Showing posts with label หนังสือเล่ม. Show all posts
Showing posts with label หนังสือเล่ม. Show all posts

Thursday, January 7, 2016

จาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!!

สวัสดีปีใหม่นะคะ พลพรรคนักเขียนทุกท่าน ในปี 2559 นี้ หลินขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในอาชีพการงานกันทุกคนค่ะ ใครอยากเป็นนักเขียนขอให้มีผลงานหนังสือออกมาเร็วๆ มีความสุขกันมากๆ นะคะ^^

กลับเข้าสู่โลกของนักเขียนอย่างเรากันต่อเลยน้า...

สำหรับความฝันของนักเขียนหรือคนที่อยากจะเป็นนักเขียนอย่างพวกเรา ก็ไม่แคล้วว่าต้องอยากมีหนังสือสักเล่ม แต่ถ้าหากเราไม่มีพื้นฐานหรือประสบการณ์มาก่อนก็คงเป็นเรื่องยากที่จะนับ 1 ใหม่ตั้งแต่แรก แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากเท่าไหร่เลยนะคะ ถ้าหากเรามี Blog ของเราเอง และมีงานเขียนใน Blog ของเราพร้อมมืออยู่แล้ว

ติดตามวิธีเขียนหนังสือจาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!! ได้ในโพสนี้ค่ะ^^



นักเขียนบางคนที่หลินเคยเห็น เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว วางแผนการเงิน การลงทุนอสังหาฯ เขียนเพราะใจชอบ ใจรักอยากถ่ายทอด บางคนเขียนมาเป็นปีๆ เนื้อหาใน Blog พวกนี้แหละค่ะ ที่จะมีมากพอรวบรวมหนังสือเป็นเล่มได้แน่ๆ นอกจากหนังสือจากBlog แล้วเรายังสามารถสร้างงานเงินจาก Blog ของเราได้อีกด้วยล่ะ ใครยังไม่ได้อ่านเรื่อง 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา คลิกอ่านเพิ่มเติมได้เลย

มาดูเหตุผลดีๆ ของการสร้างหนังสือจาก Blog กันค่ะ

ข้อแรกเลย  หนังสือสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้แตกต่างจาก Blog

พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มคนอ่าน Blog กับกลุ่มคนอ่านหนังสือไม่ได้เป็นกลุ่มคนเดียวกันซะทั้งหมด บางคนไม่ชอบเทคโนโลยีก็ไม่อ่าน Blog ,ไม่ชอบอ่านจากจอคอมหรือมือถือก็ไม่อ่าน Blog , บางคนยังชอบความรู้สึกจากการจับต้องหนังสือพลิกกระดาษอ่านก็ไม่อ่าน Blog

ดังนั้น การที่ผลงานของเราเป็นหนังสือ (หรืออย่างน้อยเป็น eBook print on demand) ช่วยให้ผลงานของเราเข้าถึงคนอ่านได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยการที่ต้องรู้เรื่อง IT หรือแม้แต่สไตล์คนอ่านแบบอนุรักษ์นิยมที่ชอบอ่านจากกระดาษค่ะ

ข้อสอง หนังสือสร้างเครดิตให้ผู้เขียน

อันนี้ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ คนดังๆ หลายคนต้องการมีผลงานหนังสือ เป้าหมายไม่ได้มุ่งรายได้จากการขายอย่างเดียวแต่อยากให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของ portfolio ของเค้าต่างหาก

นอกจากนี้ บางคนก็ทำกลับข้างกันคือให้หนังสือเป็นทัพหน้า เป็นตัวนำเมื่อทำหนังสือสำเร็จแล้วก็ต่อยอดไปอย่างอื่นๆ


ข้อสาม หนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาฃองเรา

เมื่อเขียน Blog ไปเรื่อยๆ เยอะมากเข้า มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คนอ่าน Blog ของเราไม่ได้อ่านโพสอันแรกๆ ของเรา เพราะว่ามันตกไปไกลแล้ว และถึงแม้ว่า Blog จะมีฟังก์ชั่นค้นหา หรือมีการจัดหมวดหมู่ มันซึ่งช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง

สาเหตุเพราะผลการค้นหาไม่สามารถเรียงลำดับเรื่องราวที่ควรอ่านก่อนหลังได้ และก็ต้องยอมรับว่าคนอ่านก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นค้นหาทุกคนหรอกค่ะ


ดังนั้น การรวบรวมงานเขียนมาเป็นหนังสือ เราสามารถหยิบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน มาเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง เพิ่มเติมเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ทำให้เนื้อหาที่เราอยากนำเสนอได้ผ่านสายตาคนอ่านอย่างที่ตั้งใจ หัวข้อนี้จึงบอกว่าหนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาของเราแบบนี้ค่าา

ซึ่งวิธีการรวบรวมจาก Blog ให้เป็นหนังสือนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ มีด้วยกันง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ

1. รวบรวมโพสเก่าๆ ของเราไว้ในที่เดียว

จากนั้นก็เริ่มคัดเลือกโพส อันไหนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ อันไหนเนื้อหาเก่าไปแล้วต้องปรับปรุง อันไหนควรเอามาเพิ่มเติม ปรับปรุง แก้ไข

2. เตรียมหา "คนอื่่น" มาช่วยอ่าน

เป็นเรื่องปกติมากเลยค่ะ ที่เราเขียนหนังสือเอง อ่านเอง ตรวจเอง แล้วว่าดีทุกอย่าง ไม่น่ามีอะไรแก้แล้ว แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาอ่านอีกที เฮ้ย..ตรงนี้ทำไมเขียนแบบนี้ ตรงนี้น่าจะแก้นะ ว้า..ไม่น่าเลย

ดังนั้น สำคัญมากๆ ค่ะที่เราจะมีคน "อื่นๆ" มาช่วยอ่านให้อีกที ถ้าทำแบบเป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็จ้าง "บรรณาธิการ" ช่วยอ่านแบบจ่ายเงิน ถ้างบเรายังไม่มากพอ อย่างน้อยก็ควรมีเพื่อน พี่ น้อง หรือคนใกล้ตัวมาช่วยอ่าน อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าอ่านคนเดียวอย่างแน่นอนค่ะ

อีกเคล็ดลับนึง คือหลังจากเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งช่วงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาอ่านใหม่ จากนั้นค่อยกระจายให้คนอื่นๆ อ่านตามลำดับค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้งานเขียนเราลื่นไหลขึ้น เพราะถ้าเราอ่านซ้ำๆ บ่อยๆ ทุกๆ วัน เราจะมองไม่เห็นว่าอันไหนควรแก้ไข

3. ลงทุนกับ "ปก"

มีประโยคที่ว่า "ปกหนังสือเป็นรักแรกพบของคนซื้อ" หลินว่าก็มีส่วนจริงอยู่มากค่ะ หลายคนตัดสินใจซื้อหนังสือเพราะปกสวย (แต่มาเขวี้ยงทิ้งทีหลังว่าเนื้อหาไม่ดีนี่เป็นอีกเรื่องนึงเนอะ แหะๆ) ดังนั้น ถ้าในช่วงเริ่มต้นเรายังไม่มีทุนมาก หลินแนะนำว่าเงินทุนที่ไม่มากนี้เอามาจ้างทำปกสวยๆ ดีกว่าค่ะ ค่าจ้างทำปกอยู่ที่ 1,500 บาทขึ้นไป

แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมจริงๆ หลินแนะนำว่าทำปกสไตล์ง่ายๆ แบบดูดี ปกที่มีตัวอักษรใหญ่ๆ อยู่ตรงกลางภาพ ส่วนภาพประกอบใช้จากเว็ปภาพฟรีก็ได้ค่ะ  ลองดูลิงค์นี้นะคะ (แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/07/14-websites.html)

คราวนี้ก็ได้เวลาลงมือเขียน Blog กันแล้วค่ะ^^

หลิน^^


ฝากข่าวนิดนึงค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^ คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนเิร่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

สนใจเข้าร่วมคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Monday, October 26, 2015

6 เทคนิคตั้งชื่อหนังสือให้โดนนนน!!!

หลินเคยได้ยินว่ามีคนบอกว่าปกหนังสือก็เหมือนรักแรกพบของคนอ่าน เห็นครั้งแรกบอกเลยว่าชอบ ไม่ชอบ และการที่บอกว่าชอบไม่ชอบในแว๊บแรกที่เห็นนี่ล่ะค่ะ มีผลเยอะเลยต่อการตัดสินใจว่าจะซื้อ หรือไม่ซื้อ ดังนั้น ประโยคข้างบนที่พูดคงจะถือว่าไม่เว่อร์เท่าไหร่นะคะ

และเพราะว่าชื่อหนังสือสำคัญซะขนาดนี้เอง วันนี้มีตำราฝรั่งเค้าแนะนำเทคนิคการตั้งชื่อหนังสือให้โดนใจคนอ่านค่ะ

มาติดตามกันนะคะ^^

ภาพจาก https://amyjarvisillustration.files.wordpress.com


ข้อ 1 รู้จักกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของเรา
ลองตั้งคำถามทำนองนี้กับตัวเองดูค่ะ

กลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของเราเป็นใคร ชอบอ่านเรื่องราวแบบไหน แล้วทำไมเค้าต้องชอบเนื้อหาแบบนี้ของเรา เราอยากให้คนอ่านหนังสือเราจบแล้วมีความรู้สึกยังไง เช่น สนุกสนาน มีแรงบันดาลใจ ฯลฯ  หนังสือของเราแตกต่างจากหนังสือของคนอื่นๆ ในหมวดเดียวกันยังไง

สำคัญคือ แล้วเราจะตั้งชื่อหนังสือยังไงให้โดนใจเค้า ถ้ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นแฟนคลับเกาหลี คำว่า "โอปป้า" ก็น่าเลือกใช้มากกว่าคำธรรมดาอย่าง "สุดหล่อเกาหลี" หรือเปล่าคะ?

ข้อ 2  ดูหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรา
วิธีการคือไปร้านหนังสือ หรือหาหนังสือออนไลน์ก็ได้ค่ะที่เกี่ยวข้องกับหนังสือของเราที่กำลังจะเขียน สมมติว่า เราอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับชีวิตหญิงสาวชาวกรุงเทพฯ เมื่อ 40 ปีก่อนเป็นตัวเอก เราก็ควรจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสวนลุมฯ (ที่ๆ คนมีตังสมัยก่อนไปเที่ยว) งานกาชาด โรงหนังสกาล่า ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา หนังสือเกี่ยวกับสาวสังคมสมัยก่อน กิน ดื่ม เที่ยวที่ไหน แต่งตัวยังไง ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้จดชื่อที่คุณชอบออกมา เพื่อที่ว่าคำไหนจะสามารถจะเอามาพัฒนาเป็นชื่อหนังสือและอธิบายเนื้อหาหนังสือในเล่มได้บ้าง

ข้อ 3 คิดชื่อให้สั้นเข้าไว้
ปกที่ดีควรจะสั้นเข้าว่า (ยกเว้นบางกรณีที่ยาวแล้วโดน แต่ปกติสั้นจะคนจะจำได้ง่ายกว่า)

ข้อ 4 คิดชื่อให้อ่านทีเดียวแล้วเห็นภาพ
ถ้าชื่อหนังสือของเราสามารถสร้างมโนภาพในใจคนอ่านได้ นั่นคือโบนัสที่ถือว่าเจ๋งสุดๆ ค่ะ ลองจินตนาการถึงหนังสือชื่อ "ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" นวนิยายรางวัลซีไรต์ 2558 อืมมม์..มันชวนให้คิดตามซะจริงๆ ว่าตาบอดยังไม่พอ ยังอยู่ในเขาวงกตซะอีก อะไรจะรันทดขนาด แล้วชีวิตนี้จะหาทางออกได้ไหมเนี่ย??

ข้อ 5 คิดชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
เรื่องสำคัญที่ควรรู้ในข้อนี้ก็คือ ชื่อหนังสือ "ไม่มีกฏหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง"  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่ชื่อหนังสือเราจะไปซ้ำกับชื่อหนังสือคนอื่น ซึ่งเอาจริงๆ ไม่มีผลดีกับใครสักฝ่าย โ้ดยเฉพาะชื่อที่เป็นชื่อทั่วไปมากๆ เช่น Feel Good หรือ Lovesick

วิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ลองลิสต์ชื่อหนังสือทั้งหมดออก อาจจะใช้วิธีดึงเอาชื่อตัวเอก คาแรกเตอร์ตัวเอง ชื่อสถานที่ หรือประโยคยอดฮิตในหนังสือมาเป็นชื่อหนังสือเพื่อหลีกเลี่ยงชื่อที่ซ้ำค่ะ

ข้อ 6 คิดชื่อให้ชัดเจน
แน่นอนที่สุดว่า ชื่อหนังสือควรจะเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือ เอาเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายเราควรอ่านทีเดียวแล้วเข้าใจว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไร แต่ผู้อ่านที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายก็ควรอ่านแล้วรู้เรื่องด้วย ระวังพวกศัพท์เทคนิค ศัพท์เฉพาะทาง ไม่เหมาะกับการตั้งชื่อเรื่อง

ถ้าเราไม่ได้เขียนนิยาย ชื่อเรื่องที่ดีควรจะบอกคนอ่านว่าอ่านจบแล้วได้อะไร เช่น  โยคะสูตรหน้าเด็ก รวยด้วยอสังหา ฯลฯ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ^^ หลินขอให้หนังสือของทุกๆ คนขายดีมากๆ เลยค่ะ เพี้ยงๆๆ

หลิน^^

#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

http://goo.gl/MQklJQ




Monday, September 7, 2015

5 เทคนิคอ่านหนังสือได้เร็วจี๋!! แบบปุ่มสปีดปรับไม่ทัน!

หลินว่าเราคงเคยได้ยินมาบ้างว่า จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย  เพราะถ้าเราอ่านหนังสือได้มาก คลังคำศัพท์และความรู้รอบตัวต่างๆ ของเราจะเยอะ สะสมไปๆ พอถึงเวลาเราต้องเขียนจริงๆ สมองเราก็จะดึงความรู้พวกนี้มาใช้ได้ทัน

และการที่เราจะเป็นนักอ่านที่ดีได้ เราควรอ่านหนังสือได้มากพอ ปัญหาก็คือ ทุกวันเนี้ยคนเรามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ สารพัดเรื่องราวที่ต้องทำในแต่ละวัน แถมเจอรถติดมหาโหดเข้าไปอีก วันๆ แทบไม่เหลือเวลาแม้แต่จะนอน

หลินไปอ่านเจอเทคนิคการอ่านหนังสือเร็วของฝรั่งมาค่าาา เลยเอามาแบ่งปันกันดีกว่า เอาไว้ใช้ปรับปุ่มสปีดการอ่านของเรานะคะ^^

ติดตามกันเลยค่าา




1. เทคนิคอ่านให้เร็วขึ้นโดยใช้นิ้วไล่ตามบรรทัด
เทคนิคนี้แนะว่าเราจะอ่านเร็วขึ้นได้ ถ้าใช้นิ้วไล่ไปตามบรรทัดที่อ่าน เพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเสียงอ่านตัวเองในใจ (ซึ่งคนปกติมักเป็น ทำให้อ่านช้า) จะได้อ่านต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น  วิธีนี้ช่วยให้อ่านหนังสือจาก speed 200 คำ/นาที เป็น 1,000 คำ/นาทีเลยทีเดียวค่ะ

2. ไม่ต้องอ่านจนจบเล่ม?!
เอ๊ะ! ยังไงน้าาา  เพราะปกติเราซื้อหนังสือเล่มนึงมา เราก็พยายามอ่านให้จบใช่ไหมคะ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่าอ่านแล้วโคตรเบื่อเลย แต่ที่สุดก็พยายามอ่านจนจบอยู่ดี แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือไม่ก็เก็บไว้กะว่าจะกลับมาอ่านแล้วก็ลืมไปเลย

เทคนิคนี้บอกว่าทำแบบที่เราทำกันเนี่ย เสียเวลาฝุดๆ เลยนะ!

เพราะว่าหนังสือทั่วไปเล่มนึงเนี่ย จะมีประเด็นสำคัญแค่ 1-2 ประเด็นเท่านั้น ถ้าหนังสือดีๆ อาจจะมี 2-3 ประเด็น ถ้าหนังสือเทพๆ อาจมีไอเดียเจ๋งๆ ได้ถึง 3-5 ประเด็น ในความเป็นจริงก็คือหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือทั่วไปที่อยู่ในค่าเฉลี่ยเท่านั้นค่ะ 

ส่วนนักเขียนทั่วไปอาจจะเขียนไอเดียเจ๋งๆ ออกมาประมาณ 20 หน้า แต่หนังสือแค่ 20 หน้าจะขายได้ยังไงกันล่ะ? นักเขียนจึงต้องหาอะไรมาเติมให้ได้ 200 หน้าถึงจะทำเป็นหนังสือขายได้ วิธีนี้ทั้งนักเขียนทั่วไปและนักเขียนเทพๆ ก็ทำเหมือนกันหมด (คือหาอะไรมาเพิ่มมาเติม)

แล้วหยั่งงี้เราจะเสียเวลาอ่านหนังสือจนจบเล่มทำไม?? 

อืมมมม...น่าคิดเหมือนกันเนาะ หลินอ่านจนจบทุกเล่มเลย แต่บางเล่มใช้เวลาเป็นปีๆๆ ทำผิดทางมาตะล๊อดดดสิเรา

เทคนิคนี้แนะว่าควรจะอ่านผ่านตาแบบ skim ก่อนเพื่อหาประเด็นของหนังสือ ใช้สารบัญให้เป็นประโยชน์ ทำสัญญลักษณ์ไว้ตรงที่ไม่เข้าใจ  (ครั้งแรกให้ใช้เวลาแค่ 3-5 นาที)

ครั้งที่ 2 กลับมาอ่านอีกแค่ 30 นาที ตรงที่เป็นประเด็นสำคัญและเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจดี (อ่านแบบ scan)

สุดท้าย ถ้าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่าที่จะอ่านอีกรอบ ให้ใช้เวลา 1-2 ชม.ในการอ่านรอบที่ 3

ถ้าทำแบบนี้ได้ เราจะสามารถอ่านหนังสือหนึ่งเล่มด้วยการใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชม.!!

3. กำหนดเวลาที่อ่านให้ชัดเจน
แนะนำว่าให้ตั้งเป้า 4 ชม.กับหนังสือหนา 200-300 หน้า แล้วตั้งใจอ่าน แบบอ่านนิยายค่ะ คือไม่ให้มีอะไรมากวน

อาจจะมีคนคิดว่า โฮ้ยยย!! ใครจะทำได้ 4 ชม.หนังสือเล่มนึง เทคนิคนี้เค้าบอกว่าถ้าเราบอกว่า 4 ชม. จะอ่านให้จบ สมองเราจะพยายามทำให้ได้ แต่ถ้าเราบอกไว้เดือนนึงอ่านให้จบ รับรองว่าไม่จบ เพราะเราไม่ตั้งใจจะทำ จะไปทำนู่นทำนี่ทำนั่น ที่สุดแล้วไม่จบชัวร์

ถ้าอ่านแล้วเจอเรื่องไม่เข้าใจ ให้เขียน note ไว้แล้วกลับมาอ่านทีหลัง อย่าพยายามหาคำตอบให้ได้ในครั้งแรกที่อ่านเพราะจะเสียเวลา และสุดท้ายเรื่องที่เราไม่เข้าใจนั้นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลยนะ (เหมือนทำข้อสอบเลยอ่ะค่ะ ว่าม่ะ?)

4. เริ่มจากหนังสือเล่มง่ายๆ ก่อน
แทนที่จะเริ่มจากหนังสือโคตรยากหนา 1,000  หน้า ให้เริ่มจากหนังสือง่ายๆ หนา 100-150 หน้าก่อน ให้มีความมั่นใจแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า

พออ่านได้แล้ว ค่อยพัฒนาความสามารถในการอ่านตัวเอง ให้อ่านหนังสือได้หนาขึ้นๆ และยากขึ้นเรื่อยๆ

5. อ่านแต่หนังสือที่คุ้มค่าจะอ่าน
สั้นๆ เลยเพราะเวลาเรามีจำกัด ไหนๆ จะเลือกอ่านทั้งที ให้อ่านอะไรที่มีประโยชน์ต่อเราค่ะ
อะไรที่ไม่มีประโยชน์อย่าเสียเวลาอ่านเลย เอาเวลาไปนอนดีก่าา (หลินพูดเอง 55)

หวังว่าจะได้เทคนิคแจ่มมะว้าวว กันถ้วนหน้านะคะ ใครมีเทคนิคเจ๋งๆ ยังไงก็แชร์กันได้ค่าา

หลิน^^










Friday, July 31, 2015

8 เหตุผลที่บอกว่าทำไม eBook ถึงได้ฮิต

ถ้าย้อนหลังไปเมื่อสัก 4-5 ปีก่อนไม่ต้องนาน หลินมั่นใจว่าหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าทำไมตลาด eBook ในไทยเติบโตได้ขนาดนี้ ใครจะยอมไปอ่านหนังสือในคอมพิวเตอร์ที่ไม่สะดวกซะเลย โน้ตบุ๊คก็แพง คอมพ์ตั้งโต๊ะก็เทอะทะ พลิกหน้าให้อารมณ์แบบหนังสือก็ไม่มี  ฯลฯ

ภาพจาก http://www.buzzfeed.com/isaacfitzgerald/books-battle-royale#.kmoakgked


ถ้าถามหลินว่าเพราะอะไร? 

หลินว่าส่วนนึงที่ eBook  ในไทยมาฮิตได้เพราะเหตุผลข้างล่างนี้ค่ะ

1. หาซื้อง่าย สะดวกและเร็วกว่า
เพราะซื้อเวลาไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้ แต่งตัวยังไงก็ซื้อได้ (ชุดนอนก็ยังได้) ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แค่เข้าเวบร้านหนังสือออนไลน์ จ่ายตังค์แล้วก็ download --เสร็จ!


2. eBook ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ง่าย
เป็นประโยชน์ต่อผู้เขียนหากผิดพลาดหรืออยากเพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัย ก็แค่แก้ไฟล์แล้ว uploadขึ้นไปใหม่ ไม่ต้องยุ่งยากเหมือนหนังสือเล่ม ที่ต้องแก้เพลตแลัวพิมพ์ใหม่ ค่าใช้จ่ายสูง หนังสือเก่าก็ค้างสต็อกทำอะไรไม่ได้

เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านคือได้ข้อมูลที่สุดทันสมัย ไม่ใช่เขียนไปแล้วรอโรงพิมพ์ พิมพ์อีกเดือนนึง รอกระจายหนังสือไปตามร้านทั่วประเทศอีกอาทิตย์นึง ข้อมูลบางอย่างแค่วางแผงช้าไปเดือนสองเดือนหรือออกช้ากว่าคู่แข่งก็ outdate ไปซะแล้ว ฮ่วย!


3. ไม่เปลืองพื้นที่เก็บ
อยู่คอนโดไม่ต้องคิดมากเรื่องซื้อหนังสือแล้วหาที่เก็บไม่ได้ เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่อยู่บ้านหลังเล็กลงเรื่อยๆ คอนโดที่เล็กสุดตอนนี้ขายที่ขนาด 21 ตรม. (รุ่นพ่อแม่เรารับม่ะได้จริงๆ เสียงลอยๆถามว่าอยู่ได้ไง) ดังนั้น ลืมไปเลยเรื่องห้องเก็บของ เพราะห้องที่เราอยู่นั่นแหละคือห้องเก็บของล่ะ!

เมื่อเป็นอย่างนี้ การมีหนังสืออยู่ใน tablet อยู่ในคอม อยู่ในมือถือ ช่วยลดพื้นที่เก็บหนังสือ ห้องก็ดูโล่งๆน่าอยู่ขึ้นมาหน่อยนะ จริงมั๊ย?


4. อนุรักษ์ธรรมชาติ ลดการตัดไม้
ก็ไม่ต้องพิมพ์ออกมานี่นา จบข่าว!


5. ขนง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก
คิดถึงตอนย้ายบ้านสิ สารพัดกล่อง ใครเป็นหนอนหนังสือหรือชอบสะสมหนังสือคงรู้ดี หนังสือเห็นวางตั้งไม่สูงเท่าไหร่ แต่ตอนขน คิดบ่นในใจดังๆทำไมหนักจังว้าาา! ตอนย้ายบ้านย้ายห้องที กว่าจะเสร็จมีเสียตังค์ให้ร้านนวดไปหลายรอบเลย

ภาพจาก http://www.buzzfeed.com/isaacfitzgerald/books-battle-royale#.kmoakgked



6. ทำ link อ้างอิงในหนังสือได้ด้วยนะ คลิ๊กแล้ววาร์ปไปในทันใด แถมappอ่าน eBookบางตัวมีดิกในตัวด้วยนะ ชีวิตดี๊ดี!

ภาพจาก http://www.buzzfeed.com/isaacfitzgerald/books-battle-royale#.kmoakgked


7. ถูกกว่าหนังสือเล่ม
เพราะตัดต้นทุนกระดาษ โรงพิมพ์ออกไป ราคาเลยถูกลงได้ แถมเหลือส่วนแบ่งรายได้ให้นักเขียนเยอะกว่าเดิมอีก คนซื้อแฮปปี้ นักเขียนก็แฮปปี้


8. ตอบสนองตลาดniche ได้ดี กว่าหนังสือเล่ม
ในมุมมองสำนักพิมพ์ การที่จะออกหนังสือสักเล่ม เค้าต้องคิดก่อนแล้วว่า ตลาดของหนังสือเล่มนั้นมันใหญ่พอมั๊ย กลุ่มคนที่สนใจเยอะพอมั๊ย มีกำลังซื้อพอที่จะคุ้มตีพิมพ์ขายมั๊ย เหตุนี้เลยทำให้หนังสือบางประเภทตีพิมพ์ออกขายเป็นเล่มยากมากๆค่ะ เพราะกลุ่มคนที่สนใจสเกลไม่ใหญ่พอที่สำนักพิมพ์จะสนใจ



ตัวหลินเองคิดว่าข้อสุดท้ายนี้ทำให้ eBookได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะผู้คนก็โหยหาสิ่งที่เป็น niche กันมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่ก่อนมีแชมพูสระให้ผมสะอาดก็ดีแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องมีผมลีบ ผมหยิก ผมดัด ผมตรง ผมสั้น ฯลฯ ต่อไปอาจมีลูกผสมเป็น ผมลีบและดัด ผมตรงและแข็ง ผมแบนแต่ยาว 555 เฮ่ย นี่ใช่แชมพูละป่าวเนี่ย

ก็เหมือนกับหนังสือนะคะ ที่เดี๋ยวนี้จะเขียนหนังสือเลี้ยงแมวครอบจักรวาลเล่มเดียวก็ไม่พอ ต้องมีเลี้ยงแมวขนสั้น เลี้ยงแมวขนยาว เลี้ยงลูกแมว เลี้ยงแมวโตเต็มวัย ต่อไปคงมีเลี้ยงแมววัยชรา ทั้งที่แต่ก่อนแมวอะไรก็กินเหมือนกัน เลี้ยงเหมือนกัน ก็คือข้าวคลุกปลาทู

ซึ่งตลาดที่เป็น niche เนี่ย อย่างที่บอก สำนักพิมพ์เองไม่นิยมพิมพ์เป็นเล่มขาย eBookเลยตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีค่ะ กระซิบนิดนุง ยิ่งเนื้อหาใน eBook  ยิ่ง niche  มาก ก็สามารถตั้งราคาขายได้แพงมากด้วย เพราะคนซื้อไม่สามารถจะไปหาข้อมูลพวกนี้ได้จากที่ไหน

นี่คือเหตุผลบางส่วนที่หลินคิดว่า eBook ในไทยและในโลกถึงได้ฮิตขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ^^

ฝากตลกปิดท้ายค่ะ ไม่ว่าจะอ่านแบบไหน ขอแค่ให้อ่านก็เป็นประโยชน์แล้วค่ะ

หลิน^^



ข้อมูลอ้างอิง
http://successnet.org/cms/sales-and-marketing/top-ten-reasons-why-ebooks-are-better-than-printed-books

Wednesday, July 29, 2015

ทำหนังสือเล่มและ eBook ส่วนแบ่งรายได้ใครได้ตังค์เท่าไหร่กันบ้าง?

เคยสงสัยป่าวคะ ว่าหนังสือเล่มๆ นึง และ eBook ที่เราจ่ายเงินซื้อแล้วโหลดมา ตังค์ของเรานั้นใครได้ไปบ้าง? วันนี้หลินจะพาไปดูส่วนแบ่งรายได้หนังสือกันค่ะ  ข้อมูลหลายอย่างมั่นใจว่าหลายคนไม่ได้คิดมาก่อนว่าเป็นอย่างงี้เหรอ (เหมือนหลินตอนแรกๆ ค่า^^)


เริ่มกันด้วยฝั่งหนังสือเล่มกันก่อน ดูภาพข้างล่างได้เลย


เครดิตตามภาพค่ะ ส่วนตัวเลขสัดส่วนกะความจริงบวกลบกันไม่กี่มากน้อย

จะเห็นว่าผู้จัดจำหน่ายหนังสือเล่มมีส่วนแบ่งในรายได้ของหนังสือเยอะที่สุด คือเกือบ 50% ของหนังสือเล่มนึงทีเดียว

ก็แปลว่าถ้าหนังสือเราขายเล่มละ 100 บาท เราต้องจ่ายให้ผู้จัดจำหน่ายเกือบ 50 บาทค่าาาา โฮกกก!

เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่าทำไมเยอะจังว้า ส่วนแบ่งถึง 50% เนี่ยนะ ต้องอธิบายแบบนี้ค่ะว่าผู้จัดจำหน่ายเองก็ดำเนินธุรกิจคล้ายๆ กับห้าง ไม่ต่างกับเวลาที่เราเอาของไปขายในห้าง ห้างก็จะคิดค่าดำเนินการส่วนใหญ่อยู่ที่ 40% ซึ่งก็เป็นพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ฯลฯ

ผู้จัดจำหน่ายหนังสือก็เหมือนกันค่ะ ค่าดำเนินการเกือบ 50% ที่ว่า เขาต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าพื้นที่ห้าง (ซึ่งขึ้นราคาทุกปีๆ) ค่าแรงพนักงาน (ซึ่งปรับตามค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ) แล้วก็เหลือเป็นกำไรของบริษัทเค้าเองค่ะ

ต่อมาเป็นส่วนของสำนักพิมพ์ได้ไปประมาณ 17-18%  (ตอนแรกนึกว่าได้เยอะกว่านี้ซะอีก)  แต่ในความเป็นจริงแล้วสำนักพิมพ์ต้องรับความเสี่ยงในกระบวนการพิมพ์หนังสือทั้งหมด ไม่ว่าหนังสือจะแป้กหรือขายดี ขายดีก็รอด ขายไม่ดีก็เจ็บตัวเพราะเค้าเป็นคนออกทุนในการพิมพ์ค่ะ

สุดท้ายคือเหลือให้นักเขียน (อย่างเรา) ก็ประมาณ 10% นั่นคือถ้าราคาหน้าปก100 บาท นักเขียนก็ได้ไป ประมาณ 10 บาทต่อเล่มค่ะ (ตัวเลขจริงในตลาดวิ่งอยู่ที่ 7-12% ขึ้นกับชื่อเสียงของนักเขียนด้วย)

คราวนี้หันมาดูฝั่ง eBook กันบ้าง

เพราะเหตุที่ว่าต้นทุนค่าจัดจำหน่ายหนังสือเล่มที่สูงซะเกือบครึ่งของราคาหน้าปกหนังสือ บวกกับต้นทุนค่ากระดาษและค่าโรงพิมพ์ที่นับวันจะแพงขึ้น จึงมีนักเขียนหรือสำนักพิมพ์บางแห่งตัดสินใจทำ eBook ขายซะเลย  ไม่ว่าจะในประเทศ (Ookbee, Mebmarket) หรือต่างประเทศ  (Amazon)   ค่าตอบแทน eBook ที่ขายบน Amazon Kindle จะได้ถึง 70% เลยทีเดียว (ส่วนอีก 30% บวกกับค่า delivery cost อีกเล็กน้อย ทาง Amazon ได้ไปค่ะ)





หันมาดูร้าน eBook เจ้าใหญ่สัญชาติไทยอย่าง Ookbee กันบ้าง
ซึ่งช่วงนี้ Ookbee มีโปรแรงไม่เก็บค่าเอาหนังสือไปวางขายบนเวบเค้า แต่นักเขียนยังต้องเสียค่าช่องทางการจัดจำหน่าย จะโดนหักมากน้อยขึ้นอยู่กับช่องทางจัดจำหน่ายค่ะ (คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่)


อ้างอิง http://writer.ookbee.com/TermAndCondition#PaymanetCondition


ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า Ookbee เปิดโอกาสและเชิญชวนให้คนทำ eBook ทำหนังสือขายบน Ookbee กันเยอะๆ ค่ะ

เห็นส่วนแบ่งรายได้หนังสือเล่มและ eBook กันแล้ว สนใจมาทำหนังสือกันมั่งหรือยังคะ^^

หลิน








Wednesday, July 22, 2015

คนรัสเซียกว่า 70% หันมาอ่าน eBooks กันแล้วนะ แล้วคนไทยล่ะเป็นไง?

วันนี้เรามาสำรวจตลาดหนังสือในรัสเซียซักหน่อยดีกว่าค่ะ
ตลาด eBooks ในรัสเซียถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นมาไม่นานนัก
คนรัสเซียถึง 70% หันมาอ่าน eBooks กันแล้วนะคะ

ลองมาดูกันสักหน่อยดีกว่าค่ะว่าแนวโน้วเป็นยังไงงงง (คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่)


จากการสำรวจพบว่าก็พบว่า..

จำนวนหนังสือเล่มที่ออกสู่ตลาดมีแนวโน้วลดลง
สาเหตุที่ลดลงก็คือ การเข้ามาของ eBooks, ราคาของหนังสือเล่มที่แพงขึ้น และเวลาว่างของคนอ่านที่น้อยลง

นอกจากนี้ คนที่ชอบอ่าน eBooks ยังคงชอบอ่านจากคอมพิวเตอร์เป็นหลักมากกว่าที่จะอ่านจาก tablet และ smartphone (คิดว่าเพราะเห็นชัดกว่าเย๊อะ ดีกว่าต้องมานั่งเพ่งให้ปวดตา)

ส่วนเหตุผลหลักๆ ที่หันมาอ่าน eBooks คือ ซื้อง่าย ใช้เวลาน้อยเพราะซื้อ online ได้ แถมไม่แพงเมื่อเทียบกับหนังสือเล่ม และยังหาหนังสือที่ต้องการง่ายกว่าไปซื้อตามร้านค้าแบบเดิมๆ ซึ่งบางทีไปก็เจอ บางทีไปก็หมดซะงั้น!

สุดท้าย หา eBooks มาอ่านจากไหน อันดับแรก download ฟรี (ฮ่วย!) อันดับสอง ก็อปจากเพื่อน (ฮ่วย!) อันดับสามคือ ซื้อจาก website (เฮ ปรบมือ! เย่)

จากข้อมูลพวกนี้ ไม่เฉพาะแค่รัสเซียแต่เป็นเทรนด์ใหม่ของทั่วโลกค่ะ หลินคิดว่าแนวโน้มเมืองไทยคงไม่ต่างกัน ตลาด eBooks มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยวัฒนธรรมก้มหน้า รูดจอ จำนวนนักเขียน eBooks เอง ก็จะเติบโตไปพร้อมกันเพื่อรองรับความต้องการของตลาด eBooks ด้วย แต่จะยั่งยืนยาวนานแค่ไหน ปัจจัยหนึ่งที่ต้องดูกันก็คือการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนด้วยค่ะ

ซึ่งจริงๆ โดยทั่วไปแล้วค่าหนังสือของ eBooks จะถูกกว่าหนังสือเล่มอยู่แล้ว เพราะที่เห็นชัดๆ ก็คือไม่ต้องเสียค่าพิมพ์กระดาษเป็นเล่มๆ ดังนั้น เรามาช่วยกันอุดหนุนหนังสือ eBooks ที่ถูกลิขสิทธิ์กันดีกว่าเน๊อะะ เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนได้ผลิตผลงานดีๆ ต่อไป เหมือนอุดหนุนศิลปินดาราที่เราชื่นชอบยังไงหยั่งงั้นเลยค่า

หลิน^^

credit : http://the-digital-reader.com/2013/08/13/infographic-70-of-russians-read-ebooks/



Tuesday, July 14, 2015

ใครอ่าน eBook กันบ้างน้า?

แต่ไหนแต่ไรมา เราทุกคนในโลกนี้ก็อ่านหนังสือเล่มๆ เป็นหลักนะคะ จนกระทั่งมาถึงยุคดิจิตอลก็เลยเกิดเป็น eBook ขึ้นมา เค้าว่าสั่นคลอนวงการหนังสือในวงกว้างทีเดียว ปฏิวัติชีวิตนักเขียน นักอ่าน และกระบวนการทำหนังสือทั้งหมดเลยนะ

แต่บางคนบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง หนังสือเล่มต้องไม่ตาย บางคนบอกว่าหนังสือเล่มบางประเภทต้องตายแหง๋แก๋ แต่ยังไงซะ eBook ก็คงไม่สามารถมาแทนที่หนังสือเล่มได้ทุกอย่างหรอกน่า

ไม่ว่าจะถกเถียงกันยังไง เรามาดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ  eBook  ที่ฝรั่งเค้าทำกันค่ะ

infographic นี้เป็นของต่างประเทศค่ะ เขาแสดงให้เห็นว่าใครอ่าน eBook กันบ้าง โดยแยกตามเพศ อายุ การศึกษา ฐานะ และ ความสนใจค่ะ ผลสำรวจออกมาว่า แท่น..แท๊นนนน

  • ผู้หญิงรักการอ่านมากกว่าผู้ชายและยังเริ่มหันมาอ่าน eBook เป็นสัดส่วนที่มากกว่าหนังสือเล่มอีกด้วยแน่ะ เย้! 
  • กลุ่มคนหนุ่มสาวเปิดรับ eBook กันมากขึ้น ซึ่งดูไม่น่าแปลกใจ เพราะตอบรับและเรียนรู้เทคโนโลยีกันไวอยู่แล้ว ใช่ไหมพวกเรา
  • 2 ใน 3 ของคนอ่าน eBook จบอนุปริญญาหรือปริญญาเป็นอย่างต่ำ
  • คนมีฐานะชอบอ่าน eBook (อุ่ย ตรงจังเว่อร์ๆ อิ อิ)
  • คนชอบอ่าน (ทั้ง eBook และหนังสือเล่ม) ชอบอ่านเรื่องลึกลับ สอบสวน ซ่อนเงื่อน รองลงไปคือนิยายรักโรแมนติก แต่ยังไงคนยังคงชอบอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์จากหนังสือเล่มมากกว่า eBook นะ (ไม่รู้ว่าเพราะเกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ จะได้ฟิลต้องอ่านจากหนังสือเล่มๆ หรือป่าว)
  • จำนวนคนซื้อ eBook ที่ราคาไม่เกิน $5 มีมากกว่าหนังสือเล่ม (ที่ช่วงราคาเดียวกัน คือไม่เกิน $5) อันนี้ไม่แปลก เพราะราคา eBook ถูกกว่าหนังสือเล่มอยู่แล้วค่ะ (เพราะไม่มีค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ และค่าจัดจำหน่ายก็ถูกกว่า ฯลฯ) ยิ่งเป็นหนังสือแบบเดียวกันที่มีทั้งเวอร์ชั่น eBook และหนังสือเล่ม หนังสือที่เป็น eBook จะราคาถูกกว่าอย่างแน่นอน

และสุดท้ายปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ชอบอ่าน ส่วนใหญ่ตอบว่าการอ่านเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตค่ะ^^ (ฟังคำตอบแล้วปลื้มปริ่มไงไม่รู้นะคะ)


ที่มา Random House's Research and Analytics team

หลินคิดว่าไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่มหรือ eBook ก็ดีทั้งนั้นแหละค่ะ หนังสือดีๆ พาเราท่องเที่ยวไปได้โดยไม่ต้องเดินทาง เพิ่มประสบการณ์ทางอ้อมจากการเรียนรู้ประสบการณ์คนอื่นผ่านตัวหนังสือ  เป็นครูดีๆสอนวิชาความรู้ต่างๆ แล้วยังเป็นสื่อบันเทิงในราคาที่เอื้อมถึง 

ยังๆ ยังไม่จบ ยังเป็นของขวัญ ความปรารถนาดีและความเอื้ออาทรส่งหนังสือให้คนที่รัก และส่งต่อหนังสือที่เราอ่านแล้วให้คนที่ยังมีโอกาสเข้าถึงหนังสือน้อยกว่าเราได้อีกด้วย :)

เขียนจบแล้วน้ำตาจิไหล T_T 

จบด้วยคำแสนเชย 

"วันนี้คุณอ่านหนังสือหรือยังคะ"

หลิน^^