Showing posts with label social media. Show all posts
Showing posts with label social media. Show all posts

Monday, February 8, 2016

อยากสร้าง Blog ให้ประสบความสำเร็จ จะทำไงดี???

สวัสดีค่ะ พลพรรคนักเขียนทุกท่านคะ ตรุษจีนเพิ่งผ่านไปหลินขออวยพรให้ทุกท่านเฮงๆ ร่ำรวยๆ และประสบความสำเร็จมี passive income จากงานหนังสือกันทุกคนนะคะ^^

ถ้ายังจำกันได้ หลินเคยเขียนไว้หลายโพสแล้วเหมือนกันว่าหนึ่งในวิธีแนะนำตัวในฐานะนักเขียนที่ถูกที่สุด แต่หลายคนก็ประสบความสำเร็จจากการเริ่มต้นวิธีนี้คือการเริ่มต้นเขียน Blog  (อ่านเพิ่มเติมที่ลิงค์ข้างล่างได้เลยยยย)


แต่ที่นี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ค่ะ ที่ตอนเริ่มแรกๆ เขียน Blog ใหม่ๆ ฐานคนอ่านเราจะน้อย เราเขียนอะไรไป คนไม่ค่อยอ่าน อาจจะไม่เห็น Blog เรา หรือแม้กระทั่งเราเขียนยังไม่ "โดน" ใจลูกค้า วันนี้หลินมีวิธีทำ Blog ให้ประสบความสำเร็จมากฝากค่ะ  เอามาปรับใช้กับ Blog ของเรา สร้างฐานลูกค้าให้เติบโต ให้มีคนติดตามมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ ลองอานดูได้เลย^^



1. ใช้ social media อื่นๆ มาช่วยโปรโมท Blog อีกที

วิธีนี้หลายๆ คนใช้รวมทั้งหลินด้วยค่ะ คือเริ่มเขียนจากใน Blog ก่อนจากนั้นค่อย เอาลิงค์ไปใส่ใน social media ตามถนัด จะเป็น facebook, twitter, Line@ อะไรก็ได้ที่เราใช้อยู่ วัตถุประสงค์ก็เพื่อดึงคนอ่านให้เข้ามาอ่านใน Blog สร้างยอด Traffic เพื่อให้ Google เห็นว่า Blog ของเรามีประโยชน์ (seo) หลังจากนั้น Google ก็จะจัดอันดับBlog ของเราให้อยู่บนๆของอันดับค้นหา  ลูกค้าใหม่ๆ ก็จะได้เห็น Blog ของเราได้ง่ายๆ ด้วยล่ะค่ะ

แรกๆ อาจเริ่มจากส่งลิงค์ Blog ผ่าน facebook ส่วนตัวให้เพื่อน ญาติ แฟน อ่านกันก่อน เริ่มจากคนใกล้ๆ ตัวแล้วค่อยๆ ขยายๆ ออกไปนะคะ

2. เขียนคำโปรยให้น่าสนใจ

หลินว่าหลายๆ คนคงต้องได้เจอโพสทำนองว่า "ในคืนนั้นของผู้หญิงคนนี้ที่เจอแฟนเก่ากับเด็กข้างบน ทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลล..." และแน่นอนว่าเราก็คลิกเข้าไปอ่านใช่ป่าวคะ และหลังจากที่อ่านแล้วเราก็พบว่า โธ่เว้ย..ไม่น่าคลิกเข้ามาอ่านเล้ยยยย เซ็งห่าน  ><' (เพราะไม่มีอะไรเลยอ่ะ)

ซึ่งโพสแบบนี้แหละค่ะฝรั่งเรียกว่า Click Bait หมายถึงคลิกที่เป็นเหยื่อล่อ กระตุ้นความสนใจให้คนอ่านอยากเข้าไปอ่านต่อในลิงค์ วัตถุประสงค์สำคัญก็คือสร้างยอด Traffic ให้ Google เห็นนั่นเอง

เราเองในฐาน Blogger ควรจะเรียนรู้วิธีเขียนโปรยหัวแบบเหยื่อล่อแบบนี้มั่ง แต่อย่าให้ฮาร์ดคอร์นักนะคะ สมมติว่าเราอยากเขียนโปรโมทสบู่ซักยี่ห้อ แทนที่จะบอกว่าถูแล้วจักกะแร้ขาวชัวร์ๆ แม่ค้าเอาหัวเป็นประกันคลิกเล้ยยย ยอดคนคลิกก็อาจจะไม่มากเท่่าไหร่ แต่ถ้าเขียนทำนองว่า "หนูเคยมีปัญหาจักกะแร้ดำ เพื่อนล้อจนอาย ไม่อยากใส่เสื้อแขนกุด จนมาเจอสมุนไพรใกล้ตัวที่มองข้าม ทำให้กลับมามั่นใจอีกหน" แล้วแนบลิงค์ไป

วิธีนี้ถ้าเขียนโดนใจคนมีปัญหาเรื่องจักแร้ที่อยากจะแก้ไข มีโอกาสที่เค้าจะคลิกเข้าไปดูมากกว่าเขียนวิธีแรกชัวร์ๆ นะ

3. ทำโพสให้น่าสนใจ และให้มีประโยชน์

หลังจากที่มีผู้อ่านคลิกเข้ามาแล้วนะคะ  โพสของเราก็ควรเป็นโพสที่มีประโยชน์ด้วย ไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรกะสาวที่เจอกับเด็กข้างบน ถูกไหมคะ

โพสที่ดีต้องมีประโยชน์กับคนอ่าน "ไม่ใช่" ประโยชน์กับคนเขียน  ยิ่งโพสมีประโยชน์กับคนอ่านมากเท่่าไหร่ คนอ่านก็มีแนวโน้มจะแชร์และแชร์และแชร์มากเท่านั้น โดยที่เราไม่ตังเสียตังให้น้องมาร์ครวยขึ้นแต่อย่างใดเลยค่ะ

ดังนั้นต้องท่องไว้ว่า ไหนๆ จะเสียเวลาเขียนโพสแล้ว โพสต้องมีประโยชน์ด้วยนะคะ

ยกตัวอย่างเช่น อยากพาลูกไปกินข้าวอร่อยที่ห้างแถวบ้าน เขียนแบบนี้จะมีใครจะสนใจเท่าไหร่ถูกไหมคะ แต่ถ้าเราเขียนว่า "รวมร้านเด็ด ร้านอร่อย ถูกปากเด็กวัย 5 ขวบ ย่านศรีนครินทร์"  เขียนแบบนี้คุณแม่ทั้งหลายที่มีลูกอายุ 5 ขวบ ถ้าบ้านอยู่แถวนั้นรับรองได้ว่าอยากอ่าน อยากดูแน่นอน ยิ่งถ้าเรามีรูปประกอบ บรรรยกาศร้าน คอมเม้นท์จากเรา ฯลฯ ยิ่งทำให้โพสแบบนี้มีคุณค่าที่ (ผู้อ่าน) คู่ควรจะแชร์ต่ออย่างยิ่งค่ะ

ลองดูกันนะคะทุกคน อย่าเพิ่งเขียน Blog แล้วยอมแพ้นะคะ^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings

http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^

เรียนเขียน เพื่อขายกับ Amazon

ทำหนังสือเองเพื่อขาย ในตลาดหนังสือ eBook ในไทยและต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ ผ่าน amazon kindle store ตลาด ebook ที่ใหญ่ที่สุดในโลก









Tuesday, January 26, 2016

5 วิธีโปรโมทผลงานตัวเองผ่าน Facebook ไม่ยากเลยค่ะ^^

สวัสดีค่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้งนะคะกับบทความดีๆ ส่งเสริมสนับสนุนนักเขียนอย่างเราให้สามารถทำงานเขียนได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะวิธีเขียน วิธีขาย และวิธีโปรโมทตัวเอง^^

โพสนี้ก็เป็นอีกครั้งค่ะที่หลินอยากแนะนำมากๆ ค่ะสำหรับนักเขียนมือใหม่ ที่หลังจากมีผลงานหรือกำลังมีผลงานของตัวเองแล้ว อยากหาวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook จะทำยังไงดี?

ติดตามวิธีโปรโมทตัวเองผ่าน facebook ได้ในโพสนี้ค่าาาา^^




1. เข้าใจความต่างระหว่าง personal account ของตัวเองใน facebook กับ facebook fanpage

เวลาเรามี account ของเราเองใน facebook มีข้อดีคือเราสามารถไปเปิด fanpage ได้ ซึ่งตัว fanpage นั้นดีกว่า account ตรงที่สามารถทำโฆษณาแบบเสียตังค์ได้ (facebook ad) ตั้งเวลาโพสได้ ย้อนหลังก็ได้  แต่ข้อเสียคือโอกาสที่คนที่ Like page จะเห็นโพสของเราทั้งหมด (organic reach) จะน้อยกว่าโพสมาจาก account ของเราเองค่ะ สาเหตุก็เพราะพี่มาร์คต้องการให้เราเสียตังค์นิเอง = ='

ดังนั้น ที่ใช้กันบ่อยๆ คือใช้ควบคู่กันไประหว่าง account ของเราเองและ facebook fanpage โพสไหนเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ ก็ใช้ fanpage ไป โพสไหนไม่ได้โฆษณาแรงจ๋าไป เขียนแบบซอฟท์หน่อยๆ ไม่ได้ hard sales มากก็ใช้ account ของเราเองสลับกันไปได้ค่ะ


2. ใช้รูปปกหนังสือโปรโมทก็ดีนะ

ถ้าเราเป็นนักเขียนก็สามารถใช้รูปหน้าปกหนังสือของเราในการโปรโมทโพสได้ค่ะ ข้อแนะนำคือถ้าเรามีผลิตภัณฑ์ที่หลายอย่าง หรือหนังสือหลายเล่ม ควรจะทำการโปรโมทผ่าน facebook เรื่องเดียวหรือเล่มเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง อย่าทำหลายเรื่องๆ หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะไม่งั้้นคนซื้อจะงงว่าจะซื้ออะไรดี ซื้ออะไรแน่ เพราะต้องยอมรับว่าถ้าไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้ของเราจริงๆ เค้าจำไม่ได้หรอกค่ะว่าเรามีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้  newsfeed ของแต่ละคนเยอะมากๆ


3. สร้างกรุ๊ปใน facebook หรือไม่ก็ join ในกรุ๊ปอื่นๆ 

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นกรุ๊ปใน facebook เยอะแยะมากเลยนะคะ ไม่ว่าเป็นกรุ๊ป ตลาดซื้อขายบทความ E-book  หรือกรุ๊ปงานเขียน ebook  อีกเทคนิคนึงที่ใช้การสร้าง connection คือสร้างกรุ๊ปพวกนี้ขี้นมาเองเลยค่ะ ถ้าทำแล้วกรุ๊ปประสบความสำเร็จ ก็จะมีนักเขียนคอเดียวกันมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานตัวเอง แล้วก็ได้โฆษณาหนังสือของเราไปด้วย

แต่ถ้าคิดว่าสร้างกรุ๊ปขึ้นมาแล้วคิดว่าไม่สามารถดูแลได้ ใช้วิธีไป join ในกรุ๊ปอื่นๆ ที่เกี่่ยวข้องกับงานเขียนของเราก็ได้ค่ะ หมั่น active บ่อยๆ จะช่วยสร้าง connection ให้กับเราได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

4. โฆษณาอย่างมีลิมิต

แน่นอนเมื่อเราทำโฆษณาผ่าน fanpage ได้ ก็อย่าทุ่มโฆษณาเยอะมากๆ และเนื้อหาซ้ำกันบ่อยๆ ในทุกๆโพส เพราะว่าจะสร้างความรำคาญให้กับคนอ่านมากกว่าสร้างความอยากซื้อแน่นอนค่ะ เราจะอาจจะเจอ Unlike ได้ ควรมีจังหวะการลงโฆษณา จังหวะที่ไม่ลง เว้นวรรคด้วยลงโพสที่มีประโยชน์กับคนอ่าน ที่สำคัญลงโฆษณาเสียตังค์เยอะๆ เนี่ยพี่มาร์คจะรวยเอาคนเดียวนะคะ อิ อิ


5. เลือกกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณาให้ถูก

เวลาเราลงโฆษณาแบบเสียเงินใน fanpage เนี่ย เราสามารถตั้งค่าให้คนอ่านเห็นโฆษณาของเราได้ ยิ่งถ้าตัวเลขประมาณการคนเห็นเยอะ เงินเราก็จะเสียเยอะหรือหมดเร็วด้วย

จริงๆ แล้วหลินคิดว่าตั้งค่า facebook ad เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ตรงเป้าของเราจะดีกว่าหว่านแหค่ะ เพราะนอกจากจะเสียเงินค่าโฆษณาน้อยกว่าแล้ว ยังตรงกับว่าที่คนอ่านที่จะซื้อหนังสือของเราด้วย แรกเริ่มอาจจะทดลองลงโฆษณาสัก 100 บาท แล้วลองตั้ง target ดู target ไหนผลตอบรับดี Like เยอะหรือหนังสือเราขายได้ ถือว่าเรามาถูกทาง ค่อยลองอีกสัก 100 บาทถัดไปค่ะ ปกติหลินใช้งบประมาณอยู่ที่ 100 บาทต่อการโฆษณา 3 วันเป็นค่าเฉลี่ยค่ะ

นอกจากโพสนี้แล้ว หลินได้เขียนโพสเรื่องเทคนิคโปรโมทสำหรับนักเขียนมือใหม่ไว้ที่ลิงค์นี้ด้วย อ่านคู่กันแล้วคิดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นนะคะ^^ คลิกที่นี่เลยยย  5 เทคนิคโปรโมทตัวเองสำหรับนักเขียนมือใหม่!!

หลิน^^

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน อีกครั้งในวันที่ 13 กพ. และอีกเช่นเคยคราวนี้หลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอั้ม สุรเดช วิศวกรไฟฟ้าที่ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการทำหนังสือ eBook ขายในเว็บไซด์ตัวเองชื่อ http://www.asuradech.com/ และต่อยอดเป็นบริษัท Leader Wings
http://www.leaderwings.co/ รับผลิตและขายความรู้ใน platform ของ eBook, vdo และหนังสือเสียง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือคุณอั้มสามารถระดมทุนผ่านเฟสส่วนตัวเพื่อมาตั้งบริษัท Leader Wings ในยอดเกือบ 1 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน!!

มาติดตามคุณอั้มแชร์ประสบการณ์ดีๆ ในเส้นทางธุรกิจ info business และได้ passive income ด้วยได้ในคอร์สวันที่ 13 กพ.นี้นะคะ http://bit.ly/1nCT1xe

ดูภาพคอร์สล่าสุดที่นี่เลยค่าา http://bit.ly/1NZrpHx

หลิน^^



Thursday, January 7, 2016

จาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!!

สวัสดีปีใหม่นะคะ พลพรรคนักเขียนทุกท่าน ในปี 2559 นี้ หลินขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในอาชีพการงานกันทุกคนค่ะ ใครอยากเป็นนักเขียนขอให้มีผลงานหนังสือออกมาเร็วๆ มีความสุขกันมากๆ นะคะ^^

กลับเข้าสู่โลกของนักเขียนอย่างเรากันต่อเลยน้า...

สำหรับความฝันของนักเขียนหรือคนที่อยากจะเป็นนักเขียนอย่างพวกเรา ก็ไม่แคล้วว่าต้องอยากมีหนังสือสักเล่ม แต่ถ้าหากเราไม่มีพื้นฐานหรือประสบการณ์มาก่อนก็คงเป็นเรื่องยากที่จะนับ 1 ใหม่ตั้งแต่แรก แต่ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากเท่าไหร่เลยนะคะ ถ้าหากเรามี Blog ของเราเอง และมีงานเขียนใน Blog ของเราพร้อมมืออยู่แล้ว

ติดตามวิธีเขียนหนังสือจาก Blog สู่ Book : สร้างหนังสือจากงานเขียน Blog ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ!! ได้ในโพสนี้ค่ะ^^



นักเขียนบางคนที่หลินเคยเห็น เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว วางแผนการเงิน การลงทุนอสังหาฯ เขียนเพราะใจชอบ ใจรักอยากถ่ายทอด บางคนเขียนมาเป็นปีๆ เนื้อหาใน Blog พวกนี้แหละค่ะ ที่จะมีมากพอรวบรวมหนังสือเป็นเล่มได้แน่ๆ นอกจากหนังสือจากBlog แล้วเรายังสามารถสร้างงานเงินจาก Blog ของเราได้อีกด้วยล่ะ ใครยังไม่ได้อ่านเรื่อง 4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา คลิกอ่านเพิ่มเติมได้เลย

มาดูเหตุผลดีๆ ของการสร้างหนังสือจาก Blog กันค่ะ

ข้อแรกเลย  หนังสือสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้แตกต่างจาก Blog

พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มคนอ่าน Blog กับกลุ่มคนอ่านหนังสือไม่ได้เป็นกลุ่มคนเดียวกันซะทั้งหมด บางคนไม่ชอบเทคโนโลยีก็ไม่อ่าน Blog ,ไม่ชอบอ่านจากจอคอมหรือมือถือก็ไม่อ่าน Blog , บางคนยังชอบความรู้สึกจากการจับต้องหนังสือพลิกกระดาษอ่านก็ไม่อ่าน Blog

ดังนั้น การที่ผลงานของเราเป็นหนังสือ (หรืออย่างน้อยเป็น eBook print on demand) ช่วยให้ผลงานของเราเข้าถึงคนอ่านได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยการที่ต้องรู้เรื่อง IT หรือแม้แต่สไตล์คนอ่านแบบอนุรักษ์นิยมที่ชอบอ่านจากกระดาษค่ะ

ข้อสอง หนังสือสร้างเครดิตให้ผู้เขียน

อันนี้ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ คนดังๆ หลายคนต้องการมีผลงานหนังสือ เป้าหมายไม่ได้มุ่งรายได้จากการขายอย่างเดียวแต่อยากให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของ portfolio ของเค้าต่างหาก

นอกจากนี้ บางคนก็ทำกลับข้างกันคือให้หนังสือเป็นทัพหน้า เป็นตัวนำเมื่อทำหนังสือสำเร็จแล้วก็ต่อยอดไปอย่างอื่นๆ


ข้อสาม หนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาฃองเรา

เมื่อเขียน Blog ไปเรื่อยๆ เยอะมากเข้า มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คนอ่าน Blog ของเราไม่ได้อ่านโพสอันแรกๆ ของเรา เพราะว่ามันตกไปไกลแล้ว และถึงแม้ว่า Blog จะมีฟังก์ชั่นค้นหา หรือมีการจัดหมวดหมู่ มันซึ่งช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง

สาเหตุเพราะผลการค้นหาไม่สามารถเรียงลำดับเรื่องราวที่ควรอ่านก่อนหลังได้ และก็ต้องยอมรับว่าคนอ่านก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นค้นหาทุกคนหรอกค่ะ


ดังนั้น การรวบรวมงานเขียนมาเป็นหนังสือ เราสามารถหยิบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน มาเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง เพิ่มเติมเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ทำให้เนื้อหาที่เราอยากนำเสนอได้ผ่านสายตาคนอ่านอย่างที่ตั้งใจ หัวข้อนี้จึงบอกว่าหนังสือสร้างชีวิตใหม่ให้เนื้อหาของเราแบบนี้ค่าา

ซึ่งวิธีการรวบรวมจาก Blog ให้เป็นหนังสือนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ มีด้วยกันง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ

1. รวบรวมโพสเก่าๆ ของเราไว้ในที่เดียว

จากนั้นก็เริ่มคัดเลือกโพส อันไหนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ อันไหนเนื้อหาเก่าไปแล้วต้องปรับปรุง อันไหนควรเอามาเพิ่มเติม ปรับปรุง แก้ไข

2. เตรียมหา "คนอื่่น" มาช่วยอ่าน

เป็นเรื่องปกติมากเลยค่ะ ที่เราเขียนหนังสือเอง อ่านเอง ตรวจเอง แล้วว่าดีทุกอย่าง ไม่น่ามีอะไรแก้แล้ว แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาอ่านอีกที เฮ้ย..ตรงนี้ทำไมเขียนแบบนี้ ตรงนี้น่าจะแก้นะ ว้า..ไม่น่าเลย

ดังนั้น สำคัญมากๆ ค่ะที่เราจะมีคน "อื่นๆ" มาช่วยอ่านให้อีกที ถ้าทำแบบเป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็จ้าง "บรรณาธิการ" ช่วยอ่านแบบจ่ายเงิน ถ้างบเรายังไม่มากพอ อย่างน้อยก็ควรมีเพื่อน พี่ น้อง หรือคนใกล้ตัวมาช่วยอ่าน อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าอ่านคนเดียวอย่างแน่นอนค่ะ

อีกเคล็ดลับนึง คือหลังจากเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งช่วงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาอ่านใหม่ จากนั้นค่อยกระจายให้คนอื่นๆ อ่านตามลำดับค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้งานเขียนเราลื่นไหลขึ้น เพราะถ้าเราอ่านซ้ำๆ บ่อยๆ ทุกๆ วัน เราจะมองไม่เห็นว่าอันไหนควรแก้ไข

3. ลงทุนกับ "ปก"

มีประโยคที่ว่า "ปกหนังสือเป็นรักแรกพบของคนซื้อ" หลินว่าก็มีส่วนจริงอยู่มากค่ะ หลายคนตัดสินใจซื้อหนังสือเพราะปกสวย (แต่มาเขวี้ยงทิ้งทีหลังว่าเนื้อหาไม่ดีนี่เป็นอีกเรื่องนึงเนอะ แหะๆ) ดังนั้น ถ้าในช่วงเริ่มต้นเรายังไม่มีทุนมาก หลินแนะนำว่าเงินทุนที่ไม่มากนี้เอามาจ้างทำปกสวยๆ ดีกว่าค่ะ ค่าจ้างทำปกอยู่ที่ 1,500 บาทขึ้นไป

แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมจริงๆ หลินแนะนำว่าทำปกสไตล์ง่ายๆ แบบดูดี ปกที่มีตัวอักษรใหญ่ๆ อยู่ตรงกลางภาพ ส่วนภาพประกอบใช้จากเว็ปภาพฟรีก็ได้ค่ะ  ลองดูลิงค์นี้นะคะ (แหล่งรวมภาพฟรีมีอยู่จริง แนะนำ14 websites รูปฟรีสุดเจ๋ง http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/07/14-websites.html)

คราวนี้ก็ได้เวลาลงมือเขียน Blog กันแล้วค่ะ^^

หลิน^^


ฝากข่าวนิดนึงค่ะ

หลินกำลังจะมีคอร์สสร้างเงินล้านจากงานเขียน….คุณทำได้! อีกครั้งในวันที่ 16 มค.นี้ค่ะ^^ คราวนี้พิเศษสุดๆ เพราะหลินมีแขกรับเชิญคนพิเศษด้วย คือบก. ฮีโร่ซัง เจ้าของ Group ตลาดซื้อขายบทความ E-Book จะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นนักเขียนเิร่มจากศูนย์ด้วยค่ะ (https://www.facebook.com/groups/thaicontentmarket/)

ตลาดซื้อขายเป็นบทความ เป็นตลาดที่ผู้เขียนมาขายบทความจากงานเขียนของตัวเอง และผู้ซื้อมาซื้อบทความเพื่อเอาไปประกอบการใช้งานในเว็บไซด์หรือ social media platform อื่นๆ ค่ะ มาติดตามว่าอาชีพนักเขียน นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ก็ยังเอาความสามารถจากการเขียนมาเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายในตลาดซื้อขายบทความ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ^^

สนใจเข้าร่วมคอร์สคลิก http://goo.gl/z3NK6M
ดูภาพของคอร์สที่แล้ว คลิก http://goo.gl/CmhzXa

มาเจอกันให้ได้นะคะ^^

Sunday, December 6, 2015

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา

4 หนทางทำเงินจาก Blog งานเขียนของเรา 


หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเดี๋ยวนี้ information overload ใครๆ ก็เขียน Blog เปิด Facebook Fanpage  มีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะเต็มไปหมด แถมยังหน้า Newsfeed อีกจะอ่านก็อ่านยังไม่ทัน  ดังนั้น เขียน Blog ไปจะได้อะไรบ้างเนี่ย สงสัยจะเสียเวลาเปล่า? 

ความเห็นส่วนตัวของหลินแล้ว หลินแนะนำอย่างยิ่งเลยนะคะ สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียน (ว่าที่) นักเขียน หรือสนใจอาชีพนักเขียน ว่าเราควรจะฝึกหัดงานเขียนของเรา พูดง่ายๆ หาเวทีให้งานเขียนของเรา เพราะถ้าเราเขียนไปโดยที่ไม่มีคนได้อ่าน งานมโนอาจมาว่าที่เขียนเนี่ย ดีแล้ว เจ๋งแล้ว ไม่ถามไถ่ (ว่าที่) ลูกค้าในอนาคตเลย แล้วเวลาเราออกหนังสือจริงๆ ใครจะซื้อหนังสือเราล่ะคะ?

นอกจากนี้เนี่ย การเขียน  Blog  หรือใน Facebook Fanpage  มีข้อดีตรงที่ เราสามารถหาสไตล์งานเขียนของเราที่คนอ่านชอบ โดยดูจาก feedback คนอ่านจาก Blog หรือ Fanpage ได้ ไม่ว่าจะเป็นยอด Like ยอด Engagement (คือการที่ผู้อ่านมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเรา) ไม่ใช่เขียนปุ๊ป เงียบฉี่ วังเวงใจเสียเหลือเกิน และสุดท้ายคือยอด Share สมัยนี้ถ้าคนอ่านชอบเค้าจะ Share ต่อเองค่ะ เป็นการแนะนำเราให้กับเพื่อนๆ ของเค้าด้วยนะคะ^^

แต่หลายคนอาจมองว่าการเขียน Blog ใช้เวลามาก มีความรู้สึกว่าท้อเพราะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน  สรุปแล้วเราจะทำฟรีๆ หรือเปล่าล่ะเนี่ย อยากจะเลิกเสียเหลือเกิน TT

วันนี้หลินเลยมาจะมาแนะนำวิธีสร้างเงินจากงานเขียน Blog ของเรากันค่ะ ให้สิ่งที่เราทำไม่เสียเปล่า ติดตามกันเลยนะคะ^^





1. eBooks

รายได้ที่ง่ายที่สุดจากการเขียน Blog ก็คือรวบรวมงานเขียนของเราเป็น eBook โดยการเอาประโยชน์จาก feedback จากคนอ่านมาปรับปรุงงานเขียน เพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัยและน่าสนใจ ส่วนไหนไม่ครบถ้วน ยังขาดๆ เกินๆ ก็เอามาปรับปรุง แล้วทำออกมาวางขายเป็น eBook  

สิ่งที่ไม่ควรละเลยและสำคัญมากๆ ก็คือการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้อ่านของเรา ซึ่งเราเองก็สร้างมาแล้วส่วนนึงตอนเพียรเขียน  Blog  นั่นไงคะ เห็นไหมไม่เสียหลายเลยนะ ใครที่มีผู้ติดตามหรือแฟนคลับเยอะก็จะได้เปรียบตรงนี้  ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ  ใช้ช่องทาง social media และ online marketing เข้ามาช่วยค่ะ




2. Online Courses

หากเราเริ่มเป็นที่รู้จัก บางครั้งก็จะมีผู้ให้บริการ คอร์สออนไลน์มาติดต่อให้ทำคอร์สไปลงกับเค้าเช่น
skilllane หรือ ตลาดปัญญา

แต่หากเค้าไม่ติดต่อมา เราก็ติดต่อไปสิคะ เพราะเค้าก็ต้องการคอร์สเยอะๆ ในเว็บของเค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลายขึ้น  มีทั้งอัดเองส่งให้เค้าอัพขึ้นเว็บแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน หรือเราก็จัดคอร์สสอนสดแล้วนัดให้เค้ามาอัดก็ได้ค่ะ ได้ต่อที่ 2 ล่ะ^^




3. Seminars


การเขียน Blog เนี่ย พอเราเขียนไปสักพักแล้ว มีคนติดตามสนใจในเรื่องที่เรารู้ เราเชี่ยวชาญ เรายังสามารถจัดสัมมนา หรือคอร์สสอนสดได้ด้วยนะคะ เพราะมันดีต่อผู้เรียนตรงที่ถามตอบได้ทันที และบางเรื่องก็เป็นข้อจำกัดของ Blog หรือความยาวของบทความ ที่เราไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ทั้งหมดได้

แม้กระทั่งหลินเอง บางครั้งก็ไม่เขียนโพสยาวมาก เพราะก็ไม่รู้ว่ามีคนสนใจเรื่องที่เรากำลังโพสหรือเปล่า หลินดูเอาว่าหากมีคนสนใจเราก็ค่อยเพิ่มเติมเนื้อหาในตอนต่อไป เป็นตอน 2 ตอน 3 ก็ว่าไป



การสัมมนาจึงเป็นการได้มาคุยแบบเจอหน้ากัน มีอะไรก็ถามตอบได้ทันที และที่สำคัญอีกอย่างคือ เราได้มาเจอกับกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เป็นการสร้าง connection สำหรับทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันในอนาคตด้วยค่ะ^^ 


4. Affiliate Marketing

เมื่อจำนวนคนอ่าน Blog ของเรามีเยอะทำ affiliate ผ่าน  Blog ของเราสิคะ การติด affiliate รับค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้าออนไลน์ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีนะคะ แต่หลินต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพียงอยากจะบอกว่ามีคนทำเงินจากวิธีนี้ได้จริง เลี้ยงตัวเองได้ด้วยนะ
พูดง่ายๆ คือเน้นพัฒนา content ของ  Blog ให้น่าสนใจ พอมียอด Traffic เยอะๆ แล้วก็ทำ affiliate ป้ายโฆษณาสินค้าใน Blog ของเรา เวลามีคนมาซื้อของ เราก็ได้ค่าคอมฯ ค่ะ เจ๋งไหมคะ

พูดถึงตรงนี้ หลินเลยอยากขอยก case study จากน้องที่รู้จักคนนึง ที่กำลังจะออกหนังสือโดยการเริ่มจากการสร้าง Facebook Fanpage เพื่อเข้าหากลุ่มผู้สนใจ และในเวลาเดียวกันก็สามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้อีกด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเป้าหมายของน้องคือออกหนังสือไปเรียนต่อประเทศอินเดีย  ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้หญิงกลัวกันหนักหนาว่าอันตราย อย่าว่าแต่ไปเรียนเลยค่ะ แค่ไปเที่ยวยังกลัวจะแย่ แต่น้องมะปรางเรียนปริญญาตรีจบจากประเทศอินเดีย และจะมาเล่าให้ฟังว่าประเทศอินเดียไม่ได้เป็นอย่างที่คนไทย (และคนทั้งโลก) คิด

ไปติดตามและให้กำลังใจ น้องมะปรางกันได้ที่ ลูกสาวคนเดียวก็เรียนจบอินเดียได้ (https://www.facebook.com/onlychildcansurviveinIndia/) หลินลองอ่านดูแล้ว สนุกน่าติดตามทุกตอนเลยค่ะ^^

สู้ๆ กันนะคะทุกคน หวังว่าจะได้แนวทางในการสร้างรายได้จาก Blog กันทั่วหน้าค่ะ

หลิน


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ



*************************

หลินกำลังจะมีคอร์ส สร้างเงินล้านจากงานเขียน....คุณทำได้! เป็นคอร์สส่งท้ายสุดสำหรับปีนี้แล้วค่ะ^^ ในวันที่ 19 ธ.ค. สอนวิธีเขียนหนังสือเล่มขายผ่านสำนักพิมพ์ เขียน eBook ขายผ่าน Ookbee, Mebmarket และ Amazon รายละเอียดคลิก http://goo.gl/l8Lrgc

ภาพบรรยากาศการเรียนคอร์สครั้งที่แล้ว คลิก http://goo.gl/WOyNzF

ถ้าว่างมาเจอกันให้ได้นะคะ ครั้งสุดท้ายของปี จัดหนัก จัดเต็มค่ะ^^



Monday, November 23, 2015

จะสร้างเงินจากงานเขียนเค้าว่าไม่ยาก?? แล้วก้าวแรกต้องทำยังไงดี??

หลินว่าหลายคนที่ติดตามเพจนี้แล้วก็เพจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักเขียน งานเขียน ต้องเคยอ่านเจอ ประโยคที่ว่า "เขียนหนังสือก็เป็นอาชีพได้ เป็นงาน สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้" อยากจะมีชีวิตดี๊ดีแบบนั้นมั่งจัง?

แต่ปัญหาคือแล้วจะเริ่มยังไงดีล่ะ? ถ้าวันนี้เรายังไม่เคยเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราวซักอย่าง เขียนแล้วใครจะอ่าน? ยิ่งกว่านั้นจะสร้างรายได้ยังไง นึกไม่ออก??

ลองติดตามก้าวแรกของการเขียนเพื่อสร้างรายได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองเอาไปใช้เพื่อพัฒนาให้งานเขียนให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวนะคะ^^

ติดตามเลยค่ะ



1. ได้เวลาพัฒนางานเขียนแล้ว โดยเริ่มต้นจากสื่อฟรี

หลินว่ายุคนี้เป็นยุคที่พวกเราโชคดีกว่ายุคก่อนเยอะเลยนะคะ ตรงที่มีสื่อฟรีๆ อยู่ในมือ สมัยก่อนน่ะเหรอคนธรรมดาอย่างเราๆจะไปหาที่ลงบทความที่ไหนได้ ถ้าไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นคนดัง ไม่มีเส้นสาย โอกาสจะได้ลงชิ้นงานในสื่อ ยากยิ่งกว่าอะไรซะอีก
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เรามีทางเลือกเพิ่มขึ้นเยอะขึ้นด้วยสื่อฟรีๆ ใน social media

หลินแนะนำว่าให้พัฒนางานเขียนตัวเองโดยทดลองเขียนบน social media ที่เราคุ้นเคยก่อน เป็นอะไรก็ได้ค่ะที่เราชอบจะเป็น facebook, blog, webboard เขียนเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัด ตัวเองสนใจ
ลองคิดดูว่า ต่อไปถ้าเราจะเขียนเรื่องแบบนี้ขาย คนอ่านจะชอบไหม ถ้าเขียนให้อ่านฟรีๆแล้วคนอ่านยังไม่ชอบ ถึงเวลาขายจริงใครจะซื้อ! ถูกไหมคะ?

วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถฝึกฝีมือและสไตล์งานเขียนของเรา พร้อมรับรู้ฟีดแบกจากผู้อ่านด้วยค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ มีความคิดเห็นยังไง  ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัว ปรับฝีมือ ปรับปรุงสไตล์ หรือทดลองตลาดได้ด้วยนะคะ



2. หา connection ให้มาก

เราคงต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้จะทำอะไรสักอย่าง หากว่ามี connection ทำให้งานง่ายกว่าไม่มีเยอะนะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหูหน่อยๆ แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ไปโดยปริยาย

การหา connection ของนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่่นๆ หลักใหญ่ๆคือ  join group กลุ่มนักเขียนด้วยกันสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ ออกงานสัมมนาทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เป็น guest speaker ฯลฯ สั้นๆ คืออย่าทำงานคนเดียว สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพไว้ อย่ามองว่าเป็นคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น partner กันจะดีกว่า

หลายคนคิดว่าไปงานสัมมนาจะได้ connection  ได้ยังไง? เปลืองเงินแย่เลย
แต่เชื่อไหมคะ ? ว่ามีคนเยอะนะคะ ยอมจ่ายเงินค่าคอร์สสัมมนาราคาแพงเพื่อไปสร้าง connection  เป็นหลัก เนื้อหาสัมมนาเป็นรอง ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอก ไปเพื่อไปหา connection โดยเฉพาะ และผลที่ได้ก็ work ซะด้วยสิ!

แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะคะ เราหาวิธีการที่เราทำแล้วชอบ สบายใจ สบายกระเป๋าแล้วปรับใช้เอา เพราะรองเท้าของคนอื่นอาจคับไปหรือหลวมไปสำหรับเราก็ได้นะ



3.ยอมรับว่ากว่าสำเร็จต้องใช้เวลา

คงไม่มีอะไรสำเร็จแค่ช่วงข้ามคืน เราเขียนปุ๊ปจะให้สำเร็จปั๊บคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็คงยากที่จะบอกว่าคุณจะสำเร็จเมื่อไหร่ หมอดูคนไหนก็คงบอกไม่ได้ นอกจากตัวเราเองนะคะ!

วิธีแนะนำจากหลินคือ ฟังเสียงลูกค้า ปรับแก้ไข วางแผนใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ แล้ววนเข้าสู่วงโคจรแบบนี้ไปเรื่อย สำคัญคืออดทน ห้ามออกจากเกมส์ ห้ามเลิก ถ้าไม่ work คงเป้าหมายไว้แต่ให้เปลี่ยนวิธีการแทน เพราะถ้าออกปั๊บที่ทำมาทั้งหมดก็เท่ากับศูนย์เปล่า

ถ้าเราคิดว่าไม่อดทนพอ ไม่มีเวลา ไม่อยากลำบาก อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะค่ะ คอนเฟริ์ม!!


4. รวบรวมงานเขียนทำเป็น portfolio

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานเขียนเราเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ แล้ว รวบรวมเป็น portfolio แล้วเล็งไปเสนอผลงานกับสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจค่ะ (มากกว่า 1 ก็ได้) มั่นใจว่่าสำนักพิมพ์จะให้การต้อนรับนักเขียนที่มีฐานแฟนคลับมากกว่านักเขียนที่ยืนยันว่าฉันเขียนดี เขียนดีแน่ๆ แต่มาแต่ตัวเปล่าๆ เล่าเปลือยชัวร์ค่ะ

หรือยิ่งกว่า ถ้าเราคิดว่าของเราดีจริงอย่าได้แคร์สำนักพิมพ์ เราก็สามารถทำ self-publishing คือทำ eBook ขายเองก็ได้ รับผลประโยชน์เองที่ไม่ต้องผ่านใคร ขายในไทยก็ Ookbee และ Mebmarket ขายเมืองนอกก็คือ Amazon ตลาด eBook ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ลองดูนะคะ ใครๆ ทำได้ หลินทำได้ คุณก็ทำได้เหมือนกันนน

หลิน^^

ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับงานเขียนของหลินได้ที่ https://www.facebook.com/ebookmakerich ค่ะ

---------------------------------------------------------------



คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ คิดว่าคอร์สนี้จะเป็นคอร์ส Amazon ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ^^ ปีหน้าหลินคงจะปรับเปลี่ยนคอร์สใหม่ เอาหลักสูตรอื่นๆ มาแทน ถ้าว่างมาเจอกันนะคะ^^




วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle
วางขายแล้ววววนะคะที่ ookbeeและ Meb Market!!

ราคาปก 390 บาท ซื้อผ่าน AIS ที่ookbee เหลือ 349 บาท เนื้อหาบอกทุกสเต็ป ทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ดูหนังสือตัวอย่างคลิก http://ebookmakerich.blogspot.com/p/blog-page.html  เลยค่ะ^^








Wednesday, November 11, 2015

จะเขียนหนังสือขายบน Amazon หรือจะขายเองดีนะ??

หลินว่าพวกเราหลายๆ คนพอมีผลงานหนังสือออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องวางขายถูกไหมคะ? พอมาถึงจุดๆ นี้เนี่ย หลายคนอาจลังเลใจว่า เอ..เราจะขายเองผ่านเว็บไซด์ facebook, fanpage ของเราเอง เพื่อที่เราจะได้เงินค่าหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าจะวางขายผ่านร้านหนังสือออนไลน์เจ้าตลาดอย่าง Amazon (หรือเมืองไทยก็อย่าง Ookbee, Mebmarket) ที่เค้าดังกว่าเรา คนเข้าถึงเยอะ โดยยอมแลกกับการให้เค้าหักกินหัวคิวดีนะ??

วันนี้ลองมาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของการขายหนังสือผ่านช่องทางของตัวเองเทียบกับช่องทางของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon กันค่ะ^^  อ่านๆ ดูแล้วก็ปรับเอามาใช้ได้ในหลายๆ กรณีนะคะ ติดตามได้เลยค่ะ



ภาพจาก http://mmbiz.qpic.cn/



ข้อดีของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. ระบบเค้าดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่โหลดหนังสือขึ้นไป เค้ามีระบบขาย จัดอันดับ ระบบจ่ายเงิน เก็บเงิน โอนเงินให้เราเสร็จสรรพ เราไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายอะไรมาก แหม่...ดีแท้ๆ นะคะ^^

2. ขายเป็น eBook ก็ได้ ไม่ต้องลงทุนค่าจัดพิมพ์
ถ้าจะขายเป็นหนังสือเล่มก็มีระบบอำนวยความสะดวกสั่งให้พิมพ์เป็นหนังสือเล่มได้ จัดส่งให้เราเสร็จ (หักค่าใช้จ่ายจากยอดขาย) เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ นะจ๊ะ อิ อิ

3. คนใช้เว็บ Amazon เยอะมากๆ
เป็นล้านคนทั่วโลก เป็นที่แพร่หลายรู้จัก  มีความเป็นไปได้มากว่าถ้าเราไม่ขายผ่าน Amazon ถึงแม้หนังสือเราจะดีแค่ไหน คนซื้อก็อาจไม่เจอหนังสือเราเพราะว่าหาเว็บไซด์ หรือ fanpage facebook เราไม่เจอ ><'

มีข้อดีแล้วมาดูข้อเสียกันบ้างค่ะ เพราะเหรียญมี 2 ด้านนะจ๊ะ


ข้อเสียของการขาย eBook ผ่าน Amazon

1. การแข่งขันสูง
แน่นอนที่สุดว่าคนซื้อเยอะ คนขายก็เยอะเป็นธรรมดา มีคนขายหนังสือเป็นล้านเล่ม พอๆ กับคนซื้อเป็นล้านๆ คน ดังนั้น หนังสือที่ขายนั้นหากว่าเราคิดเนื้อหาเอง ก็ควรเป็นเนื้อหาที่เรามีความเชี่่ยวชาญ หรือประเทศอื่่นไม่มีเนื้อหาแบบนี้ (ประมาณว่าประเทศนั้นเป็นต้นกำเนิดของข้อมูลมือหนึ่ง เช่น ประเทศไทยก็ต้องอาหารไทย มวยไทย นวดไทย ทำนองนี้) ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดให้เรา ถ้าจับจุดเจอ เราก็จะขายได้ค่ะ^^

2. ราคาหนังสือที่ตั้งขายกันไม่ได้แพงเท่าไหร่
จากค่าเฉลี่ยของ Amazon หนังสือที่ขายดีที่สุดตั้งราคาอยู่ที่ 2.99$ แพงกว่านี้หรือถูกกว่านี้ก็มี แต่ไม่ได้ยอดขายดีเท่าค่ะ ดังนั้นจะเห็นว่าราคาที่เหมาะสมจะตั้งไว้ไม่แพงมาก หนังสือบางเล่มขายแค่ 0.99$ เอง จะเรียกว่า Amazon ขายเอาปริมาณก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียของการขายผ่านเจ้าตลาดแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเราขายเองผ่านช่องทางตัวเอง จะดียังไงนะ?



ข้อดีของการขายผ่านช่องทางตัวเอง

1. ชัดๆ เลยได้กำไรต่อเล่มมากกว่าค่ะ
เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ใคร (หากขายผ่าน Amazon เราต้องจ่ายให้  Amazon อยู่ที่ 35% หรือ 70% ของราคาขายต่อเล่ม ขึ้นกับเงื่อนไขของหนังสือ) และยังสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหนังสือใน Amazon ด้วยนะ  เพราะว่าหนังสือบางเล่มถือว่าเป็นคุณค่าเฉพาะทาง หาที่ไหนไม่ได้ บางเล่มคนอ่านเอาไปสร้างอาชีพได้ ก็สามารถคิดราคาแพงๆ ได้เลย โดยไม่ต้องมีสงครามราคาของ Amazon มาค้ำไว้

2. ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของเราผ่านทางช่องทางของเรา คือ "ลูกค้าของเรา" ไม่ใช่ "ลูกค้าของ Amazon"
ความหมายก็คือคนที่เข้ามาในเว็ปของเราหรือ fanpage ของเรา คือคนที่สนใจสินค้า หรือ know-how ของเราจริงๆ เข้ามาเพราะรู้จักเรา ต้องการความรู้หรือคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่เพราะท่อง Amazon  แล้วมาจ๊ะเอ๋กับหนังสือของเราค่ะ 

ดังนั้น contact ลูกค้าของเราเนี่ยต่อไป เราเอาไปต่อยอดได้ เช่น ส่งข่าวว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand loyalty ฯลฯ ในขณะที่ Amazon ทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ เพราะแทบไม่เกิดการติดต่อสื่อสารอะไรกันเลย ส่วนใหญ่ผ่านตัวกลาง Amazon ทั้งหมด

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลินคิดก็คือ เราได้รู้จากปากลูกค้าเราแท้ๆ เราควรจะต้องปรับปรุงตรงไหน อยากได้อะไร เป็นการตอบสนองความต้องการได้ตรงเป้าเป๊ะๆ โดยไม่ต้องผ่านใคร หรือเดาไปมั่วๆ หรือไปผิดทางเลยค่ะ^^


ข้อเสียของการขายผ่านช่องทางตัวเอง 

1. เราต้องทำระบบหลังบ้านเองทั้งหมด ถึงแม้ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมาจ้างคนทำอยู่ดี เช่น ระบบจ่ายเงิน โอนเงิน เช็คยอด ส่งไฟล์หนังสือ หรือส่งปณ. ฯลฯ

2. ถ้าฐานลูกค้าเราน้อย คนรู้จักเราน้อย เราจะพลอยมีโอกาสน้อยไปด้วยที่จะขายหนังสือได้ พูดกันง่ายๆ คือ ไม่มีคนรู้จักเรา ซึ่งทั้งหมดอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนังสือที่เราเขียนด้วยนะคะ


เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียให้เห็นกันจะๆ แบบนี้ หลินว่าพวกเราหมู่นักเขียนคงได้ไอเดียในการขายหนังสือกันไม่มากก็น้อย

สู้ๆๆ กันค่ะ

หลิน^^


#########################


คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ 
http://goo.gl/MQklJQ



วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

รายละเอียดคอร์ส คลิ๊กลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ
http://goo.gl/MQklJQ












Friday, October 9, 2015

10 เรื่องที่คุณยังไม่รู้กับเทคนิคการใช้โซเชี่ยล!!

เช่นเคยค่ะ กับบทความดีๆ ให้ความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ สำหรับนักเขียน บทความนี้เป็นของฝรั่งค่ะ  มีการทำสถิติสรุปในรูปแบบ infographic บอกเรื่องราวถึงวิธีการทำ marketing บนโลกโซเชี่ยล 
หลินเลยขอจัดมาให้อ่านค่าา เอาไปพลิกแพลงตะแคงหงายกันได้ตามสะดวกเลยนะคะ^^

ติดตามค่ะ

กฏข้อที่ 1 รู้หรือป่าวว่าเครื่องมือ platform ในโลกโซเชี่ยลมีกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน?  ไม่ว่าจะเป็น facebook ,Twitter, Instragram, pinterest ฯลฯ

แน่นอนว่าต้องมีอันที่ซ้ำกันมั่ง คือมีคนที่ชอบอ่าน facebook ด้วยเล่น instragram ด้วย แต่ยังไงก็ตามแต่ละ platform ก็มีลักษณะเด่นพิเศษเฉพาะ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ติดตามชอบเป็นเฉพาะๆ กลุ่มไป


กฏข้อที่ 2  เวลาที่ดีที่สุดในการเข้าโพส หรืออัพโหลด คือเวลาไหน?

แน่นอนที่สุดว่าต้องเป็นเวลาหลังเลิกงานนะคะ (เพราะในเวลางานต้องแอบๆ อิ อิ) โดยเฉพาะช่วงเวลา 4-5 ทุ่ม (ของเมืองไทย หลินว่าเริ่มได้ตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยนะ)  ฝรั่งเค้าบอกว่าวันศุกร์เหมาะกะการอัพเฟส และวันอาทิตย์เหมาะกะรีทวิต O_o


กฏข้อที่ 3 รู้ป่าวว่าคนใช้โซเชี่ยลมีเดียเป็น search engine ด้วย?  (ประหนึ่่งว่าแทน google)

facebook เป็น Platform ที่นำโด่งเลยในข้อนี้เลยนะ  (ไม่เแปลกใจคุณพี่มาร์ค รวยเอ้า รวยเอาเนอะ)


กฏข้อที่ 4 สำหรับคนที่ใช้โซเชี่ยลเพื่อการตลาด ให้โพสเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราสม่ำเสมอๆ  (อันนี้รู้อยู่แล้วเนอะ)


กฏข้อที่ 5  ในบรรดาประเภทโพสทั้งหมด โพสแบบไหนมีอิทธิพลต่อคนอ่านมากสุด??

แต่น แต้นท์... คำตอบคือโพสข้อความค่าา แต่หลินอยากเน้นว่าข้อความต้องน่าสนใจด้วยน้า ไม่งั้นคนอ่านจะใช้ดรรชนีนางเลื่อนไปอย่างไวเลย


กฏข้อที่ 6   โพสด้วยรูปภาพได้รับความสนใจในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าโพสอย่างอื่น  อันนี้เห็นด้วยป่าวคะ?


กฏข้อที่ 7  เมื่ออยู่ในโลกโซเชี่ยล ต้องยอมรับความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่างจากเราแน่ๆ อย่ารบกันหน้า wall น้าา


กฏข้อที่ 8 ใช้โซเชี่ยลให้เป็นประโยชน์ ไว้หา feedback หาข้อมูล เข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจตลาด และอื่นๆ อีกแยะ อย่า search หาเม้ามอยดาราอย่างเดียว


กฏข้อที่ 9  ข้อนี้เค้าบอกว่า 91% ของคนที่แสดงความคิดเห็น เป็นคนที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 500 คน เรื่องนี้เค้าจะบอกอะไรเรานะ??

จากสถิตินี้ ตามความเข้าใจของหลินคือ เค้าจะบอกว่า เพราะคนกลุ่มนี้มี followers ไม่มากนัก ความเป็นส่วนตัวยังสูง ยังไม่เป็นบุคคลสาธารณะทางโซเชี่ยล จึงกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องคอยแคร์หรือกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากนัก  

ดังนั้นอย่าละเลยความคิดเห็นจากคนกลุ่มนี้น้าา


กฏข้อที่ 10 จะให้คนอ่านติดตาม อย่าหวังว่าจะสำเร็จในคืนเดียว!
สร้างความน่าเชื่อถือและการติดตามต้องใช้เวลา หลินเขียนเพจมาตั้ง 5 ปีแล้วค่าาา แต่ยังคงสู้ต่อไป ไอ้มดแดง ^^ เฮ!

ลองปรับใช้กันดูนะคะ

หลิน^^


ภาพจาก http://www.bustle.com/

Thursday, October 1, 2015

วิธีโปรโมทเมพๆ สำหรับนักเขียนอิสระบนโลกโซเชี่ยล!!

สวัสดีค่ะแฟนเพจทุกคน^^ เช่นเคยนะคะ หลินอ่านเจอเทคนิคดีๆ แหล่มๆ สำหรับนักเขียนอย่างเราเมื่อไหร่เป็นต้องมาบอกต่อ วันนี้เป็นเรื่องของเทคนิคดีๆ ในการใช้โซเชี่ยลโปรโมทหนังสือหรือสินค้าของตัวเองค่าา

เดี๋ยวนี้คงต้องยอมรับกันเลยว่าคนดูมือถือบ่อยกว่าดูทีวีซะอีก อย่างตัวเองเนี่ย ทีวีที่บ้านเดี๋ยวเปิดวันละไม่ถึงหนึ่งชม. ชัวร์ ๆ แต่กะมือถือต้องชาร์ตแบตวันละสองรอบ O_o  มันคืออาไล?? ดังนั้น เลยไม่น่าแปลกนะคะ ที่เดี๋ยวนี้สื่่อโฆษณาอะไรๆ ต่างก็มุ่งกันไปที่โซเชี่ยลกันซะหมด

และเพราะสื่่อโซเชี่ยลมีข้อดีตรงฟรี !! (เฮ่) และถ้าพร้อมจะเสียเงิน ใครๆ ก็โฆษณาได้ ไม่ต้องเป็นเจ้าของสื่่ออีกต่อไป คนจึงหลั่งไหลมาโฆษณาฟรีและเสียเงินบนโลกโซเชี่ยลกันมากขึ้นๆ

งั้นเรามารู้จักทำเทคนิคสื่อโซเชี่ยลฟรีๆ ให้มีอำนาจมากกว่าเดิมดีกว่า^^

ติดตามได้เลยค่าา




1. ใช้โซเชี่ยลให้เป็นโซเชี่ยล ( Be Social)
ข้อนี้ฝรั่งเค้าเล่นคำนะคะ คือในเมื่อเราใช้ "โซเชี่ยล" อยู่แล้วก็ทำตัวให้เข้า "สังคม" กะเค้าด้วยสิ! นั่นหมายถึงว่าเริ่มพูดคุยกะคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับ แฟนเพจ แฟนบล็อก ในฐานะที่เป็นตัวเรา ให้ความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย สนิทสนม ฯลฯ

ซึ่งจะเป็นสไตล์ไหนแบบไหน ก็ต้องขึ้นกับบุคลิกลักษณะของแต่ละคนนะคะ หลายคนจะมีเส้นคั่นว่าจะแชร์มากแชร์น้อย?? แชร์เรื่องไหนดี? จุดนี้ต้องหาจุดตรงกลางของตัวเองที่ชอบ ที่โอเค แฮปปี้ที่จะทำค่า ไม่งั้นคนเก็บตัว แต่ต้องมาแชร์เรื่องส่วนตัว เดี๋ยวจะอึดอัดแย่ ว่าม่ะ?

2. หาวิธีโปรโมทแบบเนียนๆ
เดี๋ยวนี้ เวลาเราจะให้ใครซื้อของๆ เรา วิธีเดิมๆ ที่ว่าบอกให้คนอื่นซื้อของเราหน่อยจิ แล้วทิ้งโบรชัวร์ไว้ ในโบรชัวร์บอกว่าซื้อได้ทีไหน แค่เนี้ยแล้วเราก็จากไป วิธีเดิมๆ ที่ว่าตอนนี้อาจจะยากซะหน่อยที่คนจะสนใจซื้อของๆ เราว่าไหมคะ??

เค้าแนะนำว่าเราควรเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อาจจะไป join group ที่เราสนใจหลายๆ group  ซึ่งเกี่่ยว กับสินค้าของเรา ช่วยตอบคำถามที่คนอื่นถามมา (ถ้าเกี่ยวกับเรื่องที่เรารู้) และเมื่อมีโอกาสก็พูดถึงของๆ เราซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ของลูกค้าได้ นับว่าเป็นวิธีโปรโมทเนียนๆ ที่คนอ่านจะแฮปปี้มากกว่าที่เรา hard sell ตรงๆ

3. ช่วยคนอื่นเสมอ
เมื่อมีโอกาส สนับสนุนคนอื่นในโลกโซเชี่ยลเสมอๆ เช่น ช่วยแชร์ ช่วยชม ช่วยเขียนโพสสนับสนุน ช่วย Like  ฯลฯ ถ้าทำแบบนี้เรื่อยๆ ตัวเราเองก็จะได้รับการช่วยเหลือในทำนองเดียวกันเหมือนกันค่ะ ในระยะยาวจะเป็นการสร้างฐาน connection ที่ดีมีประโยชน์ต่ออาชีพของเราอย่างแน่นอน^^

หลังจากเล่าเรื่องที่ "น่าทำ" บนโลกโซเชี่ยลแล้ว ฝากท้ายอีกนิดสำหรับเรื่องที่ "ไม่น่าทำ" ค่ะ

เค้าว่าคนเรามักจะชอบลืมว่าเรากำลังหาวิธีใช้ "โซเชี่ยลมีเดีย" (Social Media) อยู่ไม่ใช่ "เซลลิ่งมีเดีย" (Selling Media) ซะหน่อย! วิธีการที่เราชอบเห็นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทยก็คือ join มันทุก group และขายๆๆๆๆๆๆ โพสๆๆๆๆ ข้อความเดิมๆ ลูกเดียว ทุกวันๆๆ โพสแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ spam หรือ junk mail นั่นเองค่ะ และแน่นอนที่สุดคนที่เห็นบ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จะกด hide, delete หรือไม่ block เราไปเรยก็ได้ ถึงแม้ว่าของๆ เราจะดี จะคุณภาพสูง หรือถ้าเป็นหนังสือก็เป็นหนังสือดี แต่ถึงตอนนั้นใครจะสนเท่าไหร่? ว่าไหมคะ??

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันนะคะ^^

หลิน


http://www.selfpublishingadvice.org/4-top-social-media-rules-for-indie-authors/?utm_campaign=shareaholic&utm_medium=facebook&utm_source=socialnetwork

Sunday, June 21, 2015

ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 2)

จากตอนที่ 1 ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/06/1.html
หลินได้เล่าถึงช่วงเวลาในการเตรียมตัวก่อนวางหนังสือขาย 1 ปีค่ะ
โพสที่ 2 เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เรานั่ง time machine มาล่ะ สมมติว่าตอนนี้ผ่านไป 6 เดือนแล้ว ในฐานะนักเขียนอิสระเราควรทำอะไรมั่ง ในอีกช่วงเวลา 6 เดือนที่เหลือก่อนหนังสือออกขาย

มาติดตามกันเรยยยย

1. อย่าguardตก ตรงนี้อธิบายได้ว่าเมื่ออีก 6 เดือน หนังสือจะออกล่ะ คุณเองก็คงต้องยุ่งวุ่นวายกับการตรวจต้นฉบับ แก้ไข ปรับปรุง หารูปประกอบและอีกหลายหน้าที่เยอะแยะ บอกได้เลยว่ามีความเป็นไปสูงงงง ที่คุณจะไม่มีเวลาอัพ social media ของตัวเองไป หันมาอีกทีเพจไม่ขยับมา 2 อาทิตย์ล่ะ




ขอบอกเลยว่าอย่าค่า แหม่ ทำมาตั้งเยอะแล้วจะมาฟอร์มตก การ์ดตกเหมือนมวยหมดแรงได้ไง ช่วงนี้ควรเป็นช่วงที่อัพให้สม่ำเสมอพอๆ กับช่วงแรก คอยรักษา online fanclub ไว้ให้ดีเพราะคนกลุ่มนี้ล่ะเป็น potential customer ของเราในช่วงแรก

วิธีการที่เหนื่อยหน่อยแต่ได้ผลดีกันลืมก็คือ จัดเวลาในแต่ละอาทิตย์เพื่อเขียนโพสหลายๆ โพสในครั้งเดียว แล้วตั้งเวลาไว้ออกโพสกระจายตลอดไปทั่วอาทิตย์

อย่าลืมว่ามีโพสบ่อยๆ เรื่องเล็ก เรื่องน้อย ดีกว่ามีเรื่องเดียวตู้มแล้วจบข่าวหายไปอีก 2 อาทิตย์มาใหม่น้า



2. เตรียมเขียนคำโฆษณาหนังสือของตัวเองไว้ อย่าลืมว่าพอหนังสือใกล้ๆ จะออกเราควรจะปูพรมโฆษณาตาม group หรือเพจต่างๆ ทั้งแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน (ขึ้นกับกำลังทรัพย์) ซึ่งพวกนี้ต้องทำล่วงหน้า ไม่ใช่พอหนังสืออกทำเลยก็เกรงว่าจะไม่ทันกาล




ดังนั้น ควรเขียนคำโปรยโฆษณาไว้ ถ้าเป็นนิยายควรมีพล็อตเรื่องคร่าวๆ ไว้โฆษณาว่ามันเกี่ยวอะไร เพื่อนแพงหรือไง ดราม่าขนาดไหน ถ้าเป็นเรื่องอื่่นๆ ควรมีสารบัญคร่าวๆ ว่าในหนังสือจะบอกอะไรบ้าง นอกจากนี้ ยังควรเตรียมประวัติผู้เขียน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเวลาเขียน ภูมิหลังกว่าจะมาเป็นหนังสือ สุดแล้วแต่เทคนิคใครก็เทคนิคเค้า เตรียมไว้เป็นชุดเดียวกันค่ะ



3. เมื่อไหร่ที่ปกหนังสือเสร็จ เตรียมทำไฟล์ jpg หลายๆ ขนาดเก็บไว้เครื่องรวมไปถึงไฟล์ pdf ด้วย เพราะเวลาจะใช้จะได้เอามาประกอบกับข้อ 2 ได้ทันท่วงที




4. วางแผนการโฆษณาหนังสือของตัวเองและดูเงินในกระเป๋า ถึงขั้นนี้แล้วคงต้องมีวันหนึ่งที่เราต้องมาจริงจังเรื่องวางแผนโฆษณาหนังสือตัวเอง ว่าจะทำยังไง จะผ่านสื่ออะไรดี กลุ่มเป้าหมายคนอ่านหนังสือเราคือใคร ทำไมเค้าต้องอ่านหนังสือเราอ่ะ เราวางแผนจะโฆษณาแบบเสียเงินหรือไม่ ถ้าเสียเงินมีตังค์ในกระเป๋าเท่าไหร่


หลินแนะนำว่า จงเริ่มโฆษณาแบบไม่เสียเงินก่อนค่ะ เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ คือลงใน blog, เพจของตัวเอง (แบบ soft sell) ไปลงตาม group ต่างๆ จากนั้นรอดูฟีดแบก แล้วใกล้ๆ หนังสือออกค่อยโฆษณาเสียเงินอีกที (ถ้าต้องการ) 

ตอนหน้ามาติดตามการเตรียมตัวภาคต่อของ "ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ ตอนที่ 3" ซึ่งจะเล่าว่าอีก 2 เดือนก่อนหนังสือออก นักเขียนต้องทำยังไงดีนะ!

เส้นทางนักเขียนขายดีอยู่แค่เอื้อมค่ะ โปรดติดตามนะจ๊ะ

หลิน



Tuesday, June 16, 2015

ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 1)

สำหรับนักเขียนมือใหม่ทั้งหลาย หลายคนอาจจะท้อ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เพราะอาชีพนักเขียนอิสระ ไม่มีสำนักพิมพ์มาคอยทำโปรโมชั่นให้ ไม่มีสายส่ง ไม่มีตัวแทนจำหน่าย ไม่มีพนักงานจัดหนังสือเข้าชั้น และอีก ฯลฯ สรุปก็คือไม่มีอะไรสักอย่างค่ะ

ดังนั้น จึงสำคัญมากกกก ที่นักเขียนอย่างเราๆ ต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิต ทำ marketing ทำโปรฯ ส่งเสริมการขาย PRหนังสือ ฯลฯ นอกเหนือจากความเชียวชาญในเรื่องที่เราจะเขียนค่ะ

หลินได้ไปเจอบทความนี้มา เค้าปูพื้นเส้นทางนักเขียนอิสระ โดยทำ timeline แยกเป็นเฟสๆ ไว้ ซึ่งหลินคิดว่าดีมากๆ เลย เพราะนักเขียนอิสระอย่างเราๆ บางทีก็ลืมนู่นนั่นโน่นนี่ บางทีแค่คิดพล็อตหนังสือกับสารบัญ แค่นี้ สมอง (น้อยๆ ) ของเราก็แทบโอเวอร์โหลด บทความนี้เลยเป็นเหมือน checklist ที่ดี ที่คอยเตือนว่าเราควรทำอะไรมั่งนะ

เริ่มตั้งแต่เป็นนักเขียนอิสระมือใหม่กันเลยค่ะ วางแผน 1 ปีล่วงหน้าก่อนจะวางขายหนังสือ (ระหว่างนี้ก็เขียนหนังสือไปด้วยน้า)

1. ตั้งเป้าหมายและความคาดหวังของเรา ตรงนี้ใครอ่านก็เหมือนว่า อ่านผ่านๆ ไปเห๊อะ เพราะตำราๆ ไหน ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรๆ ก็บอกให้ตั้งเป้าๆ ตั้งแล้วได้อะไร เสียเวลาปล่าว




ความจริง หลินบอกได้เลยว่าที่ตำราๆ เค้าว่ากันอ่ะค่ะ ถูกแล้ว สังเกตดูเวลาเราไม่ตั้งเป้า (ในทุกเรื่องนะ) เรามักจะปล่อยตัวเอื่อยเฉือยไปเรื่อยๆ หมดเวลาไปวันๆ สมมติมีคนถามว่าหนังสือจะเสร็จเมื่อไหร่ ถ้าเราตอบว่าค่อยๆ เขียนไม่รีบ บอกได้เลยว่าอีกนานแน่กว่าจะเสร็จ หรือถามเมื่อไหร่จะลดนน.สำเร็จ บอกว่าค่อยๆ ลด เห็นเมื่อไหร่ก็อ้วนเหมือนเดิม (นี่เอาชีวิตจริงมาตีแผ่ชัดๆ ! !)

ตั้งเป้าแล้วอย่างเดียวไม่พอ ต้องจริงจังกะเป้าด้วย แล้วก็ต้องชัดเจนว่าเราคาดหวังอะไร เช่น อยากเขียนหนังสือขาย คาดหวังเขียนให้เสร็จภายใน 1 ปี เป็นต้น



2. เริ่มสร้าง social media profile ไม่ว่าเป็น facebook, fanpage, blog, twitter เลือกดูว่าอันไหนเหมาะกับเรา หรือใช้หลายๆ ช่องทางร่วมกัน




เพราะแต่ละ social media มีลักษณะเด่นไม่เหมือนกันค่ะ เช่น facebook ก็จะเน้นเป็นเรื่องส่วนตัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร fanpage ก็จะเป็นธุรกิจขึ้นมาหน่อยแต่มีข้อเสียคือ newsfeed ไหลไปเรื่อย โพสตกเร็วและโอกาสเข้าถึงคนให้มากๆ จะมีน้อยลงเรื่อยๆ (เพราะ facebook บังคับให้คนทำ fanpage เสียตังค่าโฆษณา) 

Blog เหมาะกับบทความยาวๆ เป็นที่รวบรวมผลงานเขียนต่างๆ ได้ดี แต่ข้อเสียคือต้องโปรโมท ไม่งั้นโอกาสเข้าถึงคนอ่านก็น้อย เป็นต้น

จากนั้น ว่าที่นักเขียนทั้งหลายควรเริ่มสร้างตัวตนผ่านทาง platform เหล่านี้ค่ะ หลายคนอาจถามว่าทำไมต้องสร้างตั้ง 1 ปีล่วงหน้าไม่นานเหรอ! บอกได้เลยค่ะจากประสบการณ์จริง การสร้างตัวตนใน social media ใช้เวลา มากหรือน้อยขึ้นกับว่า content โดนใจคนอ่านแค่ไหน เรื่องนั้นเป็นกระแสสังคมอยู่หรือเปล่า ดังนั้น 1 ปีไม่ถือว่านานเกินไปค่ะ



3. หลังจากมี social media profile แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อคือต้องหมั่นขยันอัพ ทำให้เกิด traffic อยู่เสมอๆ ไม่งั้นก็เปล่าประโยชน์ที่จะมี คงไม่มีคนอ่านคนไหนเข้ามาทีไร เพจก็ร้าง เข้าบล็อคทีไรบล็อคก็เป็นข้อมูลเดิมตั้งแต่เดือนก่อน เป็นอย่างงี้บ่อยๆ เข้า คนอ่านก็ไม่เข้ามาอีก


ดังนั้น ก่อนจะทำ social media จงดูว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหนในการบริหาร social media (ค่าเฉลี่ยของหลินในทุกเพจคืออาทิตย์ละ 3-4 โพส) ทำแล้วต้องทำเลยอย่างสม่ำเสมอ ห้ามเลิก (เหมือนแต่งงานเลยเนาะ)

ข้อมูลใน social media ก็ควรเป็นสร้างฐานแฟนคลับของเรา เนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือ บทความที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเรากำลังทำหนังสืออะไร และจะเสร็จเมื่อไหร่ สนับสนุนให้แฟนคลับมามีส่วนร่วม พูดคุย ใน social media ของเราค่ะ


4. สร้าง connection ของคนในวงการเดียวกัน ตรงนี้หลายคนอาจมีความคิดว่า เฮ้ย เดี๋ยวก็แย่งลูกค้ากันหร้อก จริงๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกค่ะ การสร้าง connection ช่วยให้เราเรียนรู้จุดเด่นของคนอื่น พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ปิดจุดด้อยของตัวเอง เปิดโลกทัศน์ ฯลฯ บางทีเรารู้ของเราคนเดียว เราคิดว่าเราเก่ง โดน แต่ไม่ได้รู้เลยว่า โลกของงานของเราเค้าไปกันไกลแล้ว




การมี connection ช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นค่ะ ถ้าสัมพันธภาพเราดี ในอนาคตเราได้ได้ทำโปรเจคเป็นพันธมิตรร่วมกันก็ได้ ไม่ต่างอะไรกับ 7-11 ที่เปิดเกือบทุกมุมถนน ถามว่ามาแย่งลูกค้ากันไหม ความจริงคือไม่ว่าจะเข้าร้านไหนเจ้าของได้ตังหมด จบข่าว (คือเขารวยคนเดียวค่าาา)

วิธีหาพันธมิตรที่ดีก็คือ คอร์สอบรมสัมมนาทั้งหลาย Group ต่าง ๆ ใน facebook เป็นต้นค่ะ



5.ส่งตัวอย่าง ดราฟหรือต้นฉบับหนังสือไปให้คนอื่นๆ อ่าน พอเราเริ่มเขียนหนังสือไปได้สักระยะ เราสามารถส่งดราฟหนังสือไปให้คนอื่นอ่านว่าชอบไหม หนังสือแบบนี้เป็นไง พล็อตแบบนี้เป็นไง มีอะไรจะเม้นท์ไหม



เราสามารถส่งไปที่ connection นักเขียนที่เรามี ซึ่งเป็นคนวงการเดียวกันให้เม้นท์ได้ หรือถ้ากลัวความลับรั่วไหล ก็ส่งไปให้เพื่อน ญาติหรือคนที่สนใจหนังสือแบบที่เราจะขายอ่านเพื่อเม้นท์ก่อนก็ได้

ไว้มาต่อกันคราวหน้าเรื่อง ก่อนจะเป็นนักเขียนอิสระ (ตอนที่ 2) นะคะ

หลิน




Wednesday, June 10, 2015

บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี (ตอนที่ 2)


เมื่อวานนี้เราคุยกันว่า ‪‎หนังสือขายดี มีหลายปัจจัย 1 ในนั้นก็คือเทคนิคต่างๆ ที่หลินเอามาแชร์กันค่ะ โดยรวบรวมมาจากนักเขียนระดับ ‪‎bestseller ทั้งหลาย

หลายคนมีเทคนิคเฉพาะตัวมากๆ เรียกว่าไม่ใช่แฟนทำแทนบ่ได้เลยทีเดียว แต่เทคนิคที่หลินรวบรวมมานี้ ดูแล้วว่าเป็นเทคนิคที่นักเขียนหนังสือแนวไหนก็ลองเอาไปปรับใช้ได้ มาอ่านต่อกันที่ขั้น 5 จนถึงขั้น 9 เลยค่ะ

ป.ล. อ่านจบแล้ว อย่าซึมซับเฉยๆ ต้องลงมือปฏิบัติด้วยน้า ถึงจะเห็นผล หรือใครมีแนวอื่นที่ช่วยโปรโมทหนังสือตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็น ‪eBook ใน ‪Amazon เท่านั้นก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยค่ะ

แลกเปลี่ยนความรู้ เราจะได้พัฒนาตัวเองและเก่งขึ้นๆ ด้วยกันนะจ๊ะ^^




ขั้นที่ 5 หมวดหมู่ต้องถูก

ปกติเวลาหนังสือเอาไปขายตามร้าน จะต้องมีพนักงานร้านมาจัดหนังสือลงเป็นหมวดๆ ให้ลูกค้าหาเจอใช่ไหมคะ แต่เพราะว่านี่เป็น eBook เราจำเป็นต้องลงหมวดหมู่เองค่ะ การจัดหมวดนี่สำคัญมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว) หลายคนไม่ตั้งใจทำให้ดี กลับมาตกม้าตายตอนจัดหมวดซะงั้น

คิดง่ายๆ จัดหมวดผิดลูกค้าหาไม่เจอ หนังสือดียังไงแต่คนซื้อหาไม่เจอก็จบห่านค่ะ ประหนึ่งว่าหนังสือเราขายวิธีการ DIY จัดสวนแต่เอาไปไว้หมวดวรรณกรรมเยาวชนแฮรี่ พอตเตอร์ยังไงยังงั้น (คนอ่านแฮรี่คงมีน้อยคนที่คิดอยากจัดสวนหลังบ้านอ่ะ)

ขั้นที่ 6 รายละเอียดหนังสือต้องเยี่ยม

หนังสือทั่วไปจะมีปกหลัง หรือคำนิยมข้างหน้าสรุปสั้นๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร eBook ก็เหมือนกันค่ะ จะมีช่องเรียกว่า description ให้เขียนบรรยายหนังสือตัวเอง พูดง่ายๆ description คือใบปิดโฆษณาอย่างย่อของหนังสือนั่นเองค่ะ

วิธีการคือเขียนให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย (ถึงแม้ว่าหนังสือคุณจะเป็นหนังสือเฉพาะทางมากกๆๆ แต่พยายามเขียนให้อ่านง่ายเข้าไว้ เค้าจะได้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย) บอกคนอ่านว่าจะได้อะไร และอย่าลืม (ถ้ามีโอกาส) แทรก ‪‎keyword ไว้บ้าง (ตามแผนบันไดขั้นที่ 1อิ อิ)

ขั้นที่ 7 หาคนมาเชียร์ของ

สำหรับ eBook ใน Amazon จะมีช่องให้ customer review ค่ะ เค้าแนะนำว่าเราสามารถให้เพื่อน ญาติ คนรู้จักมาช่วยเขียนรีวิวในหน้านี้ได้ วิธีนี้จะช่วยสร้าง traffic และความคึกคักของหนังสือเราให้มากขึ้น จนส่งผลให้ผ่านสายตาลูกค้าตัวจริงในที่สุด เย้!

ขั้นที่ 8 อย่าลืมโปรโมทหนังสือตัวเอง

ในร้านหนังสือทั่วไป บางทีเราจะเห็นซุ้มโปรโมทหนังสือเล่มนู้นนี้ ติดป้าย “แนะนำ” ติดป้าย “ออกใหม่” และติดป้าย “ขายดี” ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีโปรโมทหนังสือในร้านหนังสือค่ะ

ใน Amazon ก็วิธีโปรโมทหนังสือแบบนี้เหมือนกัน แต่คนเขียนต้องเข้าไปทำเองเพราะเป็น self-publishing 100% วิธีที่ว่าได้แก่ แจกให้โหลดฟรีในระยะเวลาที่กำหนด ลดราคาภายในวันเวลาที่กำหนด ให้คนอื่นเป็นของขวัญ ทำโฆษณาแบบเสียตังค์ (คล้ายๆ facebook ad) ฯลฯ ขึ้นอยู่กับงบของนักเขียนและวิธีการค่ะ

ขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 9 ใช้ social media ช่วยกระตุ้นยอด

ทั้ง blog, Fanpage ไปแปะลิงค์ตาม group ที่เนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือเรา ว่ากันง่ายๆ วิธีไหนก็ตามให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดก็จัดไปค่ะ

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าค่า^^


หลิน