Showing posts with label eBooks. Show all posts
Showing posts with label eBooks. Show all posts

Monday, September 7, 2015

5 เทคนิคอ่านหนังสือได้เร็วจี๋!! แบบปุ่มสปีดปรับไม่ทัน!

หลินว่าเราคงเคยได้ยินมาบ้างว่า จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย  เพราะถ้าเราอ่านหนังสือได้มาก คลังคำศัพท์และความรู้รอบตัวต่างๆ ของเราจะเยอะ สะสมไปๆ พอถึงเวลาเราต้องเขียนจริงๆ สมองเราก็จะดึงความรู้พวกนี้มาใช้ได้ทัน

และการที่เราจะเป็นนักอ่านที่ดีได้ เราควรอ่านหนังสือได้มากพอ ปัญหาก็คือ ทุกวันเนี้ยคนเรามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ สารพัดเรื่องราวที่ต้องทำในแต่ละวัน แถมเจอรถติดมหาโหดเข้าไปอีก วันๆ แทบไม่เหลือเวลาแม้แต่จะนอน

หลินไปอ่านเจอเทคนิคการอ่านหนังสือเร็วของฝรั่งมาค่าาา เลยเอามาแบ่งปันกันดีกว่า เอาไว้ใช้ปรับปุ่มสปีดการอ่านของเรานะคะ^^

ติดตามกันเลยค่าา




1. เทคนิคอ่านให้เร็วขึ้นโดยใช้นิ้วไล่ตามบรรทัด
เทคนิคนี้แนะว่าเราจะอ่านเร็วขึ้นได้ ถ้าใช้นิ้วไล่ไปตามบรรทัดที่อ่าน เพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเสียงอ่านตัวเองในใจ (ซึ่งคนปกติมักเป็น ทำให้อ่านช้า) จะได้อ่านต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น  วิธีนี้ช่วยให้อ่านหนังสือจาก speed 200 คำ/นาที เป็น 1,000 คำ/นาทีเลยทีเดียวค่ะ

2. ไม่ต้องอ่านจนจบเล่ม?!
เอ๊ะ! ยังไงน้าาา  เพราะปกติเราซื้อหนังสือเล่มนึงมา เราก็พยายามอ่านให้จบใช่ไหมคะ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่าอ่านแล้วโคตรเบื่อเลย แต่ที่สุดก็พยายามอ่านจนจบอยู่ดี แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือไม่ก็เก็บไว้กะว่าจะกลับมาอ่านแล้วก็ลืมไปเลย

เทคนิคนี้บอกว่าทำแบบที่เราทำกันเนี่ย เสียเวลาฝุดๆ เลยนะ!

เพราะว่าหนังสือทั่วไปเล่มนึงเนี่ย จะมีประเด็นสำคัญแค่ 1-2 ประเด็นเท่านั้น ถ้าหนังสือดีๆ อาจจะมี 2-3 ประเด็น ถ้าหนังสือเทพๆ อาจมีไอเดียเจ๋งๆ ได้ถึง 3-5 ประเด็น ในความเป็นจริงก็คือหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือทั่วไปที่อยู่ในค่าเฉลี่ยเท่านั้นค่ะ 

ส่วนนักเขียนทั่วไปอาจจะเขียนไอเดียเจ๋งๆ ออกมาประมาณ 20 หน้า แต่หนังสือแค่ 20 หน้าจะขายได้ยังไงกันล่ะ? นักเขียนจึงต้องหาอะไรมาเติมให้ได้ 200 หน้าถึงจะทำเป็นหนังสือขายได้ วิธีนี้ทั้งนักเขียนทั่วไปและนักเขียนเทพๆ ก็ทำเหมือนกันหมด (คือหาอะไรมาเพิ่มมาเติม)

แล้วหยั่งงี้เราจะเสียเวลาอ่านหนังสือจนจบเล่มทำไม?? 

อืมมมม...น่าคิดเหมือนกันเนาะ หลินอ่านจนจบทุกเล่มเลย แต่บางเล่มใช้เวลาเป็นปีๆๆ ทำผิดทางมาตะล๊อดดดสิเรา

เทคนิคนี้แนะว่าควรจะอ่านผ่านตาแบบ skim ก่อนเพื่อหาประเด็นของหนังสือ ใช้สารบัญให้เป็นประโยชน์ ทำสัญญลักษณ์ไว้ตรงที่ไม่เข้าใจ  (ครั้งแรกให้ใช้เวลาแค่ 3-5 นาที)

ครั้งที่ 2 กลับมาอ่านอีกแค่ 30 นาที ตรงที่เป็นประเด็นสำคัญและเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจดี (อ่านแบบ scan)

สุดท้าย ถ้าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่าที่จะอ่านอีกรอบ ให้ใช้เวลา 1-2 ชม.ในการอ่านรอบที่ 3

ถ้าทำแบบนี้ได้ เราจะสามารถอ่านหนังสือหนึ่งเล่มด้วยการใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชม.!!

3. กำหนดเวลาที่อ่านให้ชัดเจน
แนะนำว่าให้ตั้งเป้า 4 ชม.กับหนังสือหนา 200-300 หน้า แล้วตั้งใจอ่าน แบบอ่านนิยายค่ะ คือไม่ให้มีอะไรมากวน

อาจจะมีคนคิดว่า โฮ้ยยย!! ใครจะทำได้ 4 ชม.หนังสือเล่มนึง เทคนิคนี้เค้าบอกว่าถ้าเราบอกว่า 4 ชม. จะอ่านให้จบ สมองเราจะพยายามทำให้ได้ แต่ถ้าเราบอกไว้เดือนนึงอ่านให้จบ รับรองว่าไม่จบ เพราะเราไม่ตั้งใจจะทำ จะไปทำนู่นทำนี่ทำนั่น ที่สุดแล้วไม่จบชัวร์

ถ้าอ่านแล้วเจอเรื่องไม่เข้าใจ ให้เขียน note ไว้แล้วกลับมาอ่านทีหลัง อย่าพยายามหาคำตอบให้ได้ในครั้งแรกที่อ่านเพราะจะเสียเวลา และสุดท้ายเรื่องที่เราไม่เข้าใจนั้นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลยนะ (เหมือนทำข้อสอบเลยอ่ะค่ะ ว่าม่ะ?)

4. เริ่มจากหนังสือเล่มง่ายๆ ก่อน
แทนที่จะเริ่มจากหนังสือโคตรยากหนา 1,000  หน้า ให้เริ่มจากหนังสือง่ายๆ หนา 100-150 หน้าก่อน ให้มีความมั่นใจแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า

พออ่านได้แล้ว ค่อยพัฒนาความสามารถในการอ่านตัวเอง ให้อ่านหนังสือได้หนาขึ้นๆ และยากขึ้นเรื่อยๆ

5. อ่านแต่หนังสือที่คุ้มค่าจะอ่าน
สั้นๆ เลยเพราะเวลาเรามีจำกัด ไหนๆ จะเลือกอ่านทั้งที ให้อ่านอะไรที่มีประโยชน์ต่อเราค่ะ
อะไรที่ไม่มีประโยชน์อย่าเสียเวลาอ่านเลย เอาเวลาไปนอนดีก่าา (หลินพูดเอง 55)

หวังว่าจะได้เทคนิคแจ่มมะว้าวว กันถ้วนหน้านะคะ ใครมีเทคนิคเจ๋งๆ ยังไงก็แชร์กันได้ค่าา

หลิน^^










Wednesday, July 29, 2015

ทำหนังสือเล่มและ eBook ส่วนแบ่งรายได้ใครได้ตังค์เท่าไหร่กันบ้าง?

เคยสงสัยป่าวคะ ว่าหนังสือเล่มๆ นึง และ eBook ที่เราจ่ายเงินซื้อแล้วโหลดมา ตังค์ของเรานั้นใครได้ไปบ้าง? วันนี้หลินจะพาไปดูส่วนแบ่งรายได้หนังสือกันค่ะ  ข้อมูลหลายอย่างมั่นใจว่าหลายคนไม่ได้คิดมาก่อนว่าเป็นอย่างงี้เหรอ (เหมือนหลินตอนแรกๆ ค่า^^)


เริ่มกันด้วยฝั่งหนังสือเล่มกันก่อน ดูภาพข้างล่างได้เลย


เครดิตตามภาพค่ะ ส่วนตัวเลขสัดส่วนกะความจริงบวกลบกันไม่กี่มากน้อย

จะเห็นว่าผู้จัดจำหน่ายหนังสือเล่มมีส่วนแบ่งในรายได้ของหนังสือเยอะที่สุด คือเกือบ 50% ของหนังสือเล่มนึงทีเดียว

ก็แปลว่าถ้าหนังสือเราขายเล่มละ 100 บาท เราต้องจ่ายให้ผู้จัดจำหน่ายเกือบ 50 บาทค่าาาา โฮกกก!

เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่าทำไมเยอะจังว้า ส่วนแบ่งถึง 50% เนี่ยนะ ต้องอธิบายแบบนี้ค่ะว่าผู้จัดจำหน่ายเองก็ดำเนินธุรกิจคล้ายๆ กับห้าง ไม่ต่างกับเวลาที่เราเอาของไปขายในห้าง ห้างก็จะคิดค่าดำเนินการส่วนใหญ่อยู่ที่ 40% ซึ่งก็เป็นพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ฯลฯ

ผู้จัดจำหน่ายหนังสือก็เหมือนกันค่ะ ค่าดำเนินการเกือบ 50% ที่ว่า เขาต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าพื้นที่ห้าง (ซึ่งขึ้นราคาทุกปีๆ) ค่าแรงพนักงาน (ซึ่งปรับตามค่าแรงขั้นต่ำบ่อยๆ) แล้วก็เหลือเป็นกำไรของบริษัทเค้าเองค่ะ

ต่อมาเป็นส่วนของสำนักพิมพ์ได้ไปประมาณ 17-18%  (ตอนแรกนึกว่าได้เยอะกว่านี้ซะอีก)  แต่ในความเป็นจริงแล้วสำนักพิมพ์ต้องรับความเสี่ยงในกระบวนการพิมพ์หนังสือทั้งหมด ไม่ว่าหนังสือจะแป้กหรือขายดี ขายดีก็รอด ขายไม่ดีก็เจ็บตัวเพราะเค้าเป็นคนออกทุนในการพิมพ์ค่ะ

สุดท้ายคือเหลือให้นักเขียน (อย่างเรา) ก็ประมาณ 10% นั่นคือถ้าราคาหน้าปก100 บาท นักเขียนก็ได้ไป ประมาณ 10 บาทต่อเล่มค่ะ (ตัวเลขจริงในตลาดวิ่งอยู่ที่ 7-12% ขึ้นกับชื่อเสียงของนักเขียนด้วย)

คราวนี้หันมาดูฝั่ง eBook กันบ้าง

เพราะเหตุที่ว่าต้นทุนค่าจัดจำหน่ายหนังสือเล่มที่สูงซะเกือบครึ่งของราคาหน้าปกหนังสือ บวกกับต้นทุนค่ากระดาษและค่าโรงพิมพ์ที่นับวันจะแพงขึ้น จึงมีนักเขียนหรือสำนักพิมพ์บางแห่งตัดสินใจทำ eBook ขายซะเลย  ไม่ว่าจะในประเทศ (Ookbee, Mebmarket) หรือต่างประเทศ  (Amazon)   ค่าตอบแทน eBook ที่ขายบน Amazon Kindle จะได้ถึง 70% เลยทีเดียว (ส่วนอีก 30% บวกกับค่า delivery cost อีกเล็กน้อย ทาง Amazon ได้ไปค่ะ)





หันมาดูร้าน eBook เจ้าใหญ่สัญชาติไทยอย่าง Ookbee กันบ้าง
ซึ่งช่วงนี้ Ookbee มีโปรแรงไม่เก็บค่าเอาหนังสือไปวางขายบนเวบเค้า แต่นักเขียนยังต้องเสียค่าช่องทางการจัดจำหน่าย จะโดนหักมากน้อยขึ้นอยู่กับช่องทางจัดจำหน่ายค่ะ (คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่)


อ้างอิง http://writer.ookbee.com/TermAndCondition#PaymanetCondition


ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า Ookbee เปิดโอกาสและเชิญชวนให้คนทำ eBook ทำหนังสือขายบน Ookbee กันเยอะๆ ค่ะ

เห็นส่วนแบ่งรายได้หนังสือเล่มและ eBook กันแล้ว สนใจมาทำหนังสือกันมั่งหรือยังคะ^^

หลิน








Thursday, July 16, 2015

แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง

พวกเราเคยเข้าไปร้านขายหนังสือ eBooks  online อย่าง Amazon Kindle Bookstore หรือเวปของไทยก็ Ookbee หรือ Mebmarket ไหมคะ

จะเห็นว่าหนังสือต่างๆ ที่ขายบนหน้าเวปจะแสดงเป็นรูปปกหนังสือ หากเราสนใจเล่มไหนค่อยคลิ๊กที่ปกเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของหนังสืออีกที ดังนั้นปกที่เด่น เตะตาคนอ่านก็ได้เปรียบกว่าใครนะคะ

ทีนี้เมื่อเราทำ eBook ขายเอง นอกจากเป็นนักเขียนควบ บ.ก. อีกตำแหน่งแล้ว (จริงๆเป็นหมดทุกตำแหน่ง โทษฐานอยากเป็น  Self-Publisher 555) เราก็ต้องหาปกให้หนังสือของเรา รวมถึงภาพประกอบหนังสือด้านในด้วยค่ะ

เรื่องปกหนังสือนี่ Amazon มีเครื่องมือให้ใช้ฟรีค่ะ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า KDP Cover Creator แต่หากว่าเราเลือกดูปกที่ Amazon จัดไว้ให้ใช้แล้วก็ยังไม่โดน ไม่ถูกใจ หรืออยากได้รูปภาพมาเป็นภาพประกอบของหนังสือแล้วล่ะก็ เรามีวิธีน้าา เดวจะเล่าให้ฟังค่ะ

ที่สำคัญภาพพวกเนี้ย  นอกจากจะเอาใช้เป็นรูปปก เป็นรูปประกอบหนังสือแล้ว ยังเอาไปใช้ประกอบบทความ สร้างความน่าสนใจของ content ของเรา เวลาทำ social media หรือ online marketing ได้ด้วยค่ะ

วิธีการคือลองค้นหาจาก Internet  เราจะเจอเวปไซต์ที่เขาให้เรานำรูปไปใช้ได้ฟรี ไม่มีลิขสิทธิ์ด้วยนะ บางเวปไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ใช้ได้ทันที แต่บางเวปก็มีข้อแม้เรื่องต้องให้เครดิตเขาเวลานำไปใช้งาน หรือไม่ก็ห้ามเอารูปของเขาไปขายต่อ ดังนั้นโปรดดูเงื่อนไขก่อนนำรูปไปใช้งานด้วยนะคะ^^ 

เริ่มจากเข้า google ใช้ keyword “แหล่งรูปฟรี” ก็ได้รายชื่อเวปแล้ว หรือไม่ก็ลองเลือกจากเวปข้างล่างนี้ก็ได้ค่ะ หลินคัดมาให้แล้ว รูปสวยๆ ทั้งนั้นเลย ที่สำคัญแต่ละเวปก็มีจุดเด่นเรื่องรูปไม่ซ้ำกันด้วยค่ะ (คลิ๊กที่ชื่อเวป จะเป็น link พาไปที่เวปเลยค่ะ)


1. Unsplash

เวปนี้เด่นเรื่องรูป landscape และ close up shots ค่ะ ภาพรายละเอียดสูงใช้ได้เลย  งามมมมแต้ๆ

Unsplash_1

2Albumarium 

ส่วนเวปนี้เด่นเรื่องภาพ close up shots เช่นกันค่ะ เน้นที่คน สัตว์ และธรรมชาติ ภาพอื่นๆ ก็ใช้ได้ นอกจากนี้ ยังแบ่งหมวดหมู่ให้หาง่ายด้วย

Quick Splash



3Picjumbo 

เวปนี้ให้ขนาดรูปใหญ่โตสมชื่อค่ะ น่าจะสะใจคนชอบรูปใหญ่ และแบ่งหมวดหมู่ให้ด้วย

Webdesign Work in Progress Free Image Download

4. Gratisography 

ส่วนเวปนี้ เน้นภาพสุด cool ภาพแนวสนุกมันๆ มุมกล้องแปลกๆ ล้ำๆ ไอเดียเด็ดๆ หาได้ที่นี่ค่ะ

Picture by Ryan McGuire

5. Start-up Stock Photos

เวปนี้เป็นเวปน้องใหม่มาแรง ภาพส่วนใหญ่จะเป็นรูปถ่ายแนวคนกำลังทำงานในร้านกาแฟ มีอุปกรณ์ประกอบฉากเป็น mobile phones และ laptops เหมาะมากกับคนที่จะเอาไปใช้กับธุรกิจ
Start-up และ free-lance หรือพวก online marketing  ทั้งหลายค่าา



Startup Stock Photos

6. Life of Pix

เวปนี้มีงานรูปภาพ close up shots ดีๆหลายงานเลยค่ะ ภาพที่เป็น landscape ก็เอามาใช้เป็น background เจ๋งๆ ได้เลย ดูภาพตัวอย่างซะก่อนนน

lifeofpix_2

7. Death to the Stock Photo

เวปนี้ภาพสวยจริงๆ ค่ะ แต่คอนเซปจะต่างกับอันอื่นอยู่บ้าง ตรงที่ว่า "ไม่ฟรี" ค่ะ คือเหมือนเวปคลังภาพแบบที่ว่าสมาชิกจ่ายเงิน เวปก็ไปจ้างช่างภาพ ช่างภาพก็ถ่ายรูป รูปที่ได้ก็เอามาแชร์มาใช้ในกลุ่มสมาชิก  (แต่..แต่ เรายังสามารถได้รูปฟรีจากที่นี่อยู่เพียงแต่เลือกไม่ได้นะคะ เพียงแค่เรากรอก email ให้เขา เราก็จะได้รูปใหม่ทุกเดือน เป็นตัวอย่างยั่วน้ำลายให้สมัครสมาชิก) ใครใช้รูปในงานเยอะๆ ก็ลองพิจารณาดูค่ะ

DeathtoStock_4

8. Superfamous

เวปนี้เด่นเรื่องรูป landscape แปลกตา เอามาใช้งานออกแบบเวปหรือเป็น background ก็ดีเยี่ยมทั้งนั้นเลยนะ



9. Pixabay

อันนี้เวปสุดโปรดของหลินค่ะ ฟังก์ชั่นหารูปใช้ง่าย แถมคุณภาพรูปก็ดีอีกด้วย เรียกว่าทั้งดีทั้งฟรี


11. MorgueFile

ขนาดภาพจากเวปนี้อาจไม่ใหญ่ (ละเอียด) นักเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่ว่ารูปมีความหลากหลายมาก ถ้างานของเราไม่ต้องการรูปขนาดใหญ่นัก (eBook)  เวปนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ


ตามชื่อเวปเลย ใครชอบรูปแนวย้อนยุค ขอเชิญทางนี้ค่ะ มีให้เลือกชมไม่รู้เบื่อเลยที่เดียว ดูจากสไตล์เสื้อผ้าหน้าผมอาเฮียได้

“Turn Off the Damn Lights”

13. Getrefe

เวปนี้เน้นรวมรูปสถาปัตยกรรมและ landscape สวยๆ แต่ไม่มีฟังก์ชั่นค้นหารูปค่ะ หายากนิดนุง


14. FreeImages

เวปนี้ชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วค่ะ มีฟังก์ชั่นค้นหารูป แบ่งหมวดหมู่ให้ เรียกว่าฟรีและดีอีกต่างหาก

furgo


ทีนี้ก่อนนำไปใช้ เราต้องดูเงื่อนไขการใช้รูปฟรีของแต่ละเวปด้วยนะคะ ซึ่งทั่วๆ ไปเค้ามีศัพท์เทคนิคอยู่สองอย่างค่ะคือ
  1. Creative Commons zero ถ้าเขียนแบบนี้หมายความว่าใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นและไม่ต้องขออนุญาตด้วย ประมาณว่า พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้นะจ๊ะ
  2. Creative Commons with attribution แปลว่าเราก็ยังใช้รูปได้ค่ะ แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ทำยากอะไรแค่พิมพ์ใต้รูป เช่น นาย John เป็นคนถ่ายรูปเป็นเจ้าของผลงาน เราก็พิมพ์ว่า "Photo by John Smith" ข้างล่างรูปเป็นอันใช้ได้
ทีนี้เราก็มีรูปสวยๆให้เลือกเอาไว้ทำปก ทำภาพประกอบกันแล้ว ปัญหาต่อไปคือ รูปสวยๆ มันเยอะเลย จะเลือกอันไหนดี เลือกไม่ถูก! 

ว้า งงเลย!


หลิน^^

Sunday, July 12, 2015

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเอาหนังสือไปขายที่ Amazon

โพสนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าพูดจากประสบการณ์ตรงแท้ๆ เลยค่ะ ไม่ได้เอาของใครที่ไหนมา มาจากคำถามที่หลินเจอบ๊อยบ่อยมาเล่าสู่กันฟังนะคะ อ่านแล้วจะรู้ว่าบางทีเราคิดไปเอง ที่สำคัญคิดไปใหญ่โตเกินความจริงซะตั้งเยอะแน่ะ

ลองอ่านดูนะคะ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็บอกกล่าวกันได้ค่า



ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าจริงๆ แล้ว Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (แปลว่าฟรี!!)  แล้ว Amazon เก็บหัวคิวเป็นค่าดำเนินการจากยอดขายของหนังสือเอาค่ะ และนี่คือระบบของเค้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนแรก

แต่ด้วยความที่ว่าคนคิดระบบเนี้ยเป็นฝรั่ง Amazon จึงไม่รองรับภาษาไทยค่ะ และก็ไม่ใช่แค่ภาษาไทยที่ไม่รองรับเท่านั้น ภาษาอื่นๆ ที่มีจำนวนคนใช้ไม่เยอะในโลกนี้ก็ไม่รองรับเหมือนกัน เช่น พม่า ลาว เปอร์เซีย ตุรกี ฯลฯ

มาดูรายชื่อภาษาที่  Amazon รองรับ พูดง่ายๆ คือเขียนหนังสือแล้วเอาไปขายใน  Amazon  เป็นภาษาพวกนี้ได้ มีดังนี้ค่ะ^^

• Afrikaans 
• Alsatian 
• Basque 
• Bokmål Norwegian 
• Breton 
• Catalan 
• Cornish 
• Corsican 
• Danish 
• Dutch/Flemish
• Eastern Frisian 
• English 
• Finnish 
• French 
• Frisian 
• Galician 
• German 
• Icelandic 
• Irish 
• Italian 
• Japanese 
• Luxembourgish 
• Manx 
• Northern Frisian 
• Norwegian 
• Nynorsk Norwegian 
• Portuguese 
• Provençal 
• Romansh 
• Scots 
• Scottish Gaelic 
• Spanish 
• Swedish 
• Welsh 

Source: https://kdp.amazon.com/help?query=language+in+kindle

จะเห็นว่ามีแค่เนี้ย!! อาไรเนี่ยยย
คือเอาตรงๆ คือน้อยมากกกค่ะ เพราะภาษาในโลกนี้มีถึง 5 พันภาษา!!! (เห้ย เพิ่งรู้เหมือนกัน 555)

ข้อมูลจาก http://my.dek-d.com/AngelTVXQ/blog/?blog_id=10104904)

ดังนั้น อยากจะทำหนังสือไปขาย Amazon จึงต้องมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาที่ Amazon รองรับ)ก่อน เชื่อป่าวคะว่าไม่เฉพาะแต่พวกเราที่ต้องส่งแปล ฝรั่งที่ใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก พวกนี้ก็ต้องส่งแปลเหมือนกัน ใน Amazon ถึงขั้นมี Translation Resources ไว้ให้บริการ แต่ใน Translation Resources  นี้ไม่มีภาษาไทยให้บริการค่ะ (ถึงมีก็ไม่แนะนำเพราะเป็นไปได้ว่าจะแพง เทียบกับค่าครองชีพของเค้าและเรา)

สำหรับหนังสือของหลินเอง เขียนเป็นภาษาไทยและส่งแปลค่ะ

ดังนั้น เว้ากันง่ายๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการแปลจะเป็นค่าใช้จ่ายเดียวที่เรามี จริงๆ เราไม่ต้องแปลก็ได้ถ้าเราเขียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่เพราะเหตุผลที่บอกไปข้างบน คนคิดเป็นฝรั่งค่ะ ระบบจึงไม่รองรับภาษาไทยด้วยเหตุนี้

แต่รู้ไหมคะ ว่าแบบนี้มีข้อดีอยู่อย่าง (ดีตรงไหนเนี่ยยยย!)

ก็เพราะว่าพอคนไทยเห็นว่ามันยุ่งยาก มันจุกจิก ดูแล้วก็ขี้เกียจทำ ท้อแท้ซะก่อน ก็เลยไม่ค่อยมีคนทำค่ะ เรื่องไทยๆ ใน Amazon ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ไม่ใช่คนไทยเป็นคนทำ ดูรูปปกข้างล่างเป็นตัวอย่าง เค้าขายตำราอาหารไทยใน Amazon  ค่ะ!

ไม่แน่ใจว่าคนซื้อไปทำจะได้ลองกินอาหารไทยจริงๆ หรือป่าว แหะๆ





นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกหนึ่งคะ ถ้าเราเป็นคนวาดรูปเก่ง หรือจัดหน้าเก่ง เซียนillustrator, photoshop, epub หนังสือประเภทหนังสือเด็ก (Kindle Kids' Book Creator) และหนังสือภาพประกอบ (Kindle Comic Creator) เป็นทางเลือกให้คุณค่ะ เพราะว่าหนังสือพวกนี้เน้นรูป ไม่ได้เน้นคำ บางหน้ามีรูปใหญ่ๆ แต่มีคำพูดคำเดียว เช่นเป็นรูปแตงโมลูกใหญ่กลางหน้าแล้วเขียนว่า Watermelon เป็นอันจบหน้าค่าาา เยี่ยมม่ะล่ะ


ทำกราฟฟิคไม่เป็นเลย โลว์เทคที่สุดในโลกา จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

คำถามนี้ต้องก๊อปเอาข้างบนมาตอบอีกหนค่ะว่า  "Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ด้วยเหตุผลนี้เองเค้าเลยคิดหาวิธีการที่ใครก็ได้ทำหนังสือได้ อะไรที่ยากๆ เดวเค้าคิดเครื่องมือง่ายๆ ไว้ให้ นี่คือ concept ของ Amazon

ดังนั้น แค่ใช้โปรแกรม word พิมพ์งานได้ก็ทำหนังสือได้แล้วค่ะ หลินก็ทำแค่แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเก่งขึ้นอีกก็ใช้ epub ค่ะ ส่วนหน้าปกเค้ามีเครื่องมือชื่อ Cover Creator ให้เลือกออกแบบหน้าปกทำได้เองอย่างง่ายๆ ประมาณว่าถ้าใช้ app แต่งรูปเป็น ก็ใช้ Cover Creator เป็นค่ะ

ง่ายไหมคะ :)

ดังนั้น อย่าเพิ่งกลัวไปเลยค่ะ^^ ถ้าคิดว่าอยากลองซักตั้ง ลองศึกษากันดูก่อน ว่าใช่ทางเราไหม ถ้าลองดูแล้วไม่ชอบแนวทางนี้ ก็เลิกได้ แต่อย่าเพิ่งฝ่อทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำเลยน้าา

สู้ๆ นะคะ^^

หลิน


Tuesday, April 21, 2015

ปกหนังสือนั้นสำคัญไฉน?

จากโพสที่แล้วที่เราคุยกันเรื่องการหาแหล่งรูปฟรีมาใช้ทำปก  คราวนี้ก็ได้เวลาทำปกกันสักที เย้ๆๆ

หลังจากที่เรารู้แหล่ง ได้รูปดีๆ ถูกใจอย่างมากมาย หมายมั่นปั้นมือจะทำปกให้สวยงาม  จะรอช้าอยู่ใย ฉันจะลงมือทำในบัดดล...

อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน  ได้รูปดี หาใช่หมายถึงปกจะดี เปรียบได้กับเรามีวัตถุดิบปรุงอาหารชั้นเลิศ แต่หากเราไม่รู้วิธีทำอาหาร ทำออกมาก็เสียของเปล่าๆ เสียเวลาอ่านข้อแนะนำข้างล่างสักนิด รับรองว่าปกของเราจะทรงคุณค่าขึ้นหลังอ่านจบ




ปกนี้ดี ที่ตัวหนังสือใหญ่อ่านง่าย ไม่จมไปกับ background  
ที่รูปส่งเสริมชื่อหนังสือ ที่คำโปรยอธิบายเนื้อในชัดเจน



มาดูข้อแนะนำในการทำปกกันดีกว่าค่ะ

1. ตัวหนังสือต้องอ่านง่าย

 และใหญ่พอที่จะอ่านออก(อย่างน้อยก็ชื่อหนังสือ) เมื่อแสดงผลเป็น thumbnail  ก็อย่างที่รู้กันว่าปกหนังสือ eBook ของเราเมื่ออยู่บนเวป Amazon (จริงๆแล้วเวปขาย online eBooks เป็นอย่างนี้ทุกเวป Ookbee ของไทยก็เป็น) จะแสดงผลเป็นรูปปกเล็กๆ (thumbnail) และอยู่ร่วมกับปกหนังสืออื่นอีกมากมาย หากว่าตัวหนังสือเล็กเกินไป อ่านยาก ก็คงโดนมองข้ามไปอย่างแน่นอน  อย่าตกม้าตายตั้งแต่ออกสตาร์ทเลย

2. .ตัวหนังสือไม่จมไปกับ background

และ background เองก็ไม่ควรรกเกินไปจนรบกวนสายตา ดังนั้นอย่าเลือกรูปที่มีลวดลายเยอะเกินไปมาทำปก หากมีลวดลายก็เป็นเฉพาะส่วน เหลือสีพื้นให้วางตัวหนังสือได้หน่อย ลองดูปกนิตยสารเป็นตัวอย่างก็ได้ค่ะ

3. สีและฟอนท์ของตัวหนังสือเหมาะสม

เหมาะสมในที่นี้ คือสีของตัวหนังสือนอกจากจะไม่จมไปกับ background โทนสีหรือเฉดสีต้องเข้ากับปกหรืออารมณ์ของหนังสือ และอย่าใช้ฟอนท์ที่อ่านยากจนเกินไป เรียบง่ายแต่ดูดี จะอยู่ได้นานใช้ได้ตลอดกว่าค่ะ

4. รูปที่ใช้มาทำปกต้องส่งเสริมชื่อหนังสือ

การเอารูปที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับชื่อหนังสือหรือเนื้อเรื่อง จะไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจเท่าไหร่ เพราะการสื่อสารถึงผู้อ่านไม่ชัดเจน ชื่อเรื่องกับภาพปกไปคนละทิศคนละทาง พาลให้คิดไปว่าเนื้อในจะได้เรื่องหรือเปล่าว้า..

5. คำโปรยปกส่งเสริมชื่อหนังสือ

คำโปรยในที่นี้หมายถึงตัวหนังสือที่นอกเหนือจากชื่อหนังสือ ส่วนใหญ่จะตัวเล็กกว่าชื่อเรื่อง เอาไว้ใช้บอกรายละเอียดหนังสืออีกที

ยังไงตอนนี้เราก็ได้แนวทางการเลือกรูป เลือกขนาด สี และฟอนท์ของตัวอักษรกันแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ทำให้รูปที่เราอุตส่าห์เลือกเฟ้นแทบเป็นแทบตายกลายเป็นพลอย แล้วทำให้เรากลายเป็นไก่ไปได้ล่ะ...

 เรื่องการตั้งชื่อเรื่องและการเขียนคำโปรย มีเรื่องให้พูดถึงรายละเอียดอยู่  ขอติดไว้เป็นโพสหน้า เดี๋ยวจะยาวเกินไป ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ

Monday, April 13, 2015

ข้อดีการขาย Kindle eBook

โพสนี้เรามาคุยกันเรื่องข้อดีของการเขียน eBooks ขายกันค่ะ ว่ามันดีกว่าหนังสือเล่มอย่างไร เริ่มกันเล๊ย!



-ต้นทุนต่ำ งบลงทุนไม่บานปลาย

งบลงทุนในการทำ Kindle eBooks ถือว่าต่ำมากค่ะ ยิ่งหากเราสามารถใช้Microsoft wordได้และมีวัตถุดิบเรื่องที่จะเขียนอยู่แล้ว ก็สบายไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ หากเราทำปกและกราฟฟิกเองเป็นแล้วล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าอย่างเดียวที่ลงทุนคือลงทุนเวลา หากว่างานบางอย่างเราทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ KDP (Kindle Direct Publishing) มีตัวช่วย หรือไม่เราก็อาจหา outsource มาทำแทนเราในส่วนนี้ก็ได้ ซึ่งก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่กำหนดแน่นอนตายตัว ควบคุมค่าใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ข้อดีของ eBooks ข้อสำคัญเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มคือ มันเป็นสินค้าที่เป็น digital format หากเปรียบเทียบกับการทำหนังสือเล่ม ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบกับต้นทุนของหนังสือเล่มมีเยอะกว่า เช่น ค่ากระดาษ ค่าโรงพิมพ์ ค่าจัดจำหน่าย และยังรวมถึงการวางแผน stock หนังสือ และเงินลงทุนที่จมไปกับหนังสือเราที่พิมพ์เสร็จแล้วเพื่อรอการขาย (inventory stock)

-รายได้ 70%ของยอดขายเป็นของคุณ (Royalties = 70%)

% ส่วนแบ่งรายได้จากการขาย eBooks ในAmazon Kindle เมื่อเทียบกับหนังสือเล่ม สูงกว่า โดยปกติแล้วหากหนังสือเล่มขายผ่านช่องทางจัดจำหน่ายใหญ่ๆ (อย่างบ้านเราก็ ซีเอ็ด นายอินทร์ ) จะโดนจัดเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 40-50% ของราคาหนังสือหน้าปก หลังจากหักต้นทุนหนังสือและค่าดำเนินการของสำนักพิมพ์ เงินเหลือตกถึงนักเขียนก็ราวๆ 7-12% ของราคาหนังสือ
แต่หากเราเขียนขายที่ Amazon Kindle เราได้ส่วนแบ่ง(Royalties) สูงถึง 70% นั่นก็เพราะการจัดการ eBooks นั้นง่ายกว่ามาก โกดังหนังสือก็คือเซอร์เวอร์ จัดส่งหนังสือก็ผ่านการdownload ร้านหนังสือก็อยู่บนอินเตอร์เนต ส่วนแบ่งจึงเหลือถึงเหล่านักเขียนเยอะขึ้น

-Amazon ดูแลหลังร้านให้ เราแค่รอเก็บเงินส่วนแบ่งค่า Royalty fees

จริงๆแล้วหัวข้อนี้หนังสือเล่มก็ทำได้เช่นเดียวกัน แต่อยากเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ เช่นซื้อขายของonline ซึ่งอาจต้องคอยตอบคำถามลูกค้า แพ็คของส่งลูกค้า แต่ขาย eBooks นั้นไม่ใช่ หลังจากเราส่งหนังสือออกขายแล้ว ส่วนหน้าร้านและหลังร้าน Amazon จะเป็นคนดูแลแทนเรา เราไปลั๊ลลาที่ไหนก็ได้ มีหน้าที่แค่รอรับค่าส่วนแบ่งการขาย

-Passive Income เหนื่อยก่อน สบายทีหลัง 

 eBooks ถือได้ว่าเป็น Passive income อย่างหนึ่ง คือหลังจากเราส่งหนังสือขาย published ไปแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้หนังสือขายตัวมันเอง แรกๆเราต้องช่วยหน่อย โปรโมตหนังสือ ทำโปรโมชั่น หาคนเขียนรีวิว  หลังจากนั้นก็เขียนเล่มใหม่ขาย ในเมื่อมันขายได้ขายดี จะมีเล่มเดียวทำไม?

Thursday, April 9, 2015

Amazon Kindle คืออะไร

แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ Amazon เริ่มต้นทำธุรกิจ eBooks นอกจากจะต้องมีไฟล์ eBooks วางจำหน่ายแล้ว ทาง Amazon ก็ได้ทำอุปกรณ์ไว้สำหรับอ่าน eBooks ออกจำหน่ายอีกด้วย มีชื่อว่า Amazon Kindle ซึ่งเรียกง่ายๆว่ามันคือ eBook reader ที่พัฒนาโดย Amazon เพื่อใช้อ่าน eBooks ที่เป็น format ของ Amazon eBooks (ป้องกันการcopy)ที่เราเรียกว่า Kindle





kindle fire hdx


ต่อมาเทคโนโลยีด้าน IT พัฒนาขึ้น ปัจจุบันนี้มี APP เพื่ออ่าน eBooks สามารถติดตั้งใน Smartphone (ทั้ง IPhone และ android phone) รวมถึง iPad แม้กระทั่งDesktop Computer ให้ download ฟรี ซึ่งเมื่อติดตั้ง APP เสร็จเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าวก็สามารถอ่าน Kindle eBooks ได้ จากนั้นเราก็สามารถสั่งซื้อ eBooks ที่มีวางขายบน Amazon แล้วใช้ Smartphone ของเราอ่าน eBooks ได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เครื่องมือที่ใช้อ่าน eBooks ของ Amazon แพร่หลายมากขึ้น เพราะแม้แต่โทรศัพท์ของเราก็อ่าน eBooks ได้

เราจะเห็นว่าเครื่องมืออ่าน  Amazon Kindle eBooks มีมากมาย ไม่จำเป็นต้องซื้อ Amazon Kindle Device มาโดยเฉพาะเพื่ออ่าน eBooks นั่นเป็นเพราะว่า Amazon เองก็เน้นขายหนังสือ eBooksไม่ได้เน้นขาย Devices (คงคิดว่าให้APPฟรีแพร่หลาย แล้วเอากำไรจาก eBooks จะดีกว่า) ทำให้ข้อจำกัดของคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้อ่าน Kindle eBooks แทบจะไม่มีเลย

Kindle Device รุ่นใหม่ๆที่ออกมาก็ไม่ได้มีfunction ที่ใช้อ่านแต่ eBooks เหมือนรุ่นแรกๆ มันสามารถเชื่อมต่อ Wifi ,จอTouchscreen, มีfunctionช่วยอำนวยความสะดวกในการอ่านหนังสือ แถมยังพ่วงโปรโมชั่นกับ Kindle eBooks Store ของAmazon อีกด้วย เรียกว่าซื้อ eBooks ได้ในราคาถูก อ่านฟรีเล่มไหนก็ได้30วัน และอื่นๆอีกมากมาย น่าสนไหมล่ะ ยิ่งรุ่น Kindle Fire HDX แทบจะทำอะไรได้เหมือน iPad เลยทีเดียวล่ะ สนใจถอยสักเครื่องไหมคะ

หลิน^^

Tuesday, April 7, 2015

Amazon Kindle eBooks ร้านหนังสือonlineใหญ่ที่สุดในโลกา

โพสนี้หลินจะแนะนำร้านหนังสือ online ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันค่ะ  นั่นก็คือ Amazon ร้านนี้นั่นเองๆๆๆ (อ่านให้ได้อารมณ์เสียงทีวีแชมป์เปี้ยนนะคะ) จริงๆแล้ว Amazon เป็นร้าน online ขายหลายอย่างเลยค่ะ แต่ที่เราจะเน้นในที่นี้ก็คือหนังสือค่ะ และก็เป็นแบบ eBooks ด้วยนะคะ (หนังสือเล่มๆ ที่เรียกว่า paperback ใน Amazon ก็มีขายนะ)


Amazon Kindle eBooks store website


eBooks รูปแบบที่ขายใน Amazon มีชื่อเรียกว่า Kindle ค่ะ และร้านขายหนังสือ online เรียกว่า Kindle eBooks store ซึ่งโดยปกติแล้ว หากหนังสือปกนั้นมีทั้งรูปแบบ paperback และ Kindle ราคาหนังสือที่เป็นแบบ Kindle จะถูกกว่าหลายเหรียญเลยทีเดียว เพราะต้นทุนถูกกว่าค่ะ

คราวนี้ลองมาดูเฉพาะตลาดหนังสือในAmazonกันบ้าง จะเห็นว่ายอดจำหน่าย Kindle eBooks แซงยอดขายหนังสือเล่มไปไกลแล้ว



เราพอจะมองเห็นเทรนของหนังสือโลกไหมคะ ว่าformatหนังสือแบบใดจะได้รับความนิยมสูงกว่ากันในอนาคต ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหนังสือของบ้านเรา เมืองไทยที่รัก

ครั้งหน้าเราจะไปดูกันว่าผู้เล่นในตลาด Kindle eBooks มีใครกันบ้าง กลุ่มใหญ่คือใคร ใครครองส่วนแบ่งมากสุด รู้แล้วจะ อึ้ง ทึ่ง เสียว!
หลิน^^