขอให้เป็นที่ๆ เราชอบ มีความสุข นั่งสบาย มีแรงบันดาลใจ (อย่าหลับนะคะะ)
  2. เลือกเวลา เหมือนข้างบนค่ะ จะเป็นเวลาไหนก็ได้แต่ขอให้เป็นเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน ขอให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรานั่งลงและเริ่มต้นเขียน ไม่ต้องแคร์ว่าจะมีเรื่องจะเขียนหรือเปล่า ให้คิดว่าเราจะเขียนในช่วงเวลานี้ล่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีวันเริ่มซะที (อ่ะนะ)
  3. ตั้งเป้าหมาย จะเป็นกี่หน้าหรือเป็นกี่คำก็ได้ โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยของคำที่สามารถสร้างนิสัยงานเขียนได้อย่างสม่ำเสมออยู่ที่ 300-1,000 คำ ถ้านับเป็นหน้าก็ประมาณ 2-3 หน้าA4 (หน้าละ 400 คำโดยประมาณค่ะ)
ตำราฝรั่งเค้าบอกให้ทำซ้ำๆ ทำสม่ำเสมอ ทำทุกวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภายในไม่กี่เดือน เราจะเขียนได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นค่ะ

พอถึงจุดนี้ ก็อาจจะมีคนตั้งคำถาม เพราะเข้าสู่โหมดต่อมาก็คือ...

"แล้วจะเขียนอะไร?" "นึกไม่ออก!"???

อย่าได้แคร์ค่ะในช่วงเริ่ม ให้เขียนไปก่อนเพราะถ้านิสัยรักการเขียนยังไม่เริ่ม งานเขียนก็ยากที่จะทำได้ดี ขอให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้นๆ

ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ลองเขียนเรื่องพวกนี้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องรอบๆ ตัวเรา
  • เขียนว่าเราทำอะไรบ้างวันนี้
  • เขียนภาคต่อหรือบทต่อ ของหนังสือตัวเองที่ยังค้างอยู่
  • เขียนถึงเป้าหมายของตัวเอง อยากเป็นหรืออยากทำอะไร
  • เขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน!

หลายคนอาจคิดว่าเขียนอะไรก็ได้แล้วจะเขียนไปทำไม (ยะ) จริงๆ ถ้าพูดถึงการสร้างนิสัยในการเขียน อย่างน้อยเราก็มีก้าวแรกที่จะก้าวต่อไปค่ะ ดีกว่าไม่มีก้าวแรกเลยก็ไม่ได้เริ่มซะทีเลยนะ

สู้ต่อไปทาเคชิค่าาา

หลิน^^

http://goinswriter.com/start-writing-daily/



Wednesday, July 29, 2015

ทำหนังสือเล่มและ eBook ส่วนแบ่งรายได้ใครได้ตังค์เท่าไหร่กันบ้าง?

เคยสงสัยป่าวคะ ว่าหนังสือเล่มๆ นึง และ eBook ที่เราจ่ายเงินซื้อแล้วโหลดมา ตังค์ของเรานั้นใครได้ไปบ้าง? วันนี้หลินจะพาไปดูส่วนแบ่งรายได้หนังสือกันค่ะ  ข้อมูลหลายอย่างมั่นใจว่าหลายคนไม่ได้คิดมาก่อนว่าเป็นอย่างงี้เหรอ (เหมือนหลินตอนแรกๆ ค่า^^)


เริ่มกันด้วยฝั่งหนังสือเล่มกันก่อน ดูภาพข้างล่างได้เลย


เครดิตตามภาพค่ะ ส่วนตัวเลขสัดส่วนกะความจริงบวกลบกันไม่กี่มากน้อย

จะเห็นว่าผู้จัดจำหน่ายหนังสือเล่มมีส่วนแบ่งในรายได้ของหนังสือเยอะที่สุด คือเกือบ 50% ของหนังสือเล่มนึงทีเดียว

ก็แปลว่าถ้าหนังสือเราขายเล่มละ 100 บาท เราต้องจ่ายให้ผู้จัดจำหน่ายเกือบ 50 บาทค่าาาา โฮกกก!

เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่าทำไมเยอะจังว้า ส่วนแบ่งถึง 50% เนี่ยนะ ต้องอธิบายแบบนี้ค่ะว่าผู้จัดจำหน่ายเองก็ดำเนินธุรกิจคล้ายๆ กับห้าง ไม่ต่างกับเวลาที่เราเอาของไปขายในห้าง ห้างก็จะคิดค่าดำเนินการส่วนใหญ่อยู่ที่ 40% ซึ่งก็เป็นพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ฯลฯ

ผู้จัดจำหน่ายหนังสือก็เหมือนกันค่ะ ค่าดำเนินการเกือบ 50% ที่ว่า เขาต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าพื้นที่ห้าง (ซึ่งขึ้นราคาทุกปีๆ) ค่าแรงพนักงาน (ซึ่งปรับตามค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ) แล้วก็เหลือเป็นกำไรของบริษัทเค้าเองค่ะ

ต่อมาเป็นส่วนของสำนักพิมพ์ได้ไปประมาณ 17-18%  (ตอนแรกนึกว่าได้เยอะกว่านี้ซะอีก)  แต่ในความเป็นจริงแล้วสำนักพิมพ์ต้องรับความเสี่ยงในกระบวนการพิมพ์หนังสือทั้งหมด ไม่ว่าหนังสือจะแป้กหรือขายดี ขายดีก็รอด ขายไม่ดีก็เจ็บตัวเพราะเค้าเป็นคนออกทุนในการพิมพ์ค่ะ

สุดท้ายคือเหลือให้นักเขียน (อย่างเรา) ก็ประมาณ 10% นั่นคือถ้าราคาหน้าปก100 บาท นักเขียนก็ได้ไป ประมาณ 10 บาทต่อเล่มค่ะ (ตัวเลขจริงในตลาดวิ่งอยู่ที่ 7-12% ขึ้นกับชื่อเสียงของนักเขียนด้วย)

คราวนี้หันมาดูฝั่ง eBook กันบ้าง

เพราะเหตุที่ว่าต้นทุนค่าจัดจำหน่ายหนังสือเล่มที่สูงซะเกือบครึ่งของราคาหน้าปกหนังสือ บวกกับต้นทุนค่ากระดาษและค่าโรงพิมพ์ที่นับวันจะแพงขึ้น จึงมีนักเขียนหรือสำนักพิมพ์บางแห่งตัดสินใจทำ eBook ขายซะเลย  ไม่ว่าจะในประเทศ (Ookbee, Mebmarket) หรือต่างประเทศ  (Amazon)   ค่าตอบแทน eBook ที่ขายบน Amazon Kindle จะได้ถึง 70% เลยทีเดียว (ส่วนอีก 30% บวกกับค่า delivery cost อีกเล็กน้อย ทาง Amazon ได้ไปค่ะ)





หันมาดูร้าน eBook เจ้าใหญ่สัญชาติไทยอย่าง Ookbee กันบ้าง
ซึ่งช่วงนี้ Ookbee มีโปรแรงไม่เก็บค่าเอาหนังสือไปวางขายบนเวบเค้า แต่นักเขียนยังต้องเสียค่าช่องทางการจัดจำหน่าย จะโดนหักมากน้อยขึ้นอยู่กับช่องทางจัดจำหน่ายค่ะ (คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่)


อ้างอิง http://writer.ookbee.com/TermAndCondition#PaymanetCondition


ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า Ookbee เปิดโอกาสและเชิญชวนให้คนทำ eBook ทำหนังสือขายบน Ookbee กันเยอะๆ ค่ะ

เห็นส่วนแบ่งรายได้หนังสือเล่มและ eBook กันแล้ว สนใจมาทำหนังสือกันมั่งหรือยังคะ^^

หลิน








Tuesday, July 21, 2015

วิธีเอาผลงานคนอื่นมาขายใน Amazon ให้ถูกกฏ บอกแบบหมดเปลือก!

หลายคนที่อยากขายหนังสือบน Amazon แต่ติดที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี ยังตกผลึกไม่ได้ ยังต้องใช้เวลาในการคิด ฯลฯ

วันนี้หลินมีอีกแนวทางเลือกหนึ่งมานำเสนอค่ะ ไม่ต้องเป็นงานตัวเองก็เอาไปขายได้ ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย และได้ตังค์เหมือนกัน!

ใน Amazon Kindle มีศัพท์เฉพาะคำนึง เรียกว่า Public Domain ค่ะ ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงเป๊ะเลยกะเรื่องที่เราจะคุยในวันนี้

อย่าเสียเวลามารู้จัก Public Domain กันค่ะ^^

Public Domain คือ ผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ที่ใครๆ (ในโลกนี้) สามารถนำผลงานนี้ไปใช้ต่อได้ฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งจริงๆ แล้ว Public Domain works เนี่ยมีความหมายครอบคลุมใช้ได้กับหนังสือ เพลงหรือภาพยนต์ก็ได้ค่ะ ในที่นี้จะเน้นที่งานเขียนเป็นหลักนะคะ

และก็เพราะว่าเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ จึงไม่มีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เวลาเอาไปใช้

แต่เราจะรู้ยังไงล่ะว่า ผลงานไหนเป็น Public Domain  ? เดวพลาดเอาไปใช้โดน ban account อีกยุ่งตายเลย

วิธีการคือดูบนเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ผลงานที่เข้าข่ายเป็น Public Domain ได้แก่

  1. ผลงานที่เป็น Public Domain โดยอัตโนมัติเพราะงานชิ้นนั้นไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ เช่น ข้อเท็จจริงต่างๆ (สูตรคูณที่เราท่องกันตอนเด็กๆ) หรืองานที่รัฐบาลเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้
  2. ผลงานที่เจ้าของผลงานกำหนดให้งานของตัวเองไม่มีลิขสิทธิ์ (เหตุผลเพื่อให้ผลงานของตนเองแพร่หลายเป็นวงกว้าง) ใครจะเอาไปใช้ก็ใช้ได้ นึกไม่ออกก็หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ ที่ใครอยากพิมพ์ซ้ำเผยแพร่ก็ย่อมได้ 
  3. ผลงานที่เกิดก่อนปี 1923   ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ผลงานที่เกิดก่อนปี 1923 จึงเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ไปโดยปริยาย
  4. ผลงานที่ลิขสิทธิ์หมดอายุลง



หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมีกรณีไหนบ้างล่ะที่ทำให้ลิขสิทธิ์หมดอายุลงล่ะ?

คำตอบก็คือผลงานที่อยู่ในเกณฑ์พวกนี้ค่าาา

  • ผลงานของนักเขียน (บุคคล) ที่มีลิขสิทธิ์และเสียชีวิตเกิน 70 ปีขึ้นไป  (พูดง่ายๆคือ เราใช้ผลงานเขาได้หลังจากเขาเสียไปแล้วเกิน 70 ปี) แต่หากว่าหนังสือเล่มนั้นมีผู้เขียนร่วมหลายคน ให้นับเอาจากคนสุดท้ายที่เสียชีวิตนะคะ อาจจะรอหน่อยนึง (แต่ถ้าเค้ายังหนุ่ม ไปเลือกเล่มอื่นเต๊อะเพราะเราอาจไปก่อน แหะๆ)
  • หากเป็นผลงานในนามองค์กรหรือหน่วยงาน ผลงานจะสิ้นสุดลิขสิทธิ์เมื่อ 95 ปีนับจากตีพิมพ์ครั้งแรกหรือ 120 ปีนับจากปีที่ผลงานนั้นถูกสร้างขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าอายุไหนถึงก่อน (เลือกจำนวนปีที่น้อยกว่าเสมอ)
ดังนั้น เวลาที่เราจะเอาผลงานคนอื่นไปขายในลักษณะ Public Domain เพื่อความมั่นใจ ขอให้ตอบคำถามสักสองสามข้อข้างล่างนี้ก่อนค่ะ

  1. ใครเป็นคนสร้างผลงานเขียนชิ้นนี้?
  2. คนเขียนเสียชีวิตเกิน 70 ปี รึยัง?
  3. หากเป็นผลงานในนามองค์กรหรือหน่วยงาน ผลงานนั้นตีพิมพ์ครั้งแรกเกิน 95 ปี หรือมีอายุเกิน 120 ปีแล้วหรือยัง?
ตัวอย่างนะคะ
บทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet เราอยากเอามาขายเป็น Public Domain ใน Amazon มากๆ เลย ขอให้ตอบคำถามนี้ก่อน

  1. ใครเป็นคนแต่ง คำตอบก็คือ William Shakespeare (ซึ่งเป็นบุคคลไม่ใช่องค์กร)
  2. เขาเสียชิวิตเมื่อไหร่  คำตอบก็คือปี 1616 ซึ่งเกิน 70 ปีขึ้นไปและยังก่อนปีที่จะมีกฎหมายลิขสิทธิซะอีก 
ดังนั้น บทประพันธ์ Romeo and Juliet จึงถือว่าเป็น Public Domain เราและคนอื่นๆ (ในโลกนี้) เอามาใช้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครเลยค่ะ

หมายเหตุ กาดอกจันตัวโตๆๆ ด้วยน้าาา

  • กฏหมายลิขสิทธิ์ของแต่ละประเทศอาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง
  • งานที่ดัดแปลงจากต้นฉบับดั้งเดิม (original version) ก็มีลิขสิทธิ์ของเค้านะคะ เช่นหนัง Romeo and Juliet ที่พระเอกสุดหล่อ (ในตอนนั้น) Leonardo Di Caprio แสดง ก็ถือว่าผลงานชิ้นนี้มีลิขสิทธิ์ ที่เกิดจากการดัดแปลงเนื้อหาให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ถึงแม้สร้างจากบทประพันธ์ที่ถือว่าเป็น Public Domain แล้วก็ตาม พูดง่ายๆ คือถ้าเราจะทำหนังสือ  Romeo and Juliet  มาขาย ก็ทำได้เฉพาะเนื้อหาของWilliam Shakespeare ไม่ใช่ทำหนังสือจากเนื้อหาของ Romeo and Juliet เวอร์ชั่นเฮีย Leonardo ค่ะ^^

ซึ่งเท่าที่หลินหาข้อมูลในเนตมา มีคนไทยทำหนังสือจาก Public Domain  มาขายเหมือนกัน แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเนื่องจากผลงานเป็นผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เรา (คนไทย) ทำขายได้ คนอื่นทั่วโลกก็ทำขายได้เหมือนกันนะคะ

หวังว่าคงจะได้ความรู้เกี่ยวกับ Public Domain กันมากขึ้นค่ะ เป็นอีกทางเลือกให้กับทุกคนนะคะ^^


หลิน^^

Thursday, July 16, 2015

แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง

พวกเราเคยเข้าไปร้านขายหนังสือ eBooks  online อย่าง Amazon Kindle Bookstore หรือเวปของไทยก็ Ookbee หรือ Mebmarket ไหมคะ

จะเห็นว่าหนังสือต่างๆ ที่ขายบนหน้าเวปจะแสดงเป็นรูปปกหนังสือ หากเราสนใจเล่มไหนค่อยคลิ๊กที่ปกเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของหนังสืออีกที ดังนั้นปกที่เด่น เตะตาคนอ่านก็ได้เปรียบกว่าใครนะคะ

ทีนี้เมื่อเราทำ eBook ขายเอง นอกจากเป็นนักเขียนควบ บ.ก. อีกตำแหน่งแล้ว (จริงๆเป็นหมดทุกตำแหน่ง โทษฐานอยากเป็น  Self-Publisher 555) เราก็ต้องหาปกให้หนังสือของเรา รวมถึงภาพประกอบหนังสือด้านในด้วยค่ะ

เรื่องปกหนังสือนี่ Amazon มีเครื่องมือให้ใช้ฟรีค่ะ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า KDP Cover Creator แต่หากว่าเราเลือกดูปกที่ Amazon จัดไว้ให้ใช้แล้วก็ยังไม่โดน ไม่ถูกใจ หรืออยากได้รูปภาพมาเป็นภาพประกอบของหนังสือแล้วล่ะก็ เรามีวิธีน้าา เดวจะเล่าให้ฟังค่ะ

ที่สำคัญภาพพวกเนี้ย  นอกจากจะเอาใช้เป็นรูปปก เป็นรูปประกอบหนังสือแล้ว ยังเอาไปใช้ประกอบบทความ สร้างความน่าสนใจของ content ของเรา เวลาทำ social media หรือ online marketing ได้ด้วยค่ะ

วิธีการคือลองค้นหาจาก Internet  เราจะเจอเวปไซต์ที่เขาให้เรานำรูปไปใช้ได้ฟรี ไม่มีลิขสิทธิ์ด้วยนะ บางเวปไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ใช้ได้ทันที แต่บางเวปก็มีข้อแม้เรื่องต้องให้เครดิตเขาเวลานำไปใช้งาน หรือไม่ก็ห้ามเอารูปของเขาไปขายต่อ ดังนั้นโปรดดูเงื่อนไขก่อนนำรูปไปใช้งานด้วยนะคะ^^ 

เริ่มจากเข้า google ใช้ keyword “แหล่งรูปฟรี” ก็ได้รายชื่อเวปแล้ว หรือไม่ก็ลองเลือกจากเวปข้างล่างนี้ก็ได้ค่ะ หลินคัดมาให้แล้ว รูปสวยๆ ทั้งนั้นเลย ที่สำคัญแต่ละเวปก็มีจุดเด่นเรื่องรูปไม่ซ้ำกันด้วยค่ะ (คลิ๊กที่ชื่อเวป จะเป็น link พาไปที่เวปเลยค่ะ)


1. Unsplash

เวปนี้เด่นเรื่องรูป landscape และ close up shots ค่ะ ภาพรายละเอียดสูงใช้ได้เลย  งามมมมแต้ๆ

Unsplash_1

2Albumarium 

ส่วนเวปนี้เด่นเรื่องภาพ close up shots เช่นกันค่ะ เน้นที่คน สัตว์ และธรรมชาติ ภาพอื่นๆ ก็ใช้ได้ นอกจากนี้ ยังแบ่งหมวดหมู่ให้หาง่ายด้วย

Quick Splash



3Picjumbo 

เวปนี้ให้ขนาดรูปใหญ่โตสมชื่อค่ะ น่าจะสะใจคนชอบรูปใหญ่ และแบ่งหมวดหมู่ให้ด้วย

Webdesign Work in Progress Free Image Download

4. Gratisography 

ส่วนเวปนี้ เน้นภาพสุด cool ภาพแนวสนุกมันๆ มุมกล้องแปลกๆ ล้ำๆ ไอเดียเด็ดๆ หาได้ที่นี่ค่ะ

Picture by Ryan McGuire

5. Start-up Stock Photos

เวปนี้เป็นเวปน้องใหม่มาแรง ภาพส่วนใหญ่จะเป็นรูปถ่ายแนวคนกำลังทำงานในร้านกาแฟ มีอุปกรณ์ประกอบฉากเป็น mobile phones และ laptops เหมาะมากกับคนที่จะเอาไปใช้กับธุรกิจ
Start-up และ free-lance หรือพวก online marketing  ทั้งหลายค่าา



Startup Stock Photos

6. Life of Pix

เวปนี้มีงานรูปภาพ close up shots ดีๆหลายงานเลยค่ะ ภาพที่เป็น landscape ก็เอามาใช้เป็น background เจ๋งๆ ได้เลย ดูภาพตัวอย่างซะก่อนนน

lifeofpix_2

7. Death to the Stock Photo

เวปนี้ภาพสวยจริงๆ ค่ะ แต่คอนเซปจะต่างกับอันอื่นอยู่บ้าง ตรงที่ว่า "ไม่ฟรี" ค่ะ คือเหมือนเวปคลังภาพแบบที่ว่าสมาชิกจ่ายเงิน เวปก็ไปจ้างช่างภาพ ช่างภาพก็ถ่ายรูป รูปที่ได้ก็เอามาแชร์มาใช้ในกลุ่มสมาชิก  (แต่..แต่ เรายังสามารถได้รูปฟรีจากที่นี่อยู่เพียงแต่เลือกไม่ได้นะคะ เพียงแค่เรากรอก email ให้เขา เราก็จะได้รูปใหม่ทุกเดือน เป็นตัวอย่างยั่วน้ำลายให้สมัครสมาชิก) ใครใช้รูปในงานเยอะๆ ก็ลองพิจารณาดูค่ะ

DeathtoStock_4

8. Superfamous

เวปนี้เด่นเรื่องรูป landscape แปลกตา เอามาใช้งานออกแบบเวปหรือเป็น background ก็ดีเยี่ยมทั้งนั้นเลยนะ



9. Pixabay

อันนี้เวปสุดโปรดของหลินค่ะ ฟังก์ชั่นหารูปใช้ง่าย แถมคุณภาพรูปก็ดีอีกด้วย เรียกว่าทั้งดีทั้งฟรี


11. MorgueFile

ขนาดภาพจากเวปนี้อาจไม่ใหญ่ (ละเอียด) นักเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่ว่ารูปมีความหลากหลายมาก ถ้างานของเราไม่ต้องการรูปขนาดใหญ่นัก (eBook)  เวปนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ


ตามชื่อเวปเลย ใครชอบรูปแนวย้อนยุค ขอเชิญทางนี้ค่ะ มีให้เลือกชมไม่รู้เบื่อเลยที่เดียว ดูจากสไตล์เสื้อผ้าหน้าผมอาเฮียได้

&ldquo;Turn Off the Damn Lights&rdquo;

13. Getrefe

เวปนี้เน้นรวมรูปสถาปัตยกรรมและ landscape สวยๆ แต่ไม่มีฟังก์ชั่นค้นหารูปค่ะ หายากนิดนุง


14. FreeImages

เวปนี้ชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วค่ะ มีฟังก์ชั่นค้นหารูป แบ่งหมวดหมู่ให้ เรียกว่าฟรีและดีอีกต่างหาก

furgo


ทีนี้ก่อนนำไปใช้ เราต้องดูเงื่อนไขการใช้รูปฟรีของแต่ละเวปด้วยนะคะ ซึ่งทั่วๆ ไปเค้ามีศัพท์เทคนิคอยู่สองอย่างค่ะคือ
  1. Creative Commons zero ถ้าเขียนแบบนี้หมายความว่าใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นและไม่ต้องขออนุญาตด้วย ประมาณว่า พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้นะจ๊ะ
  2. Creative Commons with attribution แปลว่าเราก็ยังใช้รูปได้ค่ะ แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ทำยากอะไรแค่พิมพ์ใต้รูป เช่น นาย John เป็นคนถ่ายรูปเป็นเจ้าของผลงาน เราก็พิมพ์ว่า "Photo by John Smith" ข้างล่างรูปเป็นอันใช้ได้
ทีนี้เราก็มีรูปสวยๆให้เลือกเอาไว้ทำปก ทำภาพประกอบกันแล้ว ปัญหาต่อไปคือ รูปสวยๆ มันเยอะเลย จะเลือกอันไหนดี เลือกไม่ถูก! 

ว้า งงเลย!


หลิน^^