Sunday, July 12, 2015

คอร์สอบรมเรียนเขียนเพื่อขาย Amazon !!

มาแว้ววว! คอร์ส เรียนเขียนเพื่อขาย Amazon Kindle ค่ะ

ขอเชิญทุกคนที่สนใจอยากรู้วิธีขายงานเขียนบน Amazon มาเจอกันค่ะ มีคนมาลงเรียนเรียบร้อยแล้วว

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-17.30 (อาจเกินนิดหน่อยนะคะ เพราะเนื้อหาเยอะมากกกกก)
สถานที่ก็ที่ Silom Space ใกล้กับ BTS ศาลาแดง ไปมาสะดวกแผนที่แนบด้านล่างนะคะ^^





คอร์สนี้ตั้งใจให้ผู้สนใจอยากเป็นนักเขียนทุกคน สามารถมีผลงานเขียนเป็นของตัวเองเป็น eBook ไปขายที่ Amazon ได้ มีเวทีให้ปล่อยของ แสดงผลงานสู่สายตาชาวโลกได้ ได้ passive income เป็นค่าตอบแทนจากงานเขียนหรือเรียกว่าค่าลิขสิทธิ์ค่ะ ในคอร์สนี้ เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ จะได้มาแชร์ความรู้เกี่ยวกับ

หัวข้อสัมมนา

• นึกไม่ออกจะเขียนอะไรดี (มีคำแนะนำ)
• สอนวิธีลดภาษีจากค่าลิขสิทธิ์ที่ Amazon โอนมาจาก 30% เหลือ 5%
• บอก Guideline ของขนาดตัวอักษร วิธีการออกแบบปก ขนาดไฟล์ ประเภทไฟล์และวิธีการจัดหน้า ที่ kindle Amazon รับและแบบไหนที่ไม่รับ
• วิธีการจัดหน้าด้วยไฟล์ word.doc (ง่ายมากๆ) สำหรับขายใน Amazon
• คำแนะนำจาก Amazon Kindle ให้ขายดี
• สำหรับคนที่ยังนึกว่าจะเขียนอะไรไม่ออก สอนวิธีขายผลงานหนังสือของคนอื่นให้ถูกกฏและได้เงินด้วย
• วิธีโหลดหนังสือ eBook ผ่านเว็บ Amazon แบบโหลดยังไงให้ผ่านแบบทุก step
• วิธีตั้งราคาขายและตั้งค่าลิขสิทธิ์งานเขียน (กระเป๋าตังค์ของเราอยู่ตรงนี้ smile emoticon
• โอนเงินค่าลิขสิทธิ์เข้าบัญชีที่ไทย ทำยังไงให้ง่าย
• วิธีการดูยอดขายจาก Amazon
• วิธีโปรโมทหนังสือให้คนเข้ามาดูเยอะๆ มาซื้อ สร้าง traffic ใน post ให้คนสนใจ
• บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี
• ภาษาที่ใช้ใน kindle
• ตัวช่วยเรื่องภาษาอังกฤษที่คนไทยมีปัญหาเกือบทุกคน (รู้ไหม คนไทยทำหนังสือ eBook ไปขายที่ Amazon น้อยมากเพราะติดขัดเรื่องภาษา ถ้าเราแก้เรื่องนี้ได้จะมีโอกาสมากเพราะเรื่องไทยๆ แบบแท้ๆ ใน Amazon มีน้อยมากค่ะ)
• สรุปค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือ eBook ไปขาย Amazon

ค่าคอร์สเรียน : 2,800 บาทรวม break

พิเศษสุดสำหรับครั้งนี้ หลินแจกหนังสือ eBook “สร้างเงินด้วยงานเขียน Amazon Kindle” ฟรี! (ราคาขาย 390 บาท) หนังสือติด Best Seller อันดับ 2 ในหมวดคู่มือและอันดับ 4 ในหมวดธุรกิจและการลงทุนใน Ookbee.com ค่ะ


ลิงค์หนังสือ

Ookbee-- http://goo.gl/N83yVK
Meb Market-- https://goo.gl/51GOYA

สนใจทดลองอ่านตัวอย่างหนังสือผ่าน Meb Market คลิ๊กlink https://goo.gl/51GOYA แล้วกด Get Free Sample (ปุ่มขวาบน) หลินลงไว้ให้ 1/3 ของหนังสือเลยนะคะ อ่านจุใจเลย





ภาพจากคอร์สที่แล้วค่ะ^^ 
https://www.facebook.com/ebookmakerich/photos/pcb.701581816635973/701580959969392/?type=1&theater

รีวิวจากผู้เรียน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10204142571476846&set=o.655997914527697&type=1

ถามรายละเอียดเพิ่มเติมแอด line id หลินได้เลยค่ะ atcharinlili

ไว้เจอกันนะคะ^^


แผนที่: silomspace  website: http://silomspace.com/










ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเอาหนังสือไปขายที่ Amazon

โพสนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าพูดจากประสบการณ์ตรงแท้ๆ เลยค่ะ ไม่ได้เอาของใครที่ไหนมา มาจากคำถามที่หลินเจอบ๊อยบ่อยมาเล่าสู่กันฟังนะคะ อ่านแล้วจะรู้ว่าบางทีเราคิดไปเอง ที่สำคัญคิดไปใหญ่โตเกินความจริงซะตั้งเยอะแน่ะ

ลองอ่านดูนะคะ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็บอกกล่าวกันได้ค่า



ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าจริงๆ แล้ว Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (แปลว่าฟรี!!)  แล้ว Amazon เก็บหัวคิวเป็นค่าดำเนินการจากยอดขายของหนังสือเอาค่ะ และนี่คือระบบของเค้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนแรก

แต่ด้วยความที่ว่าคนคิดระบบเนี้ยเป็นฝรั่ง Amazon จึงไม่รองรับภาษาไทยค่ะ และก็ไม่ใช่แค่ภาษาไทยที่ไม่รองรับเท่านั้น ภาษาอื่นๆ ที่มีจำนวนคนใช้ไม่เยอะในโลกนี้ก็ไม่รองรับเหมือนกัน เช่น พม่า ลาว เปอร์เซีย ตุรกี ฯลฯ

มาดูรายชื่อภาษาที่  Amazon รองรับ พูดง่ายๆ คือเขียนหนังสือแล้วเอาไปขายใน  Amazon  เป็นภาษาพวกนี้ได้ มีดังนี้ค่ะ^^

• Afrikaans 
• Alsatian 
• Basque 
• Bokmål Norwegian 
• Breton 
• Catalan 
• Cornish 
• Corsican 
• Danish 
• Dutch/Flemish
• Eastern Frisian 
• English 
• Finnish 
• French 
• Frisian 
• Galician 
• German 
• Icelandic 
• Irish 
• Italian 
• Japanese 
• Luxembourgish 
• Manx 
• Northern Frisian 
• Norwegian 
• Nynorsk Norwegian 
• Portuguese 
• Provençal 
• Romansh 
• Scots 
• Scottish Gaelic 
• Spanish 
• Swedish 
• Welsh 

Source: https://kdp.amazon.com/help?query=language+in+kindle

จะเห็นว่ามีแค่เนี้ย!! อาไรเนี่ยยย
คือเอาตรงๆ คือน้อยมากกกค่ะ เพราะภาษาในโลกนี้มีถึง 5 พันภาษา!!! (เห้ย เพิ่งรู้เหมือนกัน 555)

ข้อมูลจาก http://my.dek-d.com/AngelTVXQ/blog/?blog_id=10104904)

ดังนั้น อยากจะทำหนังสือไปขาย Amazon จึงต้องมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาที่ Amazon รองรับ)ก่อน เชื่อป่าวคะว่าไม่เฉพาะแต่พวกเราที่ต้องส่งแปล ฝรั่งที่ใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก พวกนี้ก็ต้องส่งแปลเหมือนกัน ใน Amazon ถึงขั้นมี Translation Resources ไว้ให้บริการ แต่ใน Translation Resources  นี้ไม่มีภาษาไทยให้บริการค่ะ (ถึงมีก็ไม่แนะนำเพราะเป็นไปได้ว่าจะแพง เทียบกับค่าครองชีพของเค้าและเรา)

สำหรับหนังสือของหลินเอง เขียนเป็นภาษาไทยและส่งแปลค่ะ

ดังนั้น เว้ากันง่ายๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการแปลจะเป็นค่าใช้จ่ายเดียวที่เรามี จริงๆ เราไม่ต้องแปลก็ได้ถ้าเราเขียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่เพราะเหตุผลที่บอกไปข้างบน คนคิดเป็นฝรั่งค่ะ ระบบจึงไม่รองรับภาษาไทยด้วยเหตุนี้

แต่รู้ไหมคะ ว่าแบบนี้มีข้อดีอยู่อย่าง (ดีตรงไหนเนี่ยยยย!)

ก็เพราะว่าพอคนไทยเห็นว่ามันยุ่งยาก มันจุกจิก ดูแล้วก็ขี้เกียจทำ ท้อแท้ซะก่อน ก็เลยไม่ค่อยมีคนทำค่ะ เรื่องไทยๆ ใน Amazon ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ไม่ใช่คนไทยเป็นคนทำ ดูรูปปกข้างล่างเป็นตัวอย่าง เค้าขายตำราอาหารไทยใน Amazon  ค่ะ!

ไม่แน่ใจว่าคนซื้อไปทำจะได้ลองกินอาหารไทยจริงๆ หรือป่าว แหะๆ





นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกหนึ่งคะ ถ้าเราเป็นคนวาดรูปเก่ง หรือจัดหน้าเก่ง เซียนillustrator, photoshop, epub หนังสือประเภทหนังสือเด็ก (Kindle Kids' Book Creator) และหนังสือภาพประกอบ (Kindle Comic Creator) เป็นทางเลือกให้คุณค่ะ เพราะว่าหนังสือพวกนี้เน้นรูป ไม่ได้เน้นคำ บางหน้ามีรูปใหญ่ๆ แต่มีคำพูดคำเดียว เช่นเป็นรูปแตงโมลูกใหญ่กลางหน้าแล้วเขียนว่า Watermelon เป็นอันจบหน้าค่าาา เยี่ยมม่ะล่ะ


ทำกราฟฟิคไม่เป็นเลย โลว์เทคที่สุดในโลกา จะเขียนหนังสือไปขาย Amazon ได้ยังไง? 

คำถามนี้ต้องก๊อปเอาข้างบนมาตอบอีกหนค่ะว่า  "Amazon ออกแบบระบบให้นักเขียนทุกคน ย้ำว่าทุกคน ดังหรือไม่ดัง มีเงินหรือไม่มีเงินทำหนังสือขายเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ด้วยเหตุผลนี้เองเค้าเลยคิดหาวิธีการที่ใครก็ได้ทำหนังสือได้ อะไรที่ยากๆ เดวเค้าคิดเครื่องมือง่ายๆ ไว้ให้ นี่คือ concept ของ Amazon

ดังนั้น แค่ใช้โปรแกรม word พิมพ์งานได้ก็ทำหนังสือได้แล้วค่ะ หลินก็ทำแค่แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเก่งขึ้นอีกก็ใช้ epub ค่ะ ส่วนหน้าปกเค้ามีเครื่องมือชื่อ Cover Creator ให้เลือกออกแบบหน้าปกทำได้เองอย่างง่ายๆ ประมาณว่าถ้าใช้ app แต่งรูปเป็น ก็ใช้ Cover Creator เป็นค่ะ

ง่ายไหมคะ :)

ดังนั้น อย่าเพิ่งกลัวไปเลยค่ะ^^ ถ้าคิดว่าอยากลองซักตั้ง ลองศึกษากันดูก่อน ว่าใช่ทางเราไหม ถ้าลองดูแล้วไม่ชอบแนวทางนี้ ก็เลิกได้ แต่อย่าเพิ่งฝ่อทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำเลยน้าา

สู้ๆ นะคะ^^

หลิน


Friday, July 10, 2015

เลือกสีให้ปกหนังสือยังไงดี มีแนวคิดเริ่ดๆ มาแชร์ค่ะ

ปกหนังสือกับสีที่ควรเลือก (เพื่อบ่งบอกตัวตนหนังสือแล้วเข้าถึงใจผู้อ่าน)

ตอนเราเรียนหนังสือตอนเด็กๆ ครูศิลปะเค้าว่าสีมีผลต่อความอารมณ์รู้สึกของเราค่ะ  ซึ่งจริงๆ แล้วหลักการนี้ก็ยังถูกอยู่เสมอนะ เพราะไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่แต่สีเนี่ยถูกใช้ในชีวิตประจำวันเราทุกอย่างค่ะ เช่น ฉลากอาหาร ขวดชาเขียว หลอดโฟมล้างหน้า แพคเกจจิ้ง มือถือ แทปเล็ต กระเป๋า ฯลฯ

การทำหนังสือก็อยู่ในหลักการนี้เหมือนกันค่ะ

การใช้สีกับโลโก้หรือปกหนังสือ แม้กระทั่งสีและสไตล์ของฟอนต์ มีส่วนสำคัญจะช่วยชักจูงความรู้สึกของคนอ่านให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ค่ะ

เช่น สีเขียวให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติ สดชื่น (เช่น Starbucks และ Greenpeace)
สีดำสื่อถึงความลึกลับ ความมีอำนาจ น่าค้นหา (เช่น กระเป๋าหรู Chanel และ Sony)
สีแดง ให้ความรู้สึกร้อนแรง  ท้าทาย เร้าใจ มีพลัง (Toyata และ โค้ก)

การใช้ฟอนต์บนปกหนังสือก็เหมือนกันค่ะ ก็บ่งบอกโทนของหนังสือได้เช่นกัน ฟอนต์แบบแฟชั่นก็เหมาะกับเนื้อหาสบายๆ สนุกสนาน easy-reading ทั้งหลาย ถ้าเป็นเนื้อหาที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ฟอนต์ที่เป็นทางการหน่อยจะเหมาะกว่า


infographic  ข้างล่างนี้ เมนหลักพูดถึงเรื่องโลโก้กับการใช้สี แต่หลินว่าเราอ่านแล้วนำมาปรับใช้ในการออกแบบและเลือกสีปกหนังสือของเราก็ไม่เลวนะคะ ทำให้หนังสือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและแสดงตัวตนของหนังสือเราให้แจ่มชัดขึ้นได้ค่ะ

(คลิ๊ก open image in new tab แล้วคลิ๊กที่รูปอีกครั้งเพื่อดูรูปใหญ่)

สรุปจาก infographic ง่ายๆ ว่า 93% ของการซื้อตัดสินใจซื้อจากสิ่ง (สี) ที่เห็น และ 84.5% ของคนซื้อบอกว่าสีที่ผลิตภัณฑ์นั้นถูกใช้เป็นเหตุผลหลักในการซื้อ (เยอะนะคะเนี่ย)

แล้วก็บอกว่าสมองคนเราตอบสนองได้ดีกับ เส้นตรง วงกลม เส้นโค้ง ในความรู้สึกที่แตกต่างกันไป 
เส้นพวกนี้เลยถูกเลือกใช้ออกแบบโลโก้ ให้แสดงตัวตนของบริษัทและส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าของแบรนด์ระดับโลกทั้งหลายค่ะ

จากหนังสือ eBook ของหลินเอง เลือกใช้สีส้มเป็นหลักเพราะตรงกับสีของโลโก้ Amazon ที่่เป็นสีส้มและส้างความเป็นกันเองกับผู้อ่านค่ะ ส่วนหน้าปกเลือกรูปคอมพ์กับคนกำลังเขียนหนังสือ เพราะชื่อหนังสือว่า "สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle" เป็น double meaning  ซึ่งทั้งหมดก็อยู่บนหลักการนี้เหมือนกันค่าา

หลิน^^

เรื่องที่เกี่ยวข้อง 
บันได 9 ขั้นสู่หนังสือขายดี‬ (ตอนที่ 1) http://ebookmakerich.blogspot.com/2015/06/9-1.html

เครดิตเรื่องและภาพ http://www.entrepreneur.com/article/247783

Thursday, July 9, 2015

11 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเองอย่างง่ายๆ

เคยเป็นป่าวคะ เราทำงานยุ่งทั้งวัน แต่พอหมดวันกลับพบว่าเราไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง แล้วที่ยุ่งๆ ไปนี่คืออาไล อยากถาม (ตัวเอง) จุง แง่วๆ

ไปอ่านเจอบทความนี้มาค่ะ เค้าพูดถึงวิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเอง อ่านแล้วก็จริงตั้งหลายอย่าง เลยเอามาแบ่งปันกันนะคะ เอามาปรับใช้กับงานเขียนได้ (จริงๆปรับใช้ได้กับทุกงานแหละ แฮ่..) เพราะที่สุดแล้วเราก็มี 24 ชม.เท่ากันทุกคน คนที่พัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากกว่าก็จะทำงานได้สำเร็จมากกว่านะคะ




มาดูวิธีที่เค้าแนะนำกันค่ะ^^

1. อย่าใช้ประโยค "เดี๋ยวค่อยทำ"
คนที่ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จะตัดสินใจทันทีว่าจะเอายังไงกับเรื่องหรืองานที่เข้ามา จะทำ จะทิ้ง หรือมอบหมายต่อให้คนอื่นก็ว่าไป

ตัดสินใจให้มั่นๆ ไม่ใช่วันนี้ทำเอง พรุ่งนี้ให้คนอื่น วันอื่นกลับมาทำเองอีกเลยไม่เสร็จซ้ากทีค่าา

2. เตรียมให้พร้อมสำหรับพรุ่งนี้
พวกเขาจบงานในแต่ละวันด้วยการวางแผนว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ซึ่งได้ประโยชน์สองต่อค่ะ คือการทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง และ วางแผนต่อไปว่าจะทำอะไรต่อในวันรุ่งขึ้น

“For every minute spent organizing, an hour is earned." –Benjamin Franklin

อันส่วนตัวคิดว่ามีประโยชน์มากกๆๆ เพราะว่าตอนนี้ชีวิตเราแต่ละคนก็ล้วนยุ่งเหยิงแต่ละวัน ถ้าไม่วางแผนดีๆ เดวจะลืมนู่น ลืมนี่ ลืมนั่น ในที่สุดอะไรๆ ก็ไม่เสร็จซักอย่าง (อีกเหมือนเดิม)


3. ทำเรื่องยากก่อน ในตอนต้นของวัน
ทำ to-do-list ออกมา ใส่เรื่องที่เราไม่ชอบทำในรายการแรกๆ ในตอนท้ายของวันเราจะได้ทำในสิ่งที่ชอบและสร้างแรงฮึดในวันถัดไป (เหมือนกินก๋วยเตี๋ยว แล้วเก็บลูกชิ้นไฮไลท์ไว้กินตอนสุดท้ายยังยังงั้น)

อีกอย่างเคยได้ยินว่าตอนเช้าหัวเรามักแล่นกว่าตอนอื่น ทำเรื่องยากๆ ตอนเช้า หัวที่แล่นช่วยให้ใช้เวลาน้อยลงด้วยค่ะ^^

4. จัดลำดับความสำคัญ
อย่าใช้เวลากับสิ่งที่เร่งด่วน แต่ไม่สำคัญมากเกินไป จนทำให้เราไม่มีเวลาทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ

อันนี้หลินคิดว่าสำคัญมากๆ อีกอย่าง เคยอ่านเจอว่าคนเก่งๆ ระดับโลก เค้าจะไม่ทำอะไรที่ไม่สำคัญกับเค้าเลย เช่น เรื่องการแต่งตัว เราจะเคยเห็นว่าเค้าจะแต่งตัวเหมือนกันทุกวันๆ (ไม่ช่ายใส่ชุดเดิมน้า) จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิด เอาเวลาที่จะคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องนี้ไปคิดเรื่องที่สำคัญสำหรับเค้าจริงๆ ดีกว่าประมาณนั้น

5. ประชุมอย่าเยิ่นเย้อ
การประชุมส่วนใหญ่โครตกินเวลา และได้ประสิทธิภาพน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไป  อย่าเสียเวลากับการประชุมจนล่วงเลยจากกำหนดการเลิก ตั้งกำหนดเวลาเลิกเอาไว้ให้ชัด บอกกับที่ประชุมหรือหัวหน้าแต่เนิ่นๆว่าเรามีเรื่องต้องทำต่อหลังจากกำหนดเลิกประชุม หากว่าการประชุมเยิ่นเย้อจนเลยเวลา จะได้มีข้ออ้างออกมาได้

และหากว่าคุณเป็นคนนำการประชุม ก็ประกาศไปเลยว่าจะเลิกประชุมเวลานี้และเลิกตามที่พูด ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมประชุมมีความสนใจในเนื้อหาที่ประชุมมากขึ้น

ถ้าทำแบบนี้ในออฟฟิสได้ทุกครั้งถือว่าเทพมากๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะแต่ทำได้แล้วจะมีประโยชน์มากๆ

6. รู้จักพูด "ไม่"
เมื่อถึงเวลาควรปฏิเสธเป็นค่ะ เรื่องที่เราทำไม่ได้ อย่าลังเลที่จะปฏิเสธ และเอาให้ชัด คำว่า ผมเกรงว่า..., ฉันไม่แน่ใจ.... อันนี้ไม่ได้ค่ะ คนฟังจะงงว่าตกลงเราจะเอายังไง และที่สำคัญเป็นการบอกตัวเราเองด้วยค่ะ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสกับงานที่เหลือของเรา


7. เช็คอีเมล์เป็นเวลา
อย่าให้อีเมล์มาขัดจังหวะการทำงานค่ะ และจะดียิ่งกว่าหากว่าจัดลำดับการตอบด้วย อันไหนสำคัญตอบเลย อันไหนยังรอได้รอก่อน เอาไว้ให้งานที่อยู่ในมือเสร็จก่อน จะกลับมาจัดการ

หลินเสริมว่ารวมทั้ง Line และ  facebook ด้วยค่ะ เพราะหลินก็เป็นว่าตั้ง notification ไว้ พอเสียงดัง ตึ๊งๆๆ ทำอะไรอยู่ต้องรีบวางแล้วเข้าไปดู ทั้งที่บางครั้งเป็นเรื่องไม่สำคัญ เช่น forward Line ตลกๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบอ่านแต่พอเราแวะมาดู ทำให้เสียสมาธิในการทำงานตอนนั้นไปค่ะ


8. อย่าทำหลายงานในเวลาเดียวกัน
มีงานวิจัยจาก Stanford University ว่าการทำหลายๆงานในเวลาเดียวกันมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการทำงานให้เสร็จเป็นเรื่องๆไป ลองสังเกตให้ดีจะพบว่าสมองเราคิดได้เป็นเรื่องๆไป การสลับคิดไปมามันเสียสมาธิ

หลินใช้วิธีว่าตั้งเป้าว่า 1 ชม.นี้จะทำเรื่องนี้ ก็พยายามทำเรื่องนี้ให้ครบค่ะ พอถึงเวลาก็เลิกไม่ว่าจะเสร็จหรือไม่เสร็จแล้วไปทำอย่างอื่่น อย่างที่วางแผนไว้ล่วงหน้า


9.หายตัวไปบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ หายตัวไปคิดงานบ้างก็ได้ เพื่อไม่ให้มีสิ่งแวดล้อมอันไม่พึงประสงค์มาขัดจังหวะรบกวนเรา แต่ว่าไม่ใช่หายไปแบบไม่มีใครรู้ บอกใครคนใดคนหนึ่งที่สนิทกันไว้ว่าจะติดต่อคุณได้ยังไง เผื่อว่ามีเรื่องด่วนเข้ามา


10.มอบหมายงานเป็น ให้คนอื่นช่วยบ้าง
เราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่างนะ ยอมรับความจริงเถอะ ในเวลาที่มีจำกัด จงอย่าทำงานที่ไม่ถนัด เพราะมันกินเวลาและกินความพยายาม ส่งต่อให้คนอื่นที่เชี่ยวชาญกว่าเราทำซะ แล้วคุณก็จงมุ่งมั่นทำงานที่คุณกำลังทำอยู่

จริงที่สุดค่ะ หลินเคยพยายามทำกราฟฟิคเอง ทั้งๆ ที่ไม่ถนัด ทำอยู่นานนนนน ในที่สุดก็เสร็จแต่ไม่สวย ใช้ไม่ได้ ต้องไปจ้างเค้าทำอยู่ดี แล้วทำไมไม่จ้างทำตั้งแต่ต้นฮะ สรุปเสียเวลาและเสียเงิน แทนที่จะเสียเงินอย่างเดียว T_T


11. ใช้เทคโนโลยีช่วยงาน
เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม มันทำให้เราทำงานช้าลงได้หากว่าเราติดมันมากเกินไป Line ทั้งวัน ออน facebook ทั้งคืน แต่เราใช้มันเป็นให้เราเป็นนายมัน มันก็ช่วยให้เราทำงานคุ้มเวลามากขึ้น เช่นกรองอีเมล์ขยะ จัดลำดับความสำคัญ เตือนเมื่อมีอีเมล์สำคัญหรืออีเมล์จากคนที่เรารออยู่เข้ามา ใช้เป็นออแกไนเซอร์ก็ยังได้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเช็คโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ


ลองดูนะคะ ถึงแรกๆ จะทำไม่ได้ทุกข้อ ค่อยๆ ปรับกันไปค่า
หลิน


ที่มา http://www.entrepreneur.com/article/248063 แล้วมาเพิ่มความเห็นส่วนตัวเข้าไปค่ะ^^

สร้างเงินล้านจากงานเขียน

คอร์สอบรมนักเขียน ตั้งแต่เริ่มจรดปากกายันขายงานผ่านสำนักพิมพ์และขายเองก็ได้ง่ายจัง
รับแค่ 20 คนเท่านั้นนะคะ

สิทธิพิเศษ!! สำหรับคอร์สนี้เท่านั้น
เปิดโอกาสส่งผลงานเขียนเพื่อคัดเลือกออกหนังสือกับสำนักพิมพ์ได้โดยตรง!!


มาเรียนรู้วิธีทำธุรกิจแบบที่ไม่ต้องขายของ ไม่ต้องสต๊อกของ ไม่ต้องเดินทางไปหิ้วของ ไม่ต้องตื่นตี 4 มาทำกับข้าวทำขนมขาย ไม่ต้องเฝ้าร้านจนดึก วันหยุดก็หยุดไม่ได้เพราะเป็นวันทำเงิน ฯลฯ ที่สำคัญอยู่บ้านก็ทำงานได้ เพราะทั้งหมดอยู่ในหัวคุณหมดเลยค่ะ !


สิ่งที่จะขายคือความรู้ที่เรามี แล้วเรียบเรียงมาเป็นหนังสือ แบ่งปันประสบการณ์ให้คนอื่น ทำให้คนอื่นมีชีวิตทีดีขึ้น แก้ปัญหาให้เค้าได้ และนี่คืองานของนักเขียนค่ะ

รอบวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2558; 10:00 - 17:00 น
รอบวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2558; 10:00 - 17:00 น

เพื่อความใกล้ชิดและเคี่ยวกรำจากหลินและพี่เมษ รับแค่ 20 คนเท่านั้นค่ะ

ผู้เข้าอบรมทุกคนหลินแจกหนังสือ eBook “สร้างเงินด้วยงานเขียน Amazon Kindle” Best Seller ในหมวดคู่มือและหมวดธุรกิจและการลงทุนใน Ookbee ฟรีค่าาาา

แล้วเราจะได้รู้ว่านักเขียนไม่จำเป็นต้องไส้แห้งแล้วน้าา
ดูหลินเป็นตัวอย่างได้ อิ อิ^^ (อวบระยะสุดท้าย 55)

ดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ 

แล้วพบกันนะคะ
หลิน

Tuesday, July 7, 2015

คนประสบความสำเร็จเค้าทำอะไรกันนะวันๆ

อันนี้น่าสนใจมากๆ ค่ะ ไปเจอมาเลยอยากแชร์เนอะ หลายๆ คนอาจเห็นมาก่อน อ่านอีกทีก็ถือว่ารีเฟรชประสบการณ์นะคะ^^

คนประสบความสำเร็จในที่นี้ที่เค้าอ้างถึง เช่น Bill Gates, Warren Buffet, Calos Slim, Larry Ellision ฯลฯ

สั้นๆ : คนเก่งประสบความสำเร็จ พวกเขามีนิสัยอะไรที่เหมือนกันก็คือ
มีวินัย พัฒนาตัวเอง แบ่งเวลาออกกำลังกาย ดูทีวีน้อย มุ่งมั่น และ #อ่านหนังสือ ค่ะ



ยาวๆ :
  1. ทำ to-do-list หรือรายการที่ต้องทำประจำวันนั่นเอง อันนี้เห็นด้วยอย่างมากค่ะ เพราะวันๆ แต่ละคนธุระยุ่งเหยิงวุ่นวายมาก การที่เขียนว่าต้องทำอะไรมั่ง ทำให้เราไม่ลืมและทำได้จนครบค่ะ
  2. ตื่นแต่เช้าจะมีเวลามากขึ้น (ทำยากมากกก  ><')
  3. ฟังอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองเวลาเดินทางไปทำงาน แทนจะฟังข่าวดารา แหะๆ
  4. สร้าง connection
  5. ชอบอ่านหนังสือ อ่านหนังสือมากกว่า 30 นาทีต่อวัน
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 4 วันต่อสัปดาห์
  7. กิน junk food ให้น้อย
  8. ดูทีวีน้อยกว่า 1 ชม.ต่อวัน
วิธีสอนลูกเค้าว่ากันแบบนี้ค่ะ
  1. สอนนิสัยข้างบนนี้ให้ลูก
  2. สอนให้ลูกหัดทำงานอาสา
  3. สอนให้ลูกอ่านหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย 2 เล่มต่อเดือน
วิธีตั้งเป้าหมายเค้าทำกันแบบนี้ค่ะ
  1. เขียนเป้าลงไป
  2. focus ที่จะทำเป้านั้นให้สำเร็จ
  3. พัฒนาตัวเอง
  4. เชื่อว่านิสัยที่ดีสร้างโอกาสให้สำเร็จ ดังนั้นต้องทำบ่อยๆ
  5. เชื่อว่านิสัยที่ไม่ดีทำให้เกิดผลกระทบไม่ดีกะชีวิต ดังนั้นต้องเลิกทำ
มีกี่ข้อเอ่ยที่เราใกล้เค้าคะ? ไม่ว่าจะมากหรือน้อยหรือไม่มีเลยซักข้อ เราก็เริ่มทำกันได้นะ ไม่ได้แปลว่าเราต้องลอกเค้าหรอกนะคะ แต่เท่าที่อ่านมันน่าจะมีประโยชน์ต่อชีวิตเราเองมากกว่ามีโทษนะ ทำได้ก็ถือว่าทำให้ชีวิตเราเองแหละไม่ใช่ชีวิตใครดีขึ้นค่ะ^^

หลิน

แปลจาก Habits of the World's Wealthiest People (Infographic)
http://www.entrepreneur.com/article/230918





Monday, June 29, 2015

สร้างเงินด้วยงานเขียน amazon kindle วางขายแล้ววววนะคะที่อุ๊คบี

หนังสือหนา 99 หน้า A4 ราคา 390 บาท ซื้อผ่าน AIS เหลือ 349 บาท บอกทุกสเต็ป บอกทุกขั้นตอนในการเขียนหนังสือไปขายที่ Amazon แบบไม่มีกั๊ก! อ่านจบแล้วขายหนังสือไม่ได้ เพราะมีอย่างเดียวคือคุณไม่เริ่มเขียนเท่านั้น!

ทดลองอ่านหนังสือคลิกที่นี่ค่ะ download ผ่าน Meb Market และ กด Get Free Sample 


ซื้อหนังสือได้ทั้งที่ Meb Market (ลิงค์ข้างบน) และ ookbee (ลิงค์ข้างล่าง) 
http://www.ookbee.com/Shop/Book/8b05f8c1-17fb-4558-8188-4d6fb69708c1/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-amazon-kindle

หลิน^^