Showing posts with label Passive income. Show all posts
Showing posts with label Passive income. Show all posts

Monday, February 8, 2016

อยากสร้าง Blog ให้ประสบความสำเร็จ จะทำไงดี???

สวัสดีค่ะ พลพรรคนักเขียนทุกท่านคะ ตรุษจีนเพิ่งผ่านไปหลินขออวยพรให้ทุกท่านเฮงๆ ร่ำรวยๆ และประสบความสำเร็จมี passive income จากงานหนังสือกันทุกคนนะคะ^^

ถ้ายังจำกันได้ หลินเคยเขียนไว้หลายโพสแล้วเหมือนกันว่าหนึ่งในวิธีแนะนำตัวในฐานะนักเขียนที่ถูกที่สุด แต่หลายคนก็ประสบความสำเร็จจากการเริ่มต้นวิธีนี้คือการเริ่มต้นเขียน Blog  (อ่านเพิ่มเติมที่ลิงค์ข้างล่างได้เลยยยย)


แต่ที่นี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ค่ะ ที่ตอนเริ่มแรกๆ เขียน Blog ใหม่ๆ ฐานคนอ่านเราจะน้อย เราเขียนอะไรไป คนไม่ค่อยอ่าน อาจจะไม่เห็น Blog เรา หรือแม้กระทั่งเราเขียนยังไม่ "โดน" ใจลูกค้า วันนี้หลินมีวิธีทำ Blog ให้ประสบความสำเร็จมากฝากค่ะ  เอามาปรับใช้กับ Blog ของเรา สร้างฐานลูกค้าให้เติบโต ให้มีคนติดตามมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ ลองอานดูได้เลย^^



1. ใช้ social media อื่นๆ มาช่วยโปรโมท Blog อีกที

วิธีนี้หลายๆ คนใช้รวมทั้งหลินด้วยค่ะ คือเริ่มเขียนจากใน Blog ก่อนจากนั้นค่อย เอาลิงค์ไปใส่ใน social media ตามถนัด จะเป็น facebook, twitter, Line@ อะไรก็ได้ที่เราใช้อยู่ วัตถุประสงค์ก็เพื่อดึงคนอ่านให้เข้ามาอ่านใน Blog สร้างยอด Traffic เพื่อให้ Google เห็นว่า Blog ของเรามีประโยชน์ (seo) หลังจากนั้น Google ก็จะจัดอันดับBlog ของเราให้อยู่บนๆของอันดับค้นหา  ลูกค้าใหม่ๆ ก็จะได้เห็น Blog ของเราได้ง่ายๆ ด้วยล่ะค่ะ

แรกๆ อาจเริ่มจากส่งลิงค์ Blog ผ่าน facebook ส่วนตัวให้เพื่อน ญาติ แฟน อ่านกันก่อน เริ่มจากคนใกล้ๆ ตัวแล้วค่อยๆ ขยายๆ ออกไปนะคะ

2. เขียนคำโปรยให้น่าสนใจ

หลินว่าหลายๆ คนคงต้องได้เจอโพสทำนองว่า "ในคืนนั้นของผู้หญิงคนนี้ที่เจอแฟนเก่ากับเด็กข้างบน ทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลล..." และแน่นอนว่าเราก็คลิกเข้าไปอ่านใช่ป่าวคะ และหลังจากที่อ่านแล้วเราก็พบว่า โธ่เว้ย..ไม่น่าคลิกเข้ามาอ่านเล้ยยยย เซ็งห่าน  ><' (เพราะไม่มีอะไรเลยอ่ะ)

ซึ่งโพสแบบนี้แหละค่ะฝรั่งเรียกว่า Click Bait หมายถึงคลิกที่เป็นเหยื่อล่อ กระตุ้นความสนใจให้คนอ่านอยากเข้าไปอ่านต่อในลิงค์ วัตถุประสงค์สำคัญก็คือสร้างยอด Traffic ให้ Google เห็นนั่นเอง

เราเองในฐาน Blogger ควรจะเรียนรู้วิธีเขียนโปรยหัวแบบเหยื่อล่อแบบนี้มั่ง แต่อย่าให้ฮาร์ดคอร์นักนะคะ สมมติว่าเราอยากเขียนโปรโมทสบู่ซักยี่ห้อ แทนที่จะบอกว่าถูแล้วจักกะแร้ขาวชัวร์ๆ แม่ค้าเอาหัวเป็นประกันคลิกเล้ยยย ยอดคนคลิกก็อาจจะไม่มากเท่่าไหร่ แต่ถ้าเขียนทำนองว่า "หนูเคยมีปัญหาจักกะแร้ดำ เพื่อนล้อจนอาย ไม่อยากใส่เสื้อแขนกุด จนมาเจอสมุนไพรใกล้ตัวที่มองข้าม ทำให้กลับมามั่นใจอีกหน" แล้วแนบลิงค์ไป

วิธีนี้ถ้าเขียนโดนใจคนมีปัญหาเรื่องจักแร้ที่อยากจะแก้ไข มีโอกาสที่เค้าจะคลิกเข้าไปดูมากกว่าเขียนวิธีแรกชัวร์ๆ นะ

3. ทำโพสให้น่าสนใจ และให้มีประโยชน์

หลังจากที่มีผู้อ่านคลิกเข้ามาแล้วนะคะ  โพสของเราก็ควรเป็นโพสที่มีประโยชน์ด้วย ไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรกะสาวที่เจอกับเด็กข้างบน ถูกไหมคะ

โพสที่ดีต้องมีประโยชน์กับคนอ่าน "ไม่ใช่" ประโยชน์กับคนเขียน  ยิ่งโพสมีประโยชน์กับคนอ่านมากเท่่าไหร่ คนอ่านก็มีแนวโน้มจะแชร์และแชร์และแชร์มากเท่านั้น โดยที่เราไม่ตังเสียตังให้น้องมาร์ครวยขึ้นแต่อย่างใดเลยค่ะ

ดังนั้นต้องท่องไว้ว่า ไหนๆ จะเสียเวลาเขียนโพสแล้ว โพสต้องมีประโยชน์ด้วยนะคะ

ยกตัวอย่างเช่น อยากพาลูกไปกินข้าวอร่อยที่ห้างแถวบ้าน เขียนแบบนี้จะมีใครจะสนใจเท่าไหร่ถูกไหมคะ แต่ถ้าเราเขียนว่า "รวมร้านเด็ด ร้านอร่อย ถูกปากเด็กวัย 5 ขวบ ย่านศรีนครินทร์"  เขียนแบบนี้คุณแม่ทั้งหลายที่มีลูกอายุ 5 ขวบ ถ้าบ้านอยู่แถวนั้นรับรองได้ว่าอยากอ่าน อยากดูแน่นอน ยิ่งถ้าเรามีรูปประกอบ บรรรยกาศร้าน คอมเม้นท์จากเรา ฯลฯ ยิ่งทำให้โพสแบบนี้มีคุณค่าที่ (ผู้อ่าน) คู่ควรจะแชร์ต่ออย่างยิ่งค่ะ

ลองดูกันนะคะทุกคน อย่าเพิ่งเขียน Blog แล้วยอมแพ้นะคะ^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings

http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^

เรียนเขียน เพื่อขายกับ Amazon

ทำหนังสือเองเพื่อขาย ในตลาดหนังสือ eBook ในไทยและต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ ผ่าน amazon kindle store ตลาด ebook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก









Thursday, January 7, 2016

จาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!!

สวัสดีปีใหม่นะคะ พลพรรคนักเขียนทุกท่าน ในปี 2559 นี้ หลินขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในอาชีพการงานกันทุกคนค่ะ ใครอยากเป็นนักเขียนขอให้มีผลงานหนังสือออกมาเร็วๆ มีความสุขกันมากๆ นะคะ^^

กลับเข้าสู่โลกของนักเขียนอย่างเรากันต่อเลยน้า...

สำหรับความฝันของนักเขียนหรือคนที่อยากจะเป็นนักเขียนอย่างพวกเรา ก็ไม่แคล้วว่าต้องอยากมีหนังสือสักเล่ม แต่ถ้าหากเราไม่มีพื้นฐานหรือประสบการณ์มาก่อนก็คงเป็นเรื่องยากที่จะนับ 1 ใหม่ตั้งแต่แรก แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากเท่าไหร่เลยนะคะ ถ้าหากเรามี Blog ของเราเอง และมีงานเขียนใน Blog ของเราพร้อมมืออยู่แล้ว

ติดตามวิธีเขียนหนังสือจาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!! ได้ในโพสนี้ค่ะ^^



นักเขียนบางคนที่หลินเคยเห็น เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว วางแผนการเงิน การลงทุนอสังหาฯ เขียนเพราะใจชอบ ใจรักอยากถ่ายทอด บางคนเขียนมาเป็นปีๆ เนื้อหาใน Blog พวกนี้แหละค่ะ ที่จะมีมากพอรวบรวมหนังสือเป็นเล่มได้แน่ๆ นอกจากหนังสือจากBlog แล้วเรายังสามารถสร้างงานเงินจาก Blog ของเราได้อีกด้วยล่ะ ใครยังไม่ได้อ่านเรื่อง 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา คลิกอ่านเพิ่มเติมได้เลย

มาดูเหตุผลดีๆ ของการสร้างหนังสือจาก Blog กันค่ะ

ข้อแรกเลย  หนังสือสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้แตกต่างจาก Blog

พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มคนอ่าน Blog กับกลุ่มคนอ่านหนังสือไม่ได้เป็นกลุ่มคนเดียวกันซะทั้งหมด บางคนไม่ชอบเทคโนโลยีก็ไม่อ่าน Blog ,ไม่ชอบอ่านจากจอคอมหรือมือถือก็ไม่อ่าน Blog , บางคนยังชอบความรู้สึกจากการจับต้องหนังสือพลิกกระดาษอ่านก็ไม่อ่าน Blog

ดังนั้น การที่ผลงานของเราเป็นหนังสือ (หรืออย่างน้อยเป็น eBook print on demand) ช่วยให้ผลงานของเราเข้าถึงคนอ่านได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยการที่ต้องรู้เรื่อง IT หรือแม้แต่สไตล์คนอ่านแบบอนุรักษ์นิยมที่ชอบอ่านจากกระดาษค่ะ

ข้อสอง หนังสือสร้างเครดิตให้ผู้เขียน

อันนี้ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ คนดังๆ หลายคนต้องการมีผลงานหนังสือ เป้าหมายไม่ได้มุ่งรายได้จากการขายอย่างเดียวแต่อยากให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของ portfolio ของเค้าต่างหาก

นอกจากนี้ บางคนก็ทำกลับข้างกันคือให้หนังสือเป็นทัพหน้า เป็นตัวนำเมื่อทำหนังสือสำเร็จแล้วก็ต่อยอดไปอย่างอื่นๆ


ข้อสาม หนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาฃองเรา

เมื่อเขียน Blog ไปเรื่อยๆ เยอะมากเข้า มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คนอ่าน Blog ของเราไม่ได้อ่านโพสอันแรกๆ ของเรา เพราะว่ามันตกไปไกลแล้ว และถึงแม้ว่า Blog จะมีฟังก์ชั่นค้นหา หรือมีการจัดหมวดหมู่ มันซึ่งช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง

สาเหตุเพราะผลการค้นหาไม่สามารถเรียงลำดับเรื่องราวที่ควรอ่านก่อนหลังได้ และก็ต้องยอมรับว่าคนอ่านก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นค้นหาทุกคนหรอกค่ะ


ดังนั้น การรวบรวมงานเขียนมาเป็นหนังสือ เราสามารถหยิบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน มาเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง เพิ่มเติมเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ทำให้เนื้อหาที่เราอยากนำเสนอได้ผ่านสายตาคนอ่านอย่างที่ตั้งใจ หัวข้อนี้จึงบอกว่าหนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาของเราแบบนี้ค่าา

ซึ่งวิธีการรวบรวมจาก Blog ให้เป็นหนังสือนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ มีด้วยกันง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ

1. รวบรวมโพสเก่าๆ ของเราไว้ในที่เดียว

จากนั้นก็เริ่มคัดเลือกโพส อันไหนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ อันไหนเนื้อหาเก่าไปแล้วต้องปรับปรุง อันไหนควรเอามาเพิ่มเติม ปรับปรุง แก้ไข

2. เตรียมหา "คนอื่่น" มาช่วยอ่าน

เป็นเรื่องปกติมากเลยค่ะ ที่เราเขียนหนังสือเอง อ่านเอง ตรวจเอง แล้วว่าดีทุกอย่าง ไม่น่ามีอะไรแก้แล้ว แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาอ่านอีกที เฮ้ย..ตรงนี้ทำไมเขียนแบบนี้ ตรงนี้น่าจะแก้นะ ว้า..ไม่น่าเลย

ดังนั้น สำคัญมากๆ ค่ะที่เราจะมีคน "อื่นๆ" มาช่วยอ่านให้อีกที ถ้าทำแบบเป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็จ้าง "บรรณาธิการ" ช่วยอ่านแบบจ่ายเงิน ถ้างบเรายังไม่มากพอ อย่างน้อยก็ควรมีเพื่อน พี่ น้อง หรือคนใกล้ตัวมาช่วยอ่าน อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าอ่านคนเดียวอย่างแน่นอนค่ะ

อีกเคล็ดลับนึง คือหลังจากเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งช่วงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาอ่านใหม่ จากนั้นค่อยกระจายให้คนอื่นๆ อ่านตามลำดับค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้งานเขียนเราลื่นไหลขึ้น เพราะถ้าเราอ่านซ้ำๆ บ่อยๆ ทุกๆ วัน เราจะมองไม่เห็นว่าอันไหนควรแก้ไข

3. ลงทุนกับ "ปก"

มีประโยคที่ว่า "ปกหนังสือเป็นรักแรกพบของคนซื้อ" หลินว่าก็มีส่วนจริงอยู่มากค่ะ หลายคนตัดสินใจซื้อหนังสือเพราะปกสวย (แต่มาเขวี้ยงทิ้งทีหลังว่าเนื้อหาไม่ดีนี่เป็นอีกเรื่องนึงเนอะ แหะๆ) ดังนั้น ถ้าในช่วงเริ่มต้นเรายังไม่มีทุนมาก หลินแนะนำว่าเงินทุนที่ไม่มากนี้เอามาจ้างทำปกสวยๆ ดีกว่าค่ะ ค่าจ้างทำปกอยู่ที่ 1,500 บาทขึ้นไป

แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมจริงๆ หลินแนะนำว่าทำปกสไตล์ง่ายๆ แบบดูดี ปกที่มีตัวอักษรใหญ่ๆ อยู่ตรงกลางภาพ ส่วนภาพประกอบใช้จากเว็ปภาพฟรีก็ได้ค่ะ  ลองดูลิงค์นี้นะคะ (แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/07/14-websites.html)

คราวนี้ก็ได้เวลาลงมือเขียน Blog กันแล้วค่ะ^^

หลิน^^


ฝากข่าวนิดนึงค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^ คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนเิร่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

สนใจเข้าร่วมคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Monday, December 14, 2015

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต

5 วิธีการสร้าง Blog ให้เติบโต 

ถ้าจำกันได้หลินได้เคยเขียน 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา ไปเมื่อโพสก่อนนะคะ (ติดตามอ่านคลิก  http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/12/4-blog.html ) คราวนี้สมมติว่าเราเปิด Blog เพื่อชิมลางตลาดแนวหนังสือที่เราสนใจแล้ว เราจะทำยังไงให้ Blogของเราเติบโตดีๆ มีคนเข้ามาอ่านเยอะๆ ล่ะ??

สำหรับตัวหลินเองมี Blog หลักๆ อยู่ 2 Blog ค่ะ คือ Blog นี้ (ยอดวิว 24,000+) กับ Blog เรียนจีน ให้ได้จีน http://chinesexpert.blogspot.com/ (ยอดวิวที่ประมาณ 380,000+)

คำถามคือว่าการที่มียอดวิวเยอะๆ ใน Blog หรือเทียบได้กับยอดไลค์เยอะๆ ในเฟสดียังไงนะ??

มีข้อดีเยอะเลยค่ะ แต่ข้อที่สำคัญมากๆ กับอาชีพนักเขียนคือ ถ้าเรามียอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์เยอะๆ แปลว่าเรามีฐานแฟนคลับของเราเอง แฟนคลับกลุ่มนี้พูดง่ายๆ ก็คือลูกค้าของเรา เป็นกลุ่มที่จะฟีดแบกหรือคอมเม้นท์ว่างานเขียน หรือโพสของเราดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ อ่านหรือไม่อ่าน และถ้าในอนาคตเรามีหนังสือใหม่ๆ ออกมา เค้าจะสนับสนุน จะชอบ และสุดท้ายจะซื้อด้วยหรือเปล่า??




ดังนั้น การเขียน Blog จริงๆ แล้วไม่ยากนะคะ  Blogspot เปิดแป๊ปเดียวก็ได้แล้ว สำคัญคือทำยังไงให้เนื้อหาโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ให้เค้าติดตามอยากอ่าน และสุดท้ายนำมาสู่การซื้อหนังสือหรือผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคตค่ะ^^

และเมื่อ Blog เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่สำคัญอย่างนี้เองงงงง (ต้องทำเสียงลากๆ แบบทีวีแชมเปี้ยนจะได้อารมณ์มากขึ้นค่ะ อิ อิ) วันนี้หลินเลยมีแนวทางการเขียน Blog ที่จะทำให้ Blog เติบโตมาฝากกัน

ติดตามนะคะ^^


1. เขียนให้ดี 

เขียนให้ดี?? พูดง่ายแต่ทำยากเหมือนกันนะ เขียนยังไงคือเขียนให้ดี เราก็ว่าเราเขียนดีแล้วนะ ทำไมไม่โดน?

ถ้ายังติดขัดกับปัญหาข้างบน ลองเทคนิคที่หลินใช้ดูค่ะ

  • เขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อย่าใช้ศัพท์แสงที่วิชาการจ๋า (ถึงแม้ว่าจะมี) ซะจนผู้อ่านของเราไม่รู้เรื่อง 
  • เรื่องที่เราเขียนต้องมีคุณค่า มีประโยชน์และผู้อ่านชอบค่ะ  จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ แนว How to เสริมสร้างความรู้ หรือแม้แต่ให้ความบันเทิงได้หมด 
วิธีการคือฝึกเขียนเยอะๆ  ดูฟีดแบกของผู้อ่านสม่ำเสมอแล้วเอามาปรับปรุงเรื่อยๆ
เมื่อเราเขียนดีมีประโยชน์ คนอ่านจะช่วยแชร์เองค่ะ ก็เพราะว่ามันมีประโยชน์ไง เค้าถึงอยากแชร์ให้เพื่อน ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง อย่างน้อยตัวคนแชร์เองก็สามารถกลับมาอ่านได้อีกรอบก่อนที่จะถูก newsfeed อื่นกลบหายไปหมด



2. สร้างทักษะที่จำเป็นต่องานเขียน

งานเขียน Blog แรกๆ เลยส่วนมากแล้วจะเริ่มจากคนๆ เดียวค่ะ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างซึ่งไม่ใช่แค่เขียนอย่างเดียว หารูปประกอบด้วย หา reference ที่มาของบทความด้วย ฯลฯ

ซึ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์ social media ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยเผยแพร่ผลงานของเราให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ทักษะที่ Blogger ควรจะมีอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี คือรู้ platform การเขียน Blog รู้วิธีการอัพโพส รู้เทคนิคการเลือกและแต่งรูปอย่างง่ายๆ เอาเป็นว่าความรู้เบื้องต้นพื้นฐานเราควรจะมีบ้าง

ถ้าเก่งขึ้นมาอีกขั้น ควรรู้จักการใช้ SEO เพื่อสร้างช่องทางให้คนเห็น Blog ของเราเยอะๆ  จากนั้นก็พัฒนาไปเป็น  HTML และ  CSS code ซึ่งจะช่วยให้เราแก่ไขปรับแต่ง Blog ของเราให้ดูดี สวยงามขึ้น มืออาชีพขึ้น

แต่นั่นควรสิ่งที่ทำหลังจากที่เนื้อหาที่เป็นเรื่องหลักของเราแน่นแล้ว ดีแล้ว จึงค่อยมาคิดถึงเรื่องแต่งหน้าทาปากให้ Blog นะคะ อีกอย่างความรู้ทางเทคนิคพวกนี้ เราสามารถจ้าง freelance ทำได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีเวลาทำเอง หรือยากเกิน แต่หลินแนะนำว่าความรู้เบื้องต้นเราต้องมีไว้ เพราะต่อให้จ้าง freelance วางระบบให้ ทำ SEO ให้แต่สุดท้ายเราก็ต้องทำเองด้วย จ้างทั้งหมดจะใช้เงินเยอะมากเกินไปค่ะ

สรุป ความสำคัญตามอันดับก่อนหลังในการทำ Blog หลินแนะนำว่าควรเป็นแบบนี้

พัฒนาเนื้อหาให้แน่นและความรู้เบื้องต้นทำ Blog >>  SEO >>> HTML หรือ CSS code



3. รู้ว่าผู้อ่านของเราคือใคร

ไม่ว่าเราจะเขียน Blog ได้ดีมากขนาดไหน เนื้อหาแน่น ข้อมูลเจ๋ง แต่มีผู้อ่านที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็เปรียบเหมือนเราสร้างฮีตเตอร์ เครื่องทำความร้อนคุณภาพดีมากๆ แต่กลับเอามาขายกรุงเทพที่ร้อนตับแลบ (แม้กระทั่งเดือนธันวา) _ _ ' ฮีตเตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจากเอาไว้รกบริษัทเท่านั้น

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขียนบทความอะไรๆ ก็ตาม ลองนึก ลองจินตนาการดูว่าคำถามที่ผู้อ่านจะถามอากู๋ google เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนคืออะไร ก็ให้เราเขียนบทความนั้นเพื่อตอบคำถามที่เรา (คิดว่า) ผู้อ่านจะถามรอก่อนไว้ได้เลย

เช่น เราเชี่ยวชาญเรื่องเลี้ยงปลาทอง เป็นที่รู้กันว่าปลาทองใจเสาะตายง่ายมากๆ  ใครๆ ที่เคยเลี้ยงปลาทองย่อมรู้ดี สุ่ยหลินเลี้ยงตายไปหลายตู้จนเลิกเลี้ยงแล้วค่ะ ดังนั้น หนึ่งในคำถามยอดฮิตเรื่องการเลี้ยงปลาทองคือ สาเหตุอะไรที่ทำให้ปลาทองตายง่ายๆ กินมากก็ตาย (มั๊ง) น้ำไม่สะอาดนิดนึงก็ตาย (มั๊ง)  หลินยังไม่รู้เลยจนถึงวันนี้ แหะๆ แล้วเขียนบทความนั้นไว้คอยท่าใน Blog ของเราเลยค่ะ เพื่อรอให้คุณผู้อ่านที่ search หาจากอากู๋แล้วติดคำตอบที่โดนใจอันนี้ของเราไว้ด้วย เค้าจะได้ตามมาอ่านใน Blog ทำให้ Blog เติบโตขึ้น หรือจะเอาไปโพสในกรุ๊ปที่เลี้้ยงปลาทองแล้วทำลิงค์มาที่ Blog ของเราก็ไม่ผิดกติกาค่ะ

ถ้าเรารู้ถึงความต้องการผู้อ่าน สื่อเรื่องราวให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้คำพื้นๆ สบายๆ จะเป็นใบเบิกทางให้เราได้รับการต้อนรับจากผู้ที่อ่านงานเขียนของเราค่ะ



4. ทำโครงก่อน แลัวค่อยเติมเนื้อลงไป

เขียนบทความ Blog ให้ใช้หลักการเหมือนการสร้างบ้าน เริ่มจากฐานราก - เค้าโครงเรื่อง,  เสา- หัวข้อ, ผนังพื้น-เนื้อหา, ทาสี - เก็บรายละเอียด



อย่าพยายามเขียนเนื้อหาในคราวเดียว เพราะอาจไม่ครอบคลุม ให้เน้นที่เค้าโครงเรื่องก่อน จากนั้นแตกเป็นหัวข้อให้ครอบคลุม ต่อจากนั้นค่อยใส่เนื้อหาลงไป ทำอย่างนี้จะเป็นระบบ เนื้อหาก็จะครอบคลุมไม่วกวน ผู้อ่านก็ชอบ เพราะไม่งงว่าคนเขียนจะเอายังไงกันแน่ ตกลงประเด็นไหนเนีย เขียนปลาทอง เขียนไปเขียนมาเล่าถึงทอดมันซะนี่ ><'


5. ทำด้วยใจรัก เขียนในเรื่องที่ชอบ

อย่าเริ่มการเขียน Blog เพราะหวังสร้างเงินแสนเงินล้าน การเขียน Blog เป็นงานที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การที่เรามีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราเบื่อและเหนื่อยเร็วมาก สุดท้ายก็จอดทุกรายไป

แน่นอนค่ะ ถ้าหากงานเขียน Blog สามารถสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อย แต่การมีแรงผลักดันแค่เรื่องเงินก็ไม่เพียงพอให้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง  ให้สร้างแรงผลักดันที่มาจากส่วนอื่นด้วย เช่น มาจากความชอบที่จะเขียน ชอบที่จะแชร์ ให้เป็นความหลงไหลที่สามารถนำมาสร้างเงินได้ ทำอย่างนี้ เราจะทำได้ยั่งยืนจนถึงวันที่เราประสบความสำเร็จได้นะคะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. (เสาร์นี้แล้ววว)  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon  รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^




*************************



หนังสือ "สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle" บอกทุกสเต็ปของวิธีการเอาหนังสือที่ตัวเองเขียนและเอาผลงานคนอื่นไปขายอย่างถูกกฏที่ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ^^


ซื้อผ่าน ookbee หรือ mebmarket ทาง app store , AIS และ web ได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ
Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/JYAvLE


สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlinkhttps://goo.gl/JYAvLE แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย

หรือใครอยากอ่านบน PC หรือ Notebook จอใหญ่ๆติดต่อมาทาง inbox ได้เลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ดีใจจริงๆ ที่หนังสือมีประโยชน์และคนให้ความสนใจอย่างมากกค่าา

หลิน^^

Wednesday, December 2, 2015

จะเขียนหนังสือยังไงให้ขายดี??!

หลินคิดว่าเราทุกคนที่อยากมีผลงานหนังสือเป็นของตัวเอง ก็มีความฝันว่านอกจากจะมีผลงานวางขายแล้ว ก็ยังอยากให้หนังสือนั้นขายดีด้วยเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะการที่หนังสือขายดีเนี่ย นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเราเอง ว่าหนังสือที่เป็นผลงานของเรา เป็นแนวที่เราถนัด มีความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดแล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายหนังสือด้วยนะคะ^^

ทีนี้จึงมาถึงเรื่องที่ต้องคิดกันหน่อยล่ะ ว่าจะทำหนังสือยังไงให้หนังสือขายดีนะ?

ปัญหาพวกเนี้ยมักจะชอบเกิดกับ (ว่าที่) นักเขียนที่มีความรู้หลายอย่าง เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านจิตวิทยาก็มี ความรู้ด้านบริหารจัดการก็เยี่ยม  แม่และเด็กก็รู้นะ แถมยังอยากเขียนเรื่องแรงบันดาลใจอีกต่างหาก

และเพราะวันๆ เวลามีจำกัด สรุปคือจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ? แล้วเรื่องไหนล่ะจะขายดี??




วันนี้หลินมีอีกแนวทางมาแนะนำค่ะ ติดตามนะคะ^^

แนวทางของวิธีการนี้ก็คือจริงๆ แล้วง่ายมาก วิธีการคือสังเกตว่าตอนเนี้ยเรื่องไหนหรือประเด็นไหนที่กำลังฮอตกำลังฮิตในตลาด เป็นเรื่องที่สังคมให้การสนใจ  newsfeed facebook ขึ้นหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยๆ คนแวดล้อมรอบตัวพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้ จากนั้นมาดูตัวเองว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ไหม? ถ้ามีก็แตกประเด็นมาเขียนได้เลยค่ะ^^

เช่น ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้กระแสสุขภาพมาแรง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพขายได้ดี ขายได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ฟิตเนส personal trainer กระแสหุ่น 6 แพค กินคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่กินเนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ก็หยิบมาแตกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ เช่น เมนูอาหารคลีน เนื้อสัตว์แปรรูปที่ควรหลีกเลี่ยง ครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพยังไง มาการีนเทียบกับเนยแล้วทำไมเนยดีกว่า โยคะสำหรับคนทำงานออฟฟิส ฯลฯ

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ดังสุดๆ แล้วก็ยังมีกระแสอีกอย่างที่ดังไม่แพ้กัน เช่น ไม่ต้องทำงานประจำ ทำงานที่รักแบบอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเหนื่อยรถติด passive income รวยด้วยหุ้น รวยด้วยคอนโด วิธีวาด line sticker เขียนหนังสือขายออนไลน์ ขายของออนไลน์ เป็น infopreneur ฯลฯ ลองหาประเด็นพวกนี้มาแตกยอดเป็นคอนเซปต์หนังสือดูค่ะ

และเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจไม่ดี จิตใจคนหดหู่ซึมเศร้า คนอยากจะแสวงหาที่พึ่งทางใจ กระแสที่จะมาแรงคือแนวธรรมะบำบัดใจทั้งหลาย เช่น ธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาง่ายๆ วิธีคิดบวก ทำใจให้มีความสุข ปล่อยวาง ตัวเบาใจสบาย ไม่ถือไม่หนัก ฯลฯ หนังสือแนวจิตวิทยา คอร์สอบรมธรรมะก็จะขายดีค่ะ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ จริงๆ เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูทีวีก็ยังเห็น ไม่เล่นเฟสก็ต้องได้ยิน เพราะคนรอบๆ ตัวเราก็ต้องมีพูดถึง พูดคุยกันบ้าง ลองสังเกตกระแสสังคมดีๆ ค่ะ แล้วคิดว่ามีประเด็นอะไรที่เราเอามาใช้ได้บ้าง

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ^^
ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

สู้ๆ นะคะ โย่วว!!

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค.  สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^












Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Monday, April 13, 2015

ข้อดีการขาย Kindle eBook

โพสนี้เรามาคุยกันเรื่องข้อดีของการเขียน eBooks ขายกันค่ะ ว่ามันดีกว่าหนังสือเล่มอย่างไร เริ่มกันเล๊ย!



-ต้นทุนต่ำ งบลงทุนไม่บานปลาย

งบลงทุนในการทำ Kindle eBooks ถือว่าต่ำมากค่ะ ยิ่งหากเราสามารถใช้Microsoft wordได้และมีวัตถุดิบเรื่องที่จะเขียนอยู่แล้ว ก็สบายไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ หากเราทำปกและกราฟฟิกเองเป็นแล้วล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าอย่างเดียวที่ลงทุนคือลงทุนเวลา หากว่างานบางอย่างเราทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ KDP (Kindle Direct Publishing) มีตัวช่วย หรือไม่เราก็อาจหา outsource มาทำแทนเราในส่วนนี้ก็ได้ ซึ่งก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่กำหนดแน่นอนตายตัว ควบคุมค่าใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ข้อดีของ eBooks ข้อสำคัญเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มคือ มันเป็นสินค้าที่เป็น digital format หากเปรียบเทียบกับการทำหนังสือเล่ม ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบกับต้นทุนของหนังสือเล่มมีเยอะกว่า เช่น ค่ากระดาษ ค่าโรงพิมพ์ ค่าจัดจำหน่าย และยังรวมถึงการวางแผน stock หนังสือ และเงินลงทุนที่จมไปกับหนังสือเราที่พิมพ์เสร็จแล้วเพื่อรอการขาย (inventory stock)

-รายได้ 70%ของยอดขายเป็นของคุณ (Royalties = 70%)

% ส่วนแบ่งรายได้จากการขาย eBooks ในAmazon Kindle เมื่อเทียบกับหนังสือเล่ม สูงกว่า โดยปกติแล้วหากหนังสือเล่มขายผ่านช่องทางจัดจำหน่ายใหญ่ๆ (อย่างบ้านเราก็ ซีเอ็ด นายอินทร์ ) จะโดนจัดเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 40-50% ของราคาหนังสือหน้าปก หลังจากหักต้นทุนหนังสือและค่าดำเนินการของสำนักพิมพ์ เงินเหลือตกถึงนักเขียนก็ราวๆ 7-12% ของราคาหนังสือ
แต่หากเราเขียนขายที่ Amazon Kindle เราได้ส่วนแบ่ง(Royalties) สูงถึง 70% นั่นก็เพราะการจัดการ eBooks นั้นง่ายกว่ามาก โกดังหนังสือก็คือเซอร์เวอร์ จัดส่งหนังสือก็ผ่านการdownload ร้านหนังสือก็อยู่บนอินเตอร์เนต ส่วนแบ่งจึงเหลือถึงเหล่านักเขียนเยอะขึ้น

-Amazon ดูแลหลังร้านให้ เราแค่รอเก็บเงินส่วนแบ่งค่า Royalty fees

จริงๆแล้วหัวข้อนี้หนังสือเล่มก็ทำได้เช่นเดียวกัน แต่อยากเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ เช่นซื้อขายของonline ซึ่งอาจต้องคอยตอบคำถามลูกค้า แพ็คของส่งลูกค้า แต่ขาย eBooks นั้นไม่ใช่ หลังจากเราส่งหนังสือออกขายแล้ว ส่วนหน้าร้านและหลังร้าน Amazon จะเป็นคนดูแลแทนเรา เราไปลั๊ลลาที่ไหนก็ได้ มีหน้าที่แค่รอรับค่าส่วนแบ่งการขาย

-Passive Income เหนื่อยก่อน สบายทีหลัง 

 eBooks ถือได้ว่าเป็น Passive income อย่างหนึ่ง คือหลังจากเราส่งหนังสือขาย published ไปแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้หนังสือขายตัวมันเอง แรกๆเราต้องช่วยหน่อย โปรโมตหนังสือ ทำโปรโมชั่น หาคนเขียนรีวิว  หลังจากนั้นก็เขียนเล่มใหม่ขาย ในเมื่อมันขายได้ขายดี จะมีเล่มเดียวทำไม?